วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จากยะลาถึงท่าสาป

จากยะลาถึงท่าสาป

โดย บาราย
31 พ.ค. 2552 05:00 น.
  • Share:

คนยะลารุ่นใหม่ ไม่ค่อยได้รู้ว่า เมืองยะลานั้น เดิมเรียกว่า ยาลอ เปลี่ยนชื่อเป็นยะลาเมื่อปี พ.ศ.2449 แต่กระนั้นที่ตั้งเมืองยะลา ก็เปลี่ยนแปลงโยกย้ายหลายครั้ง

เมืองยาลอ...ราว พ.ศ.2334 ตั้งอยู่ที่ราบเชิงเขายาลอ มีหลักฐานเป็นซากโคกอิฐ เนินดิน ปรากฏเรียงรายอยู่ในบริเวณทุ่งกาโล หรือสนามบินท่าสาป เคยมีอาณา เขตกว้างขวาง ทิศตะวันออกจรดเมืองรามัน ทิศตะวันตกจรดรัฐเคดาห์ ทิศใต้จรดรัฐเปรัค และทิศเหนือจรดสงขลาหรือสะบ้าย้อย

ชื่อเมืองยาลอ ตำนานเล่าว่า มาจากบุรุษนายหนึ่ง มือสองข้างลายเหมือนลายเสือ พาพรรค พวกมาสร้างเมือง เริ่มด้วยการสร้างกำแพงดิน เอาไผ่หนามปลูกบนกำแพง ป้องกันสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า และเสือ บริเวณบ้านกอตอ ซึ่งแปลว่า เขตพระราชวัง มีบ้านเรือนแน่นหนา

ใกล้บ้านกอตอ มีกลุ่มบ้านที่แยกออกมา ชื่อบ้านกูเบ มาจากคำว่า จูเบร์ แปลเป็นไทยว่า "ตลกหลวง" มีเรื่องเล่าว่า ระหว่างสร้างบ้านให้เจ้าเมือง แบบบาลารอยอ บ้านไม้ใหญ่และยาว เสร็จแล้วตอนค่ำ ก็จะมีการแสดงบังซาวัน (ละคร) ซึ่งจะมีตัวตลกหรือจูเบร์รวมอยู่ด้วย

ตัวตลกเล่นตลกเป็นที่พอใจเจ้าเมือง จึงสั่งให้จัดพื้นที่สร้างบ้านอยู่โดยเฉพาะ

บ้านเปาะเส้ง เล่ากันว่าเป็นพื้นที่เลี้ยงช้างและม้าของเจ้าเมือง สมัยต่อมาเป็นป่าทึบ จนมีครอบครัวชาวจีนมาปลูกบ้านอยู่ ลูกคนโตชื่อ "เส้ง" ชาวบ้านผ่านไปมาเรียกกันว่า บ้านพ่อไอ้เส้ง ต่อมาครอบครัวเปาะเส้ง สร้างวัด ชาวไทยพุทธก็ทยอยกันมาตั้งถิ่นฐานกันเพิ่มขึ้น

ในขณะที่บ้านหน้าถ้ำ มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ เมื่อชาวมุสลิมค้นพบพระพุทธรูปจำนวนมาก รวมทั้งพระไสยาสน์ในถ้ำ ชาวพุทธก็เจรจาขอแลกเปลี่ยน ชาวมุสลิมตกลงย้ายไปอยู