วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชิงดำชปล.นรกแตก! 'ม้าลาย' ซัดเดือด 'ราชัน' ศึกนี้ใครจะเป็นแชมป์

ชิงดำชปล.นรกแตก! 'ม้าลาย' ซัดเดือด 'ราชัน' ศึกนี้ใครจะเป็นแชมป์

  • Share:

ศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการสโมสรลูกหนังยุโรปกำลังปะทุในคืนวันที่ 3 เดือนมิถุนายนหรือวันนี้!!! กับศึกชิงดำแชมเปียนส์ลีกระหว่าง "ม้าลาย" ยูเวนตุส เผชิญหน้ากับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด คอบอลทั่วโลกห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง...

การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2016/17 เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศแล้ว โดยปีนี้เป็นการพบกันในคู่ระหว่าง "ม้าลาย" ยูเวนตุส แชมป์กัลโชเซเรียอา อิตาลี ปีล่าสุดและเจ้าของแชมป์รายการนี้สองสมัย ดวลเดือดกับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด แชมป์ลาลีกาสเปน และเป็นแชมป์เก่ารายการนี้ถึง 11 สมัยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยนัดนี้จะแข่งกันที่สนาม มิลเลนเนียน สเตเดียม เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ เวลา 01.45 น. ตามเวลาในประเทศไทย

ประวัติการเจอกันของทั้งคู่ต้องบอกว่าสูสีสุดๆ เคยเจอกันมา 18 ครั้งต่างฝ่ายต่างเอาชนะได้ 8 นัดเท่ากันและเสมออีกสองครั้ง โดย "ม้าลาย" ยูเวนตุสยิงได้ 21 ประตูขณะที่ "ราชันชุดขาว" กระซวกตาข่าย 18 ประตูจึงไม่แปลกใจที่เกมวันนี้จะเป็นเกมที่สูสีอีกหนึ่งหน

"ม้าลาย" ยูเวนตุส 

ไอ้ม้าลาย มาเต็มสูบลุ้นแชมป์สมัยที่ 3 และครั้งแรกในรอบ 21 ปี

เส้นทางก่อนถึงรอบชิงชนะเลิศ

รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม H ผลงานชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 0 ยิงได้ 11 เสีย 2 มี 14 แต้ม

รอบ 16 ทีม : ชนะปอร์โต สกอร์รวมสองนัด 3-0

รอบก่อนรองชนะเลิศ : ชนะ บาร์เซโลนา สกอร์รวมสองนัด 3-0

รอบรองชนะเลิศ : ชนะ โมนาโก สกอร์รวมสองนัด 4-1

ดาวซัลโวรายการนี้ : กอนซาโล อิกวาอิน 5 ประตู, เปาโล ดิบาลา 4 ประตู, ดานี อัลเวส 3 ประตู

ฟอร์มและขุมกำลัง

เปาโล ดิบาลา เป็นตัวทีเด็ดของ ไอ้ม้าลาย

ดับเบิลแชมป์จากอิตาลีกำลังมองหาทริปเปิลแชมป์และจะกลายเป็นทีมที่ 9 ในยุโรปหากเอาชนะ เรอัล มาดริด ในรอบชิงชนะเลิศได้ โดยฟอร์มการเล่นของลูกทีม มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี ในตอนนี้ต้องบอกว่ายอดเยี่ยม 13 นัดหลังสุดแพ้แค่นัดเดียวอีกทั้งในแชมเปียนส์ลีกพวกเขายังไม่แพ้ใครเลยยิงได้ถึง 21 ประตูและเสียเพียงแค่ 3 ประตูเท่านั้น

ขุมกำลังต้องบอกว่าลงตัวสุดๆ ขาดเพียงแค่ มาร์โก ปียากา ที่ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ใช่ปัญหาเพราะไม่ใช่ตัวหลักอยู่แล้ว โดยคาดว่าอัลเลกรี จะยังใช้ระบบ 4-2-3-1 โดยมี จิอันลุยจิ บุฟฟอน นายด่านจอมเก๋ายืนเฝ้าเสาเหมือนเดิม ส่วนในแผงแบ็กโฟร์ อันเดรีย บาซายี, จอร์โจ คิเอลลินี, ลีโอนาร์โด โบนุชชี และ ซานโดร ด้านกองกลางตัวปั้นเกมมี ซามี เคดิรา จับคู่กับ มิราเล็ม ปานิช โดยแนวรุกสามคน ดานี อัลเวส, เปาโล ดิบาลา และ มาริโอ มานด์ซูคิช ส่วน กอนซาโล อิกวาอิน ดาวซัลโวของทีมยืนเป็นหน้าเป้า

"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด

โด้ นำทัพราชัน พากระชากแชมป์ ชปล. สมัยที่ 12

เส้นทางก่อนถึงรอบชิงชนะเลิศ

รอบแบ่งกลุ่ม : รองแชมป์กลุ่ม F ผลงานชนะ 3 เสมอ 3 แพ้ 0 ยิงได้ 16 เสีย 10 มี 12 แต้ม

