วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จ่อเซ็ตซีโร่ กกต. 'มีชัย' ชี้เด็ดขาดกว่า กรธ. 'สมชัย' ว่ายิ่งกว่าเลวร้าย

จ่อเซ็ตซีโร่ กกต. 'มีชัย' ชี้เด็ดขาดกว่า กรธ. 'สมชัย' ว่ายิ่งกว่าเลวร้าย

  • Share:

เผยถ้าพ้นจะกลับพีเน็ต

กมธ.สนช.แจงแนวคิดเซ็ตซีโร่ กกต. นับหนึ่งไปพร้อมกับ รธน.ใหม่ คาดได้ กกต.ชุดใหม่ หลัง ก.ม.ลูก กกต.บังคับใช้ 60 วัน “มีชัย” เห็นด้วยชม กมธ. เด็ดขาด ตัดข้อกังวลรุงรังหมดสิ้น ชี้ไม่ใช่บรรทัดฐานโละทิ้งองค์กรอิสระทุกแห่ง “สมชัย” สะท้านใจสถานการณ์เลวร้ายสุดประเมิน อัดเหตุผลไม่เหมาะสม จี้ กมธ.เผยความจริง เชื่อที่ประชุมใหญ่ สนช.เห็นตาม กมธ.ล้างบาง กกต.แน่ พ้อโดนหมายหัวรื้อทิ้งองค์กรเดียว มท.1 สั่งสแกนเข้มศูนย์ดำรงธรรมรับฟังความเห็นประชาชนต่อคำถามนายกฯ ให้ระบุเลขบัตรประชาชนด้วย ฉุนถูกตั้งแง่เปลี่ยนแปลง แต่งเติมคำตอบ คาด 2 สัปดาห์ได้ความเห็นชุดแรก “วัฒนา” หยามจุดยืน ปชป.อยู่ข้างเผด็จการ “ไพบูลย์” ไม่ห่วงเสียแนวร่วมหนุน “นายกฯตู่” หลัง กปปส.คืนรัง ปชป. “บิ๊กตู่” ยังงดจ้อนักข่าว แต่เดี่ยวไมโครโฟน เปิดอกปรับ ครม.หาคนแทนยาก แจงรัฐล้างบางวงจรธุรกิจสีเทาทำ ศก.ฝืด

สืบเนื่องจากการกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้เซ็ตซีโร่ กกต. โดยเมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวบังคับใช้ กกต.ทั้ง 5 คนต้องพ้นจากสมาชิกภาพทันทีนั้น

เซ็ตซีโร่ กกต.ให้เป็นเนื้อเดียวกัน

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ โฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงถึงมติ กมธ.ว่า เสียงส่วนใหญ่ให้แก้ไขบท เฉพาะกาล มาตรา 70 กำหนดให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นวาระเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวประกาศใช้ แต่ยังให้ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะได้ กกต.ชุดใหม่แทน โดยคาดว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ภายใน 60 วัน หลังกฎหมายบังคับใช้ และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการทำงาน เนื่องจากมีสำนักงาน กกต.ทำหน้าที่ต่อเนื่องอยู่แล้ว เหตุผลที่เสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้เซ็ตซีโร่ กกต. เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ กกต.มากขึ้น คุณสมบัติจึงเข้มข้นตามมาด้วยและเห็นว่าควรเริ่มดำเนินการเลยเพื่อให้ได้ กกต.ชุดใหม่มาปฏิบัติหน้าที่ ยืนยันไม่มีประเด็นเกี่ยวกับตัวบุคคล ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ หาก กกต.ไม่เห็นด้วยในร่างกฎหมายนี้ก็มีขั้นตอนที่สามารถโต้แย้งได้ คือ หลังจาก ที่ สนช.พิจารณาผ่านวาระสามแล้วจะต้องส่งให้ กรธ. และ กกต.พิจารณาว่ามีประเด็นใดที่เห็นแตกต่างหรือไม่ อาจจะนำไปสู่การตั้ง กมธ.ร่วมหรืออาจจะไม่ต้องตั้งก็ได้

“มีชัย” เห็นด้วยชม สนช.เด็ดขาด

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณี กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มีมติให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นวาระเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวประกาศใช้ว่า ถือว่าเป็นความเด็ดขาดที่มีมากกว่า กรธ. ก่อนหน้านี้ กรธ.มีปัญหากังวลเหมือนกัน เพราะโครงสร้างของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปลี่ยนไปทั้งหมด และ กรธ.กำหนดให้เพิ่ม กกต.อีก 2 คนเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ทางกฎหมาย เรากังวลว่าเวลาคัดเลือก กกต.ใหม่จะทำอย่างไร เพราะ กกต.ปัจจุบันก็มีคนจากฝ่ายกฎหมายอยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่เมื่อ กมธ.ให้พ้นไปแล้วเลือกใหม่ทั้งหมด ก็จะไม่มีปัญหา เมื่อถามว่า กรธ.เห็นด้วยหรือไม่กับการเซ็ตซีโร่ กกต. นายมีชัยตอบว่า ก็เห็นด้วย ถ้าทำได้ก็ดี และไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการดำรงตำแหน่งของบุคคลในองค์กรอิสระให้ขึ้นอยู่กับกฎหมายลูก

