วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประชารัฐร่วมใจลดอุบัติเหตุ ต้องทำจริงจังและต่อเนื่อง

ประชารัฐร่วมใจลดอุบัติเหตุ ต้องทำจริงจังและต่อเนื่อง

โดย ลมกรด
3 มิ.ย. 2560 05:01 น.
  • Share:

วันเสาร์สบายๆวันนี้มาคุยเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่กันดีกว่า แต่ละปีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 22,000 คน และ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บและพิการอีกจำนวนมาก แทนที่จะได้ทำงานหาเงินมาดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว กลับกลายเป็นว่าผู้สูงอายุต้องมาดูแลคนพิการแทน

เคยมีมติ ครม.เมื่อเดือน มิ.ย.2553 กำหนดให้ปี 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน เพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนในการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจร ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตให้ต่ำกว่า 10 คนต่อประชากร 1 แสนคนภายในปี 2563 แต่จนป่านนี้ยังไม่มีรัฐบาลไหนดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นระบบ

กระทั่งวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคมซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาคณะทำงานประชารัฐของบิ๊กตู่ ได้จัดพิธีลงนาม ความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนน “ประชารัฐร่วมใจ...ปลอดภัยทุกเส้นทาง” มีภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม 53 องค์กรมาร่วมลงนาม หัวเรี่ยวหัวแรงฝ่ายภาครัฐเช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภาคเอกชนก็มี ปตท. เชลล์ เอสโซ่ ยามาฮ่า กลุ่มมิตรผล ฯลฯ ส่วนภาคประชาสังคม อาทิ สสส. มูลนิธิเมาไม่ขับ คอยสนับสนุนข้อมูลวิชาการและโมเดลที่ประสบความสำเร็จ

หลักการคือให้ทุกองค์กร สร้างมาตรการองค์กร เพื่อความปลอดภัยทางถนน ส่วนระดับความเข้มข้นแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรจะไปออกกฎระเบียบกระตุ้นพนักงานให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ขั้นต่ำต้องมีการควบคุมตามกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรการสวมหมวกกันน็อก ดื่มไม่ขับ ไม่ขับเร็วเกินกำหนด คาดเข็มขัดนิรภัย

ในแผนที่กำหนดไว้มีการเสนอมาตรการหลายอย่างดังนี้ มาตรการทางนโยบาย ขอความร่วมมืออย่างจริงจังจากผู้บริหารและพนักงานทุกคนให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ตั้งเป้าหมายชัดเจนเช่นพนักงานทุกคนที่ขี่รถ จยย.ต้องสวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง จัดงบประมาณและเครื่องมือสนับสนุนเช่นติดกล้องวงจรปิดคอยสอดส่อง

มาตรการสื่อสารประชาสัมพันธ์ นำเสนอข้อมูลที่ชี้ให้เห็นพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ใหม่ๆ ตลอดจนกรณีศึกษาที่เป็นประโยชน์ให้พนักงานทราบอย่างต่อเนื่อง

มาตรการติดตามประเมินผล มีทีมเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงาน กำหนดตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

มาตรการสร้างแรงจูงใจ จัดประกวดบุคคลต้นแบบหรือแผนกต้นแบบในด้านการสวมหมวกกันน็อก พร้อมให้รางวัลที่ทำได้ดีเยี่ยม ส่วนบทลงโทษ เช่น หากพนักงานขี่รถ จยย.ไม่สวมหมวกกันน็อก หรือให้คนซ้อนท้ายไม่สวมหมวก จะไม่อนุญาตให้นำรถเข้ามาภายในองค์กร และเพิ่มโทษเมื่อทำผิดซ้ำ หรือหากพนักงานถูกตำรวจจับกุมจากการทำผิดกฎจราจร จะถูกส่งไปรับการอบรมกับเจ้าหน้าที่ หรือให้ไปทำงานช่วยเจ้าหน้าที่กู้ภัย

มาตรการต่างๆเหล่านี้อาจไม่ค่อยเป็นที่สบอารมณ์คนไทยซักเท่าไหร่ เพราะคนไทยชินกับการทำอะไรตามใจฉัน แต่ถ้าลองไปดูบริษัทญี่ปุ่นจะเห็นชัดเลยว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อย่างมาก อีกทั้งผู้บริหารประพฤติปฏิบัติเป็นตัวอย่างแก่พนักงาน คนญี่ปุ่นถึงขึ้นชื่อเรื่องความมีวินัยและเคารพกฎระเบียบเคร่งครัด

การรณรงค์สร้างเสริมวินัยจราจรต้องทำอย่าง จริงจัง และ ต่อเนื่อง ถึงจะปลุกกระแสและเกิดแรงขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ผมเป็นห่วงอย่างเดียวว่า บางองค์กรมาทำงานนี้เหมือนแค่มาร่วมงานอีเวนต์เซ็นเอ็มโอยูแถลงข่าวเสร็จก็จบ ไม่ได้เอาไปสืบสานทำต่อภายในองค์กร ทั้งที่ล่วงเลยมา 2 เดือนแล้ว

องค์กรไหนยังนิ่งเฉยก็ขอให้ลงมือได้แล้วนะครับ.

ลมกรด

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้