รอบ 16 ทีม : ชนะนาโปลี สกอร์รวมสองนัด 6-2

รอบก่อนรองชนะเลิศ : ชนะ บาเยิร์น มิวนิก สกอร์รวมสองนัด 6-3

รอบรองชนะเลิศ : ชนะ แอตเลติโก มาดริด สกอร์รวมสองนัด 4-2

ดาวซัลโวรายการนี้ : คริสเตียโน โรนัลโด 10 ประตู, คาริม เบนเซมา 5 ประตู, อัลบาโร โมราตา 3 ประตู

ฟอร์มและขุมกำลัง

คริสเตียโน โรนัลโด ดาวซัลโวตลอดกาลของราชันชุดขาวจะเป็นตัวชูโรงให้กับทีม

แชมป์ลาลีกาสเปนปีล่าสุด กำลังมองหาแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่เป็นสมัยที่ 12 และเป็นทีมแรกในรอบ 27 ปีที่สามารถป้องกันแชมป์รายการนี้นับตั้งแต่ที่ เอซี มิลาน เคยทำได้ในปี 1990 อีกทั้งหากพวกเขายิงได้อีก 1 ลูกก็จะกลายเป็นทีมแรกที่ยิงประตูในรายการนี้ 500 ลูกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทันที ส่วนฟอร์มการเล่นช่วงหลัง ราชันชุดขาว กำลังคึกสุดขีด 8 นัดหลังสุดชนะได้ถึง 7 แพ้แค่นัดเดียวส่วนรายการนี้พวกเขาพ่ายแค่นัดเดียวแถมเป็นทีมที่ถล่มตาข่ายคู่แข่งมากสุดถึง 32 ประตูอีกด้วย

ขุมกำลังในรอบชิงชนะเลิศของลูกทีม ซีเนอดีน ซีดาน ต้องบอกว่าสมบูรณ์สุดๆ หลัง เกเรธ เบล ปีกพญาวานร ฟิตสมบูรณ์พร้อมกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงผนึกกำลังร่วมกับ คริสเตียโน โรนัลโด และ คาริม เบนเซมา โดยมี อิสโก, ฮาเมส โรดริเกซ, มาร์โก อเซนซิโอ, ลูคัส บาสเกซ ลงมาเปลี่ยนเกมเป็นตัวทีเด็ดได้อีก ส่วนตำแหน่งอื่นในแดนกลางซึ่งเป็นจุดแข็งนำโดย ลูกา โมดริช, โทนี โครส และ คาเมซิโร ขณะที่แผงแบ็กโฟร์ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมจะนำทัพจับคู่กับ ราฟาเอล วาราน โดยมี มาร์เซโล เป็นแบ็กซ้าย, ดานิโล เป็นแบ็กขวา และ เคย์เลอร์ นาบาส ยืนเฝ้าเสาตามเดิม

วิเคราะห์เกมที่คาด

เชื่อได้เลยว่าเกมนี้จะเป็นเกมที่สนุกสูสีตามที่บ่อนถูกกฎหมายแทบจะทุกสำนักออกราคามาทั้งสองทีมเสมอกัน เกมรุกของ ราชันชุดขาว ดีกว่าแน่นอนตามฟอร์มหลังๆ แต่ยูเวนตุสก็ทำให้โลกรู้แล้วว่าเกมรับของเขาแข็งขนาดไหนโดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ บาร์เซโลนา ที่มีสามสตาร์ MSN ยิงไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียวในรอบควอเตอร์ไฟนอล

ทีเด็ดทีขาดของทั้งสองทีมจะเป็นตัวตัดสินผู้ชนะในเกมวันนี้ และเชื่อว่า "ม้าลาย" ยูเวนตุส ที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งทั่วแผ่นไล่ตั้งแต่หลังไปหน้าจะเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะ "ราชันชุดขาว" ไปได้แบบหวุดหวิด พร้อมกับกระชากแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสมัยที่ 3 และเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปีไปครอง

ผลที่คาด ยูเวนตุส ชนะ เรอัล มาดริด 2-1

ไอ้ม้าลายจะคว้าแชมป์ ชปล. ครั้งแรกในรอบ 21 ปี

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก่อนเกมการแข่งขันอ้างอิงจากเว็บยูฟ่า

- ยูเวนตุส แชมป์จากอิตาลีเคยคว้าแชมป์รายการนี้ 2 สมัยในปี 1985 และ 1996

- เรอัล มาดริด แชมป์จากสเปนเคยคว้าแชมป์รายการนี้ 11 สมัยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในปี 1956, 1957, 1958, 1959, 1960, 1966, 1998, 2000, 2002, 2014, 2016

- สถิติการแข่งขันรายการนี้ ยูเวนตุส ตกรอบ 16 ทีม 6 ครั้ง ตกรอบควอเตอร์ไฟนอล 5 ครั้ง, ตกรอบรองชนะเลิศ 3 ครั้ง, แพ้รอบชิงชนะเลิศ 6 ครั้ง, เป็นแชมป์ 2 ครั้ง