ไม่ได้วางเกณฑ์รื้อทุกองค์กรอิสระ

เมื่อถามว่า การเซ็ตซีโร่ กกต.จะเป็นมาตรฐานสำหรับการพิจารณาการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระอื่นๆ ตามที่ กรธ.เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ นายมีชัยตอบว่า นี่จะเป็นหลักการที่จะต้องดูเป็นอันๆ ไป แต่ละองค์กรก็จะไม่เหมือนกัน สุดแต่ว่าความจำเป็นของแต่ละองค์กรอิสระจะมีอย่างไร เมื่อถามว่า แสดงว่าเมื่อ กกต.ถูกเซ็ตซีโร่แล้ว องค์กรอิสระอื่นๆ อาจไม่ถูกเซ็ตซีโร่เหมือนกันใช่หรือไม่ ประธาน กรธ. ตอบว่า บางองค์กรอาจเซ็ตซีโร่ บางองค์กรอาจไม่ต้อง ขึ้นอยู่กับเหตุผล เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้มีปัญหาอะไร อำนาจหน้าที่เหมือนเดิม หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อาจจะมีเหตุเพราะที่มามีปัญหาอยู่ ต้องดูว่าต้องทำอย่างไร เมื่อถามว่า เป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า มันไม่ใช่เรื่องของการเลือกปฏิบัติ แต่เป็นเรื่องของความจำเป็นของแต่ละองค์กรที่ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป อันไหนที่ไม่มีเหตุเป็นพิเศษเราก็คงเสนออย่างเดิม คือ ให้ดูคุณสมบัติ เมื่อถามว่า หากทั้งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และพรรค การเมืองต้องตกไปจะกระทบต่อโรดแม็ปหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ถ้าตกไปตอนนี้ กรธ.ก็ต้องทำให้เสร็จภายใน 240 วัน ไม่กระทบโรดแม็ป เมื่อถามว่า ถ้าพ้น 240 วันไปแล้ว กรธ.ก็จะไม่ได้ทำกฎหมายลูกอีกแล้ว นายมีชัยตอบว่า ก็ยังต้องทำอยู่เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ กรธ.ต้องทำให้เสร็จ แต่จะเอาเวลามาบังคับกับ กรธ.ไม่ได้

“สมชัย” สะท้านเซ็ตซีโร่โละทิ้ง กกต.

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมธารามันตรา ชะอำ จ.เพชรบุรี นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เสนอเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้ง 5 คนว่า เรื่องนี้เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่ายิ่งกว่าเลวร้ายที่สุดที่เคยประเมินไว้ว่าอาจจะมี กกต.ขัดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องพ้นตำแหน่ง แต่ใครที่คุณสมบัติครบก็ทำหน้าที่ต่อ การให้เซ็ตซีโร่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกินคาดคิด แต่ก็ต้องขอขอบคุณ กมธ.ที่ยังให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ คาดว่าจะมีเวลาทำงานที่เหลืออีก 4-6 เดือน เราต้องทำงานให้เต็มที่และเตรียมการที่ดีที่สุด ส่งมอบงานที่สมบูรณ์ที่สุดให้ กกต.ชุดใหม่ ยืนยันว่า กกต.ชุดนี้จะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งจนถึงการทำงานวันสุดท้าย เมื่อผู้ออกกฎหมายเห็นว่าเป็นแนวทางที่เป็นผลดี ก็ยอมรับและต้องปฏิบัติตาม แต่ควรจะหาเหตุและผลให้ดีกว่านี้ เพราะ กมธ.ให้เหตุผลว่าอำนาจ กกต.ตามรัฐธรรมนูญใหม่มีอำนาจมากขึ้น ต้องให้ กกต.ที่มีคุณสมบัติสูงมาทำหน้าที่ ทั้งที่ กกต.ปัจจุบันหลายคนยังมีคุณสมบัติครบตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ทำไมต้องให้ออกทั้งชุด รู้สึกว่าเหตุผลไม่เพียงพอ กมธ.ต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร เชื่อว่าวันที่ 9 มิ.ย.นี้ สนช.คงจะมี มติเป็นไปตามที่ กมธ.เสนอ ไม่ได้คาดหวังว่า สนช. จะมีความเห็นต่างจาก กมธ.

