วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

60ชันษา เจ้าฟ้าหญิงนักวิทยาศาสตร์ อุทิศพระองค์ ไม่ย่อท้อเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของปวงประชา

ด้วยพระราชปณิธานอันแรงกล้าของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่จะดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช” พระบรมราชชนก ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรไทย พระองค์ทรงใช้พระปรีชาสามารถ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านการแพทย์และสาธารณสุข มาใช้ทรงงานเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะความทุกข์ทรมานจากการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนผู้ยากไร้ ซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญ

ตลอดพระชนม์ชีพ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ทรงเอาพระทัยใส่ในราษฎรเป็นอย่างมาก ทรงทราบความเดือดร้อนจากปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงความต้องการการสนับสนุนเรื่องการศึกษาวิจัยทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสาธารณสุข ทรงก่อตั้ง “กองทุนจุฬาภรณ์” และต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “มูลนิธิจุฬาภรณ์” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย ต่อมายังมีพระดำริให้จัดตั้ง “สถาบันจุฬาภรณ์” และ “ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง” เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง ให้มีโอกาสเข้าถึงการบริบาลด้านสาธารณสุขด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง และเป็นการยกระดับการรักษาให้ได้มาตรฐานสากล ช่วยพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ สมดังที่ข้าพเจ้าได้ตั้งปณิธาน” พระราชดำรัสดังกล่าวของพระองค์ เมื่อครั้งเสด็จฯเปิดศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง ในปี 2547 สะท้อนถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อประชาราษฎร์อย่างแท้จริง

จากพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยและด้วยพระวิริยะอุตสาหะอันแน่วแน่ ทำให้ศูนย์วิจัยศึกษาและ
บำบัดโรคมะเร็ง ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จนมีความพร้อมเป็นโรงพยาบาลด้านโรคมะเร็งอย่างครบวงจร ซึ่งได้
กลายมาเป็น “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์” โรงพยาบาลเฉพาะทางชำนาญการด้านโรคมะเร็ง ขนาด 100 เตียง ในปี 2552 และด้วยพระเมตตาอันเหลือล้น จึงมีพระดำริให้ขยายการบริการของโรงพยาบาลจากการรักษาเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง เป็นการรักษาผู้ป่วย ร่วมกับการรักษาแบบทั่วไป เพื่อให้การรักษาพยาบาลครอบคลุมโรคต่างๆ ได้มากขึ้น และโปรดให้จัดสร้างส่วนขยายเป็นขนาด 400 เตียงซึ่งจะเปิดให้บริการในเร็ววันนี้ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ พระองค์ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานใน “สมเด็จพระ มหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก” พระบิดาแห่งการแพทย์ ไทย, “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” พระมารดาของการแพทย์ชนบท และ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง นราธิวาสราชนครินทร์” ในการส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยได้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯให้พระองค์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ซึ่งเป็นหนึ่งในพระภารกิจสำคัญที่ทรงทุ่มเทพระวรกายในการทรงงานอย่างเต็มที่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระกรณียกิจ ทรงเยี่ยมราษฎรและทรงติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์ พอ.สว. รวมทั้งหน่วยแพทย์พระราชทานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่โปรดให้ไปทำการตรวจรักษาโรค ผู้เจ็บป่วยในพื้นที่ และหน่วยสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

จากพระดำรัสที่พระราชทานสัมภาษณ์ไว้ ณ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี 2556 ทำให้ประชาชนชาวไทยได้สำนึกในน้ำพระทัยที่ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ที่มีต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

“ข้าพเจ้าดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมอบหมายให้มาดูแล พอ.สว. เพราะงานนี้เป็นงานที่ได้ดูแลสุขภาพประชาชน เป็นงานที่ข้าพเจ้ารักและถนัด”

ในโอกาสมหามงคลเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัย สมบูรณ์แข็งแรง ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