วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยธ.ชี้โทษประหารไม่ช่วยยับยั้งอาชญากรรมรุนแรง ไทยเว้นว่าง 7 ปี 9 เดือน

ยธ.ชี้โทษประหารไม่ช่วยยับยั้งอาชญากรรมรุนแรง ไทยเว้นว่าง 7 ปี 9 เดือน

  • Share:

รองปลัดยธ.ระบุ นักโทษประหารส่วนใหญ่ยากจนเสี่ยงเป็นแพะจากตัดสินผิดพลาด ไม่มีผลยับยั้งอาชญากรรมรุนแรง ชี้ไทยไม่ประหารฯ รวมเวลา 7 ปี 9 เดือนแล้ว หากครบ 10 ปีติดต่อกัน ยูเอ็นถือว่ายกเลิกอัตโนมัติ

วันที่ 3 มิ.ย.60 นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่าโทษประหารชีวิตไม่มีผลในการยับยั้งอาชญากรรมรุนแรงหรือทำให้สังคมปลอดภัยและสมควรมีการยกเลิกโทษประหารนั้น จากผลการวิจัยทั่วโลกระบุว่า การประหารชีวิตไม่ได้มีผลต่อการยับยั้งอาชญากรรมที่รุนแรง หรือทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นได้ แต่ยังส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อสังคม กระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้ เพราะย่อมมีความเสี่ยงที่จะตัดสินผิดพลาดได้ เนื่องจากไม่มีระบบใดที่จะสามารถตัดสินได้อย่างเป็นธรรม สม่ำเสมอโดยที่ไม่มีข้อบกพร่อง เพราะอาจมีแพะที่ถูกประหารชีวิตไปแล้วไม่สามารถเรียกชีวิตกลับคืนมาได้

"นอกจากนี้ ยังมีข้อค้นพบว่านักโทษที่ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นคนยากจน และคนด้อยโอกาส ซึ่งไม่สามารถว่าจ้างทนายความที่มีความสามารถเพื่อให้ความรู้และแก้ต่างให้กับตนเองได้ ขณะที่นักมานุษยวิทยาเห็นว่าการประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ การประหารชีวิตทุกวิธีก่อให้เกิดความทรมานต่อนักโทษอย่างแสนสาหัส ถึงแม้ว่าผู้กระทำผิดเหล่านี้จะได้ก่อเหตุรุนแรงมาแล้วก็ตาม" นายธวัชชัย กล่าว

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หลักของการลงโทษนั้นต้องไม่ควรเป็นไปเพื่อการแก้แค้นทดแทน แต่ต้องเป็นไปเพื่อการแก้ไขและเยียวยาทั้งตัวผู้กระทำความผิดและเหยื่อน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม ทั้งนี้จากข้อมูลเดือนเมษายน 2560 มีนักโทษต้องโทษประหารชีวิต ทั้งหมด 447 ราย เป็นคดียาเสพติดให้โทษ ระหว่างชั้นอุทธรณ์เป็นนักโทษชาย 105 ราย หญิง 51 ราย, ชั้นฎีกา เป็นชาย 12 ราย หญิงไม่มี และในชั้นเด็ดขาดคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นชาย 55 ราย หญิง 13 ราย คดีความผิดทั่วไป เช่นคดีฆ่าคนตาย อยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์ เป็นชาย 110 ราย หญิง 6 ราย, ชั้นฎีกาเป็นชาย 6 ราย ส่วนหญิงไม่มี และนักโทษชั้นเด็ดขาดคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นชาย 85 ราย และหญิง 4 ราย จากสถิติดังกล่าวพบว่าโทษประหารชีวิตในคดีทั่วไปมีจำนวนมากกว่าคดียาเสพติดให้โทษ

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับการประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้านั้นนักโทษประหารชีวิตรายสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545 ส่วนการประหารชีวิตด้วยวิธีการฉีดสารพิษตามกฎหมายใหม่ มีจำนวน 6 ราย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 เป็นชาย 4 ราย นักโทษคดียาเสพติด 3 ราย คดีความผิดต่อชีวิต 1 ราย และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 เป็นนักโทษเด็ดขาดและต้องคดีเกี่ยวกับยาเสพติด 2 ราย หลังจากนั้น จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประหารชีวิตอีกเลย รวมเวลา 7 ปี 9 เดือน ซึ่งหากไม่มีการประหารชีวิต 10 ปีติดต่อกัน ทางองค์การสหประชาชาติจะถือว่าเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต

ทั้งนี้ ปัจจุบันนักโทษประหารจะถูกควบคุมตามเรือนจำต่างๆ ดังนี้ เรือนจำกลางบางขวาง 275 คน เรือนจำกลางคลองเปรม 2 คน เรือนจำกลางเขาบิน 19 คน เรือนจำกลางสงขลา 3 คน เรือนจำกลางพิษณุโลก 6 คน เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช 46 คน ทัณฑสถานหญิงกลาง 57 คน ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา 4 คน และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ 7 คน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้