เชื่อล้างบาง กกต.องค์กรเดียว

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะเรียกประชุมผู้บริหาร และพนักงาน เพื่อหารือว่าอะไรเป็นงานที่สำคัญอันดับต้นๆ ต้องเลือกทำให้สำเร็จ เลือกงานสำคัญที่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ ก่อนส่งมอบงานให้ กกต.ชุดใหม่ ยืนยันว่าไม่มี กกต.คนใดน้อยใจชิงลาออก ส่วนตัวหากพ้นจากตำแหน่งจะทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งในฐานะองค์กรเอกชนต่อไป จะหวนคืนสู่มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) เมื่อถามว่า ข้อเสนอเซ็ตซีโร่ครั้งนี้เป็นการตั้งธงหรือไม่ นายสมชัยตอบว่า ต้องไปถามเขาตนตอบไม่ได้ แต่ประเด็นที่เราเป็นห่วงและคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นคือ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นมาตรฐานกับองค์กรอิสระอื่นๆหรือไม่ แต่เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะใช้กับ กกต.เพียงองค์กรเดียว โดยอ้างว่าเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง จึงต้องดำเนินการเรื่องนี้ ทั้งที่การร่างกฎหมายที่เป็นมาตรฐานจะต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทุกองค์กร แต่ก็ไม่คิดว่าจะนำโมเดลนี้มาใช้กับองค์กรอื่น อาจมีเหตุผลอื่นมากล่าวอ้างเพื่อลดมาตรฐาน อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกับการเลือกตั้ง หาก กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำงานประมาณช่วงเดือน ต.ค. จะถือว่ามีเวลาทำงาน 1 ปี

สนช.ถกให้ศาลพิจารณาลับหลัง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม สนช. ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาหลักการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ กรธ.เป็นผู้เสนอ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวชี้แจงว่ามีหลักการใหม่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การกำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยได้กำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเปิดทางให้ศาลทำหน้าที่แสวงหาความจริงที่นำไปสู่ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และไม่ให้เกิดการใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อหาช่องโหว่มาต่อสู้กันมากจนเกินไป 2.การให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลย เดิมหากเกิดกรณีที่จำเลยหลบหนีไม่ว่าก่อนหรือระหว่างการพิจารณาคดีในศาล ทำให้กระบวนการไต่สวนทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงกำหนดให้ศาลไต่สวนลับหลังได้เพื่อไม่ให้การพิจารณาคดีสะดุด

มติเอกฉันท์ผ่านฉลุยวาระแรก

จากนั้นสมาชิก สนช. ซักถามเรื่องกรอบระยะเวลาการไต่สวนและการพิจารณาคดีลับหลัง นายมีชัยชี้แจงว่า ในทางปฏิบัติคงไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาการทำงานตายตัวได้ เนื่องจากการทำงานของศาลไม่เหมือนการทำงานปกติ โดยระยะเวลาพิจารณาคดีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นการสืบ พยานโจทย์และจำเลย และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ แต่ได้บัญญัติหลักการให้ศาลพิจารณาถึงความรวดเร็วในการทำงานด้วย โดย กรธ.อาจพิจารณากรอบเวลาการทำงานไว้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แทน สำหรับการกำหนดให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้นั้น กรธ.คิดว่าอย่างน้อยสังคมจะได้รู้ว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือถูกผ่านกระบวนการทางศาล นอกจากนี้ ถ้าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดจริง จะนำไปสู่การขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทาง การเมืองด้วย จากนั้นที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 190 คะแนนรับหลักการ ในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 19 คน กำหนดเวลาทำงานให้เสร็จภายใน 45 วัน

มท.1 เข้มข้อมูลศูนย์ดำรงธรรม

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมมอบนโยบายผู้ว่าราชการ จังหวัดทั่วประเทศถึงการดำเนินการเกี่ยวกับคำถาม 4 ข้อของนายกฯว่า การรับฟังความเห็นเป็นภารกิจของศูนย์ดำรงธรรมอยู่แล้ว นอกจากการแก้ไขปัญหาประชาชน กระทรวงมหาดไทยจะรวบรวมส่งความคิดเห็นให้สำนักนายกฯ 10 วันต่อครั้ง วิธีที่จะได้ข้อมูลและความคิดเห็นมีหลายวิธี โดยใช้ช่องทางที่แน่นอนไม่ผิดเพี้ยน คือการให้ข้อมูลจากประชาชนที่เดินเข้ามาศูนย์ดำรงธรรมโดยตรง และจะกระจายการใช้ศูนย์ดำรงธรรมให้มากที่สุด ทั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อที่ประชาชนจะได้สะดวกในการเดินทาง และจะต้องยืนยันหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักเพื่อให้ข้อมูลที่เข้ามาไม่ผิดเพี้ยน ป้องกันพวกไม่หวังดี อีกทั้งยังมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนคอยสอดส่องว่าใครเป็นใครเพื่อไม่ให้ข้อมูลผิดเพี้ยน ทั้งนี้หากใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียหรือส่งความเห็นทางไปรษณีย์หรือรับเรื่องผ่าน 1567 ก็อาจจะมีการสวมสิทธิกันได้ ยืนยันว่าจะไม่ไปชี้แนะอะไรทั้งสิ้น

ฉุนถูกตั้งแง่แต่งเติมคำตอบ

เมื่อถามถึงการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐชี้นำประชาชน พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า เจตนาคือนายกฯอยากทราบความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ได้ทำโพล แต่สิ่งหนึ่งที่นายกฯอธิบายคืออยากให้ทุกคนตระหนักถึงการเลือกตั้ง เพราะจะส่งผลถึงการใช้อำนาจรัฐที่จะทำให้ประเทศไทยไปในทิศทางไหนก็ได้ เรื่องนี้ถ้ามองให้เกิดประโยชน์จะทำให้คนคิดเป็นในการเลือกตั้งและควรจะได้คนอย่างไร เมื่อถามว่า จะมั่นใจได้หรือไม่ว่าคำตอบของประชาชนจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า “ได้ ไม่มีใครเขาทำอะไรไม่ดี ถามทำลิงทำไม ผมยืนยันว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็น ถ้าจะตีค่าว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองคงไปห้ามไม่ได้ เพราะเป็นคำถามที่ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง แต่เราไปบังคับให้ใครเขียนอะไรไม่ได้ เขาจะตอบอะไรก็สรุปขึ้นมาอย่างนั้น อยากให้สื่อช่วยพูดอย่างสร้างสรรค์บ้าง ผมยืนยัน ผมเป็นรัฐมนตรีไม่สามารถสั่งให้ศูนย์ดำรงธรรมทำข้อมูลได้ ผมสั่งไม่ได้แน่นอน สั่งได้เพียงว่าให้สรุปขึ้นมาในระยะเวลาเท่าไร และการดำเนินการไม่ได้เป็นการจัดตั้ง” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

คาด 2 สัปดาห์ได้ความเห็นชุดแรก

ต่อมาเวลา 17.19 น. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวภายหลังการมอบนโยบายแก่ ผวจ.ในเรื่องคำถาม 4 ข้อว่า ได้กำชับ ผวจ.ทุกจังหวัดสำหรับการแสดงความคิดเห็น โดยให้ประชาชนเดินทางเข้ามาแสดงความเห็นที่ศูนย์ฯเท่านั้น โดยต้องพกบัตรประชาชนมาแสดงตัวด้วย เพื่อเป็นการป้องกันการบิดเบือนข้อมูล สำหรับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นคาดว่าสัปดาห์หน้าจะเริ่มดำเนินการในเรื่องธุรการ และสัปดาห์ต่อไปจึงจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนได้ ดังนั้นจะใช้เวลาหลังจากนี้อีกประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะได้ความคิดเห็นชุดแรกมา

“วัฒนา” เย้ยหยามจุดยืน ปชป.–กปปส.

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ชัดเจนเสียที” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งได้ให้แนวทางการต่อสู้กับเผด็จการทหาร โดยเสนอให้ 4 พรรคการเมืองผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาลต่อสู้กับรัฐบาลทหาร เหมือนเป็นสัญญาณที่ดีว่าพรรคที่เคยได้รับการอุปถัมภ์จากทหารให้ตั้งรัฐบาล สมาชิกพรรคที่เคยออกมาก่อม็อบสนับสนุนให้ทหารออกมายึดอำนาจจนบ้านเมืองเสียหายยับเยินจะสำนึกตัว แต่จากนั้นเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างโดยบังเอิญ ได้แก่ อัยการสั่งไม่ฟ้องบริษัทรับเหมาในคดีฮั้วประมูลการก่อสร้างโรงพักร้าง 396 แห่งโดยเห็นว่าไม่มีเจตนาทุจริต ซึ่งต่อมาก็คงจะสั่งไม่ฟ้องอดีตเลขาธิการพรรคที่เชียร์หัวหน้า คสช. ให้เป็นนายกฯต่อไป จากนั้นก็เกิดการรวมตัวของแกนนำ กปปส. กับพรรคการเมืองดังกล่าวทั้งที่กลุ่มคนพวกนี้เคยประกาศที่จะไม่หวนคืนการเมือง ที่น่าชื่นใจคือรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าทั้งหมดเป็นการมากินกาแฟกันธรรมดา ไม่ใช่การรวมกลุ่มทางการเมืองเกินกว่า 5 คน ทั้งที่เรื่องที่คุยกันคือการเมืองล้วนๆ ตามมาด้วยหัวหน้าพรรคประกาศจุดยืนว่าพรรคมีเป้าหมายตรงกับ กปปส. นั่นคือการยึดแนวทาง กปปส. ต่อไป จึงเป็นอันสิ้นสงสัยว่าพรรคการเมืองนี้มีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร

ใครชอบเผด็จการให้เลือก ปชป.

นายวัฒนาระบุว่า สำหรับพรรคเพื่อไทยก็คงไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย เพราะมีจุดยืนที่ชัดเจนมาตลอดว่าอยู่ข้างประชาธิปไตยตรงข้ามกับเผด็จการ แม้ราคาที่ต้องจ่ายจะมากมายมหาศาลถึงขั้นเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ต้องถูกอุ้มจนเสียอิสรภาพหลายครั้งก็ไม่เคยเปลี่ยนที่ยืน ที่เหลือคงเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะเลือกว่าจะให้ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในอนาคต ถ้าชอบเผด็จการหรือเห็นว่า คสช. บริหารประเทศดีบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ก็เลือกพรรคนี้ได้เลย เพราะแสดงตัวออกมาชัดเจนแล้ว ถ้าชอบประชาธิปไตยก็ไม่ต้องคิดเพราะมีพรรคเดียวที่ประกาศตัวว่าอยู่ตรงข้ามเผด็จการ