- สถิติรายการนี้ของ เรอัล มาดริด ตกรอบ 16 ทีม 12 ครั้ง, ตกรอบควอเตอร์ไฟนอล 2 ครั้ง, ตกรอบรองชนะเลิศ 13 ครั้ง, แพ้รอบชิงชนะเลิศ 3 ครั้ง, เป็นแชมป์ 11 ครั้ง

- เรอัล มาดริด ยิงในรายการนี้ 499 ประตู และจะกลายเป็นทีมแรกที่ยิง 500 ประตูหากพวกเขายิงประตูในรอบชิงชนะเลิศได้

- หาก มาดริด เอาชนะ ยูเวนตุส จะทำให้ทีมจากสเปนกลายเป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์ได้นับตั้งแต่เอซี มิลาน เคยทำได้ในปี 1990

- ยูเวนตุส จะกลายเป็นทีมจากยุโรปทีมที่ 9 ที่คว้าดับเบิลแชมป์หากพวกเขาเอาชนะ มาดริด ได้ หลังจากคว้าแชมป์กัลโชเซเซเรียอา และโคปปา อิตาเลีย มาแล้วในฤดูกาลนี้

- หากยูเวนตุส เอาชนะ มาดริด ได้จะกลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์โดยไร้พ่ายในรายการนี้นับตั้งแต่ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยทำไว้ในปี 2008

- หากเฉลี่ยนาทีต่อเกม ยูเวนตุส ยิงประตูในเวลา 31-45 นาทีมากที่สุด 5 ประตู ขณะที่ เรอัล มาดริด ยิงในนาทีที่ 76-90 มากสุด 9 ประตู

- มาริโอ เลมินา คือแข้งจากยูเวนตุสที่โดนเหลืองแดงรายการนี้มากสุดในทีม 2 เหลือง 1 ใบแดง ส่วน เซร์คิโอ รามอส คือแข้งจากเรอัล มาดริด ที่โดนเหลืองมากสุด 3 ใบ

- แชมเปียนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศปีนี้จะเล่นกันที่สนามกีฬาแห่งชาติในเมืองคาร์ดิฟฟ์ ซึ่งเคยเปิดใช้งานครั้งแรกในปี 1999 กับศึกรักบี้ชิงแชมป์โลก

- สนามดังกล่าวสามารถจุแฟนบอลได้ 73,445 ที่นั่ง

- มีประตูเกิดขึ้นถึง 33 ประตูในรอบชิงชนะเลิศเมื่อสหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพ 11 ครั้งเฉลี่ย 3 ประตูต่อเกมเป็นรองแค่ ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพในรอบชิงดำ 16 ประตูจาก 5 ครั้งเฉลี่ย 3.2 ประตูต่อเกม

- รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้จะมีการถ่ายทอดสดมากกว่า 200 ประเทศซึ่งคาดว่าคนดูจะอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 160 ล้านคนเลยทีเดียว

- ทั้งสองทีมได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ 6 ครั้งเทียบเท่ากับสถิติของ เอซี มิลาน

- เฟลิซ บริช จากเยอรมนีวัย 41 ปีจะเป็นผู้ตัดสินในรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก โดยเขาเคยตัดสินรอบชิงชนะเลิศยูโรปาลีกปี 2014 ระหว่าง เซบีญา พบกับ เบนฟิกา ที่ตูริน

- แชมเปียนส์ลีกปีนี้มีประตูเกิดขึ้น 375 ประตูจาก 124 เกมซึ่งเฉลี่ยประตูที่เกิดขึ้นต่อนัดสูงถึง 3.02 ประตูเลยทีเดียว

- ประตูเฉลี่ยในศึกแชมเปียนส์ลีกสูงสุดก่อนหน้านี้คือปี 2013 ยิงกันไป 368 ประตูจาก 125 เกมเฉลี่ย 2.94 ประตูต่อเกมแต่โดนปีนี้ทำลายสถิติเป็นที่เรียบร้อย

- เกมแชมเปียนส์ลีกปีนี้ที่มีการยิงประตูมากที่สุดคือเกมระหว่าง ดอร์ทมุนด์ เปิดบ้านเจอกับ ลีเกีย วอร์ซอว์ ผลปรากฏว่าเป็นเจ้าบ้านจากเยอรมันเอาชนะทีมเยือนจากโปแลนด์ 8-4

- ดอร์ทมุนด์ คือทีมที่ยิงประตูในรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลนี้มากที่สุด 21 ประตู

- แต่หากรวมรอบน็อกเอาต์แล้ว เรอัล มาดริด คือทีมที่ยิงประตูมากที่สุด 32 ประตู

- คริสเตียโน โรนัลโด ต้องการอีก 1 ประตูหรือมากกว่านั้นเพื่อที่จะแซงหน้า ลีโอเนล เมสซี จากบาร์เซโลนา ขึ้นไปเทียบหรือแซงในตำแหน่งดาวซัลโวแชมเปียนส์ลีกปีนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้