“เอกนัฏ” โต้ “วัฒนา” โลกมืด

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวถึงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยพาดพิงว่า หมดข้อสงสัยจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตรงกับ กปปส.ว่า คนหวังดีต่อประเทศจะร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ ทำไมนายวัฒนาจะต้องถ่วง มองโลกมืด สร้างวาทกรรมบิดเบือนข้อมูล ถ้ามีหัวใจเป็นประชาธิปไตยจริง ก็ทำใจให้กว้างได้หรือไม่ คอยบั่นทอนความเชื่อมั่นเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งๆที่รู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากสิ่งที่พรรคเพื่อไทยสร้างไว้ เช่น ความเสียหายจากนโยบายจำนำข้าว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนไม่อยากถูกหลอกนำสิทธิไปใช้เพื่อออกกฎหมายล้างผิดให้คนโกงอีก ก็อย่าไปเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าต้องการการปฏิรูปประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่แท้จริง พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นทางเลือกให้

ไม่ห่วงเสียแนวร่วมหนุน “บิ๊กตู่”

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปประเทศไทย กล่าวถึงกรณีแกนนำ กปปส.กลับพรรคประชาธิปัตย์และแสดงจุดยืนว่าจะหนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นนายกฯว่า ไม่กังวลว่าจะเสียแนวร่วมของกลุ่มคนที่จะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าในการเลือกนายกฯครั้งแรกในรัฐสภานั้น จะไม่มีใครในบัญชีรายชื่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้รับเสียงเกิน 375 เสียงอย่างแน่นอน จึงขอย้ำว่าจะโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯในการโหวตรอบสอง ส่วนข้อเสนอที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้ 4 พรรคการเมืองใหญ่รวมตัวกันต่อสู้พรรคทหารนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เชื่อว่าแค่พูดให้เป็นข่าวเท่านั้น และคงจะไม่มีใครเอาด้วย ยกเว้นแค่บางคนในพรรคเพื่อไทยเท่านั้น เพราะการร่วมทำงานต้องดูอุดมการณ์พรรคการเมือง การเข้าร่วมเป็นรัฐบาลด้วย

นายกฯชวนคนรุ่นใหม่เป็นเกษตรกร

ด้านความเคลื่อนไหวนายกรัฐมนตรี วันเดียว กัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีมอบรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า บรรพบุรุษของตนก็ทำไร่ ทำนา ทำสวน ค้าขายตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย รู้ดีว่ายากลำบากแค่ไหน วันนี้ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรเมื่อปลูกข้าวแล้วจะมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทันต่อการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ทุกอย่างราคาแพง มีอย่างเดียวคือสินค้าเกษตรราคาลดลง ถือเป็นวิกฤติและความเสี่ยง ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลจึงมีโครงการจะนำคนรุ่นใหม่หันกลับไปทำการเกษตรให้มากขึ้น ดังนั้น ชาวนาต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับลูกหลาน และคนรุ่นใหม่จะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ก็จะทำให้มีรายได้สูงขึ้นจากผลผลิตที่มีการพัฒนาและต่อยอด โดยควรปลูกพืชผสมผสาน ปลูกในสิ่งที่ตลาดต้องการ อย่าเน้นปริมาณไม่ได้คุณภาพ ต้องแก้ปัญหาให้ครบวงจร รวมกลุ่มทำระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็งต่อรองกับกลุ่มทุน เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ไม่ใช่รวมตัวกันสู้กับรัฐบาลต้องเดินไปพร้อมกับรัฐบาล ถ้าต่างฝ่ายต่างเรียกร้องก็ไปกันไม่ได้ทั้งหมด

ต้องก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้วันที่ 5 มิ.ย. ของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯในงานของชาวนาไทยทรงมีพระราชดำรัสว่า ชาวนาเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ แต่วันนี้กระดูกสันหลังของชาติจะต้องไม่งองุ้ม ต้องลืมตาอ้าปากได้ รัฐบาลพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปชาวนาไทย แต่ปัญหาหมักหมมมานาน เชื่อว่าทุกอย่างดีขึ้น ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นอย่างที่กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่าประเทศจะต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน วันนี้เราต้องทำการเกษตรให้ไปสู่ยุคสมัยใหม่เป็นไทยแลนด์ 4.0 เราต้องก้าวพ้นกับดัก ประเทศรายได้ปานกลางลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความ เข้มแข็งให้ได้ อย่าไปฟังคำบิดเบือนต่างๆ ต้องดูว่าหากทำให้ดีแบบเดิมนั้นมีผลเสียหายหรือเปล่า

อย่าเอาแต่รอเงินอุดหนุนจากรัฐ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้มีข่าวลือจากคลิปวีดิโอและเขียนข้อความว่า ธ.ก.ส.ไปหักเงินหนี้เก่าชาวนา ตนก็ให้ตรวจสอบไม่มีการไปหักหนี้ชาวนา อะไรให้ก็คือให้ หากให้ไม่ได้ก็ต้องรอก่อน ก็ฝากกระทรวงเกษตรฯไปตรวจสอบดูด้วย ประเทศไทยมีพืชการเกษตรที่เราต้องช่วยเหลืออีกเยอะจะมาให้เงินอย่างเดียวไม่ได้ หากให้อย่างเดียวมันจะให้ได้นานแค่ไหน อย่าคิดว่าทำอะไรรัฐบาลก็อุดหนุน อย่าคิดอย่างนั้นมันจะล้มกันหมด เพราะรัฐบาลก็ต้องนำงบประมาณไปลงทุนอย่างอื่น วันนี้ทุกคนมีหนี้สินปัญหาไม่เท่ากัน รัฐบาลพยายามตั้งกองทุนแก้ปัญหาหนี้สินมีคนจดทะเบียนรายได้ต่ำกว่าปีละแสน 14 ล้านคน ไม่ใช่รัฐบาลนี้ทำให้คนจนมากกว่าเดิมเป็น 14 ล้านคนอย่างที่เขาบอก มันเกิดมาหลายรัฐบาลแล้ว มาบอกอย่าไปจดเดี๋ยวถูกล้วงความลับมันมีความลับอะไรนักหนา ที่ให้จดจะได้แยกแยะออก เมื่อพื้นฐานไม่เท่ากัน การช่วยเหลือต้องแตกต่างกันเพราะไม่มีเงินพอ

รำคาญพวกเอาแต่เขียนด่า

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ดูรายการที่ให้ความรู้ไม่ใช่เปิดดูคลิปทะเลาะกันทุกวัน ไม่อย่างนั้นวันหน้าคิดกันไม่ออก สนใจเพื่อเป็นความรอบรู้พอแล้ว บางเรื่องขยายไปก็ไร้ค่า ความไว้เนื้อเชื่อใจจากภายในและนอกประเทศไม่เกิดขึ้น บางคนนึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน วันๆนั่งเขียนด่าคนอ่านแล้วเชื่อหมดก็บ้า ไม่อ่านมันเลยก็โง่ ไอ้คนพวกนี้เขียนอย่างเดียวด่าคนทั้งวัน ไม่ต้องทำอะไร ไม่รู้ว่าเอาเงินที่ไหนมากิน มันมีหลายอย่างสนับสนุนพวกนั้นพวกนี้ รัฐบาลให้ความสนใจทุกอันที่เป็นความห่วงมีเจตนารมณ์อยากช่วยรัฐบาลตนก็เอามาแก้เอามาฟัง ทุจริต มีปัญหาเดือดร้อน ถนนหนทางก็แก้ให้หมด อันที่มีประโยชน์ก็มี แต่ที่ไม่มีประโยชน์อย่าไปอ่านมากนัก คนไทยติดนิสัยรื่นเริงตนไม่ได้ว่า เป็นอัตลักษณ์ ของเรา ชอบข่าวสนุกสนาน ตื่นเต้นทั้งวัน จนลืมสิ่งที่จะต้องทำจริงๆ ฝากกลับไปคิดด้วยแล้วกัน

ยอมรับปรับ ครม.หาคนแทนยาก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า วันนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ไม่มา มาแต่ รมช.เกษตรฯเพราะไม่อยู่ไปขายของ เดินทางตลอด คนก็บอกว่าไม่มีผลงาน ถามว่ามีผลงานหรือไม่ต่างจากของเดิมมากหรือไม่ ต้องปรับ รมว.เกษตรฯไหม หาคนจะเป็นยังไม่ได้เลย คนทั่วไปให้เป็นรัฐมนตรีให้เป็นนายกฯยังไม่อยากเป็นเลย มีแต่คนบางพวกอยากเป็นก็อยากเป็นอยู่นั้น ก็เป็นไปสิถ้าเลือกเขามาเขาก็เป็น แต่ไม่เลือกเขาก็ไม่เป็นแค่นั้นเอง ถึงเวลาก็ไปเลือกกันเอาเอง ตนก็ต้องไปเลือกด้วยอยู่ดี แต่ก็ยังไม่รู้จะเลือกใครเหมือนกัน ดูตัวอยู่ หาตัวอยู่ ตนไม่ได้ต้องการเปลี่ยนทั้งหมด แต่ต้องการหาหลักคิดจะเดินหน้าอนาคตอย่างไร ปัญหาต้องวางไว้ข้างๆ แต่ก็แก้ไปด้วยต้องทำทั้งสองอย่างไม่อย่างนั้นจะเดินหน้าประเทศไม่ได้ ไปสู่ประชาธิปไตยลำบาก แต่วันนี้มีหลายคน หลายพวกพยายามจะตีทั้งหมดเอามาพันกันให้หมด แล้วไปเลือกตั้งอย่างเดียว

ย้ำถามประชาชนเพื่อการเรียนรู้

“วันนี้เงียบๆไม่ชอบกันหรือ แค่รถติดก็แย่พออยู่แล้วยังมีการชุมนุมประท้วงเยอะแยะไปหมด ล้อมทำเนียบฯกันจะเอาอีกหรือ ก็อยู่ที่พวกท่าน แม้จะเป็นรัฐบาลที่มาแบบนี้แต่เมื่อสงบเรียบร้อยดีทุกอย่างก็สามารถเดินหน้าได้ ยังไงมันก็ต้องเป็นประชาธิปไตยตามโรดแม็ป ระหว่างนี้ทำไมไม่ร่วมมือกันทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่มีการประท้วง ไม่มีการใช้ความรุนแรง รัฐบาลชุดนี้พยายามทำทุกอย่างแต่ทุกคนอาจจะมองไม่เห็น เพราะมัวแต่มองเรื่องของตัวเองว่าทำอย่างไรถึงจะมีรายได้มากขึ้น” นายกฯกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า การตั้ง 4 คำถามถึงประชาชนนั้นก็เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ยืนยันไม่ใช่เพื่อจะนำไปสู่อะไรทั้งสิ้น อย่างไรก็มีการเลือกตั้งเพราะกฎหมายเขียนไว้อยู่แล้ว แต่จะมีอย่างไรก็เรื่องของท่านเพราะท่านเป็นคนเลือกรัฐบาล ไม่ได้เกี่ยวกับตนเลย

ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ 4 วันติดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า “วันนี้วันชาวนาไทย หากมีอะไรให้ถามกับรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์” เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะให้สัมภาษณ์ได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมตอบคำถาม ได้แต่โพสท่าให้ช่างภาพบันทึกภาพเพราะได้ใช้ผ้าขาวม้าคล้องคอและสะพายย่ามที่ชาวนานำมามอบให้ ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า วันนี้มีแรงเชียร์ค่อนข้างมากให้กลับมาเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งอีกครั้งโดยเฉพาะจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) พล.อ.ประยุทธ์เดินเลี่ยงไปสักครู่ก่อนเอ่ยเพียงสั้นๆว่า “มันมายังไงวะ” ทั้งนี้ถือเป็นวันที่ 4 แล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์งดให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

นายกฯสั่งปูพื้นปรองดองฐานราก

ต่อมาช่วงค่ำ เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลและ คสช. ที่ผ่านมาเป็นเรื่องน่ายินดี ที่ได้รับรายงานว่ามีความสอดคล้องกับคำแนะนำของธนาคารโลก เรื่องการพัฒนาประเทศอย่างมีระบบ ถือว่ามาถูกทาง ที่สำคัญคือความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ความปรองดองในพจนานุกรมของตน ไม่ได้หมายความเพียงการลบล้างความขัดแย้งทางการเมือง และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในอดีต แต่ครอบคลุมไปถึงการขจัดเงื่อนไขประเด็นปัญหาข้อสงสัยกังวลใจในโครงการต่างๆตามนโยบายรัฐบาล จนนำไปสู่ความเข้าใจ ไว้ใจ ร่วมมือ หรือการมีส่วนร่วม ขอให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปร่วมกันทำงานในพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน ให้เกิดความรักความสามัคคี

ล้างบางธุรกิจสีเทาส่งผล ศก.ฝืด

“สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนประเทศคือการทุจริต เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ การทุจริตอาจมาในรูปแบบที่เกี่ยวกับกิจการสีเทา ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่บางกลุ่ม ใช้กฎหมายที่ถืออยู่ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ แม้ปัญหาแบบนี้จะมีมานาน แต่วันนี้ถึงเวลาที่ต้องหยุดวงจรคอร์รัปชันให้ได้ ผมคิดว่าแก้ไขได้นะครับ โดยการการสร้างจิต สำนึกให้กับทุกคน รัฐบาลและ คสช. ยอมรับว่าการปราบปรามการทุจริต การจัดระเบียบสังคม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจหดตัว อาจจะเนื่องจากเม็ดเงินจากการประกอบธุรกิจสีเทา ซึ่งเดิมมีเป็นจำนวนมาก เมื่อมีการปราบปรามก็จะมีผลสะท้อนทางลบต่อตัวเลขเงินที่หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และอาจทำให้เกิดปัญหากับผู้มีรายได้น้อย เพราะว่าบางคนอยู่ในห่วงโซ่นี้มาโดยตลอด เช่นจ่ายส่วยเพราะขายของบนทางเท้า การขายหวยใต้ดิน เฝ้าบ่อน เฝ้าซ่องโสเภณี บางคนมักง่ายในการหาเงิน หมดก็หาใหม่ก็ต้องทำผิดกฎหมาย พอวันนี้สิ่งที่เคยชินทำไม่ได้ เลยรู้สึกเดือดร้อนจนนักการเมืองที่ไม่ดีนัก ออกมาพูดบิดเบือน โจมตีนโยบายการจัดระเบียบบ้านเมืองว่าสร้างความลำบากให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อหวังผลทางการเมือง แล้วข้อเท็จจริงมันคืออะไร ทำไมเราไม่สร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เตรียมพร้อมเยือนสหรัฐฯ ก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า จาก กรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้โทรศัพท์พูดคุย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก-รัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เมื่อวันที่ 30 เม.ย. เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯพร้อมเชิญ พล.อ.ประยุทธ์เยือนสหรัฐฯนั้น เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ออกหนังสือเวียนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่นร 0505/ว266 ถึงรองนายกฯ รัฐมนตรี กระทรวง กรม เลขาธิการ คสช.ว่า สืบเนื่องจากการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 30 พ.ค.นายกฯมีข้อสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระหว่างประเทศกับสหรัฐฯ รวมทั้งประเด็นอื่นที่สำคัญ เช่น ผลการจัดสถานะประเทศไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐอเมริกา มาตรา 301 พิเศษ การแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การจัดตั้งอนุกรรมการด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อนำข้อมูลไปหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ในโอกาสที่นายกฯจะเยือนสหรัฐฯในเดือน ก.ค.นี้

ทูตปากีฯชมรัฐดับไฟใต้โดยสันติ

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโซเฮล คาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศ ไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยนายกฯแสดงความขอบคุณที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ตลอด 4 ปีที่ดำรงตำแหน่ง ยินดีที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงมีความก้าวหน้าต่อเนื่องมาโดยตลอด และเอกอัครราชทูตปากีสถานได้แสดงความชื่นชมกระบวนการทำงานของไทยในการจัดการปัญหาชายแดนใต้ด้วยสันติวิธี

ตั้งโฆษกรองนายกฯประโคมผลงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 9 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้สั่งการให้รองนายกฯทั้ง 6 คน แต่งตั้งโฆษกประจำรองนายกฯหรือชื่อตำแหน่งทางการว่า “คณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ของรองนายกรัฐมนตรี” เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และเผยแพร่งานในความรับผิดชอบให้สังคมได้รับทราบ โดยผลการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ของรัฐบาล โดยให้เสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ อาทิ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง แต่งตั้ง พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร ประธานคณะทำงานรองนายกฯและอดีตโฆษกกองทัพอากาศ เป็นโฆษกประจำรองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม แต่งตั้งนายไชยา ยิ้มวิไล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกประจำรองนายกฯ และ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย แต่งตั้ง พล.ร.ต.รณัชย์ เทพวัลย์ ผู้ชำนาญการกองทัพเรือ เป็นโฆษกประจำรองนายกฯ

“วัชระ” ร้อง “บิ๊กตู่” ยกเลิกมติ กสทช.

เมื่อเวลา 10.40 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กรณีกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้จัดธุรกิจบริการแพร่ภาพและเสียงบนระบบอินเตอร์เน็ต หรือโอเวอร์ เดอะ ท็อป (โอทีที) อยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. โดยนายวัชระกล่าวว่า มติดังกล่าวจะกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งใช้อินเตอร์เน็ตในการสื่อสาร และรูปแบบของโอทีที ไม่ใช่กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม ตาม พ.ร.บ.กสทช. การมี มติเช่นนี้จึงไม่มีอำนาจแห่งกฎหมายรองรับ และอาจขัดกับ พ.ร.บ.กสทช. และรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ จึงขอให้นายกฯ สั่งการให้ กสทช.ทบทวนและยกเลิกมติดังกล่าว และส่งเรื่องให้ สนช.พิจารณาเกี่ยวกับโอทีทีต่อไป นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของ กสทช.ที่ก่อให้เกิดความเสียหายก่อนหน้านี้ อาทิ การประมูล 3 จี ที่ล้มเหลว รวมถึงกรณีโทรทัศน์ดิจิทัลที่มีปัญหา

บุก ปชป.ร้องอดีต ส.ส.สุราษฎร์เชิดเงิน

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.ตำรวจสันติบาล นำนายกฤษฏิ์ ทองแดง ผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านนายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายศิริโชค โสภา รองเลขาธิการพรรค อ้างว่ามีอดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี และหญิงสาวคนสนิท ไม่รับผิดชอบหลังจากอ้างตัวเป็นคนกลางในการจ่ายภาษีสรรพากรให้กับผู้เสียหาย ที่ได้รับรางวัลรถเฟอร์รารี มูลค่า 27 ล้านบาท จากแคมเปญแจกรถหรูของค่ายโทรศัพท์มือถือชื่อดัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 โดยทั้ง 2 คน ได้เรียกรับเงินค่าดำเนินการเป็นจำนวนกว่า 7.5 ล้านบาท อ้างว่าเป็นค่าอำนวยความสะดวกเพื่อติดต่อคนซื้อรถในราคา 19 ล้านบาท และเสียภาษี แต่แล้วกรมสรรพากรยังแจ้งว่าไม่ได้ชำระและมีเบี้ยค่าปรับฐานล่าช้ารวมทั้งสิ้น 3.6 ล้านบาท จึงขอให้ช่วยติดตามเรื่องดังกล่าวกับอดีต ส.ส.ให้มารับผิดชอบ เพราะได้ทวงถามไปแล้วหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล โดยนายถวิลและนายศิริโชคเป็นตัวแทนรับเรื่องไปตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่อดีต ส.ส.คนดังกล่าวขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคไปแล้ว เนื่องจากช่วงเว้นวรรคการเมือง ได้ไปร่วมบวชที่ จ.สุราษฎร์ธานี และยังไม่ได้สมัครกลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค

ศาลฎีกาฯนัดสอบคำให้การ “สุรพงษ์”

สำหรับกรณีการยื่นฟ้องคดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีออกหนังสือเดินทางให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรีนั้น ความคืบหน้าล่าสุดทางอัยการได้นำสำนวนยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยศาลฎีกาฯ มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณาแล้ว เป็นคดีหมายเลขดำ อม.51/2560 พร้อมนัดสอบคำให้การนายสุรพงษ์วันที่ 15 มิ.ย.นี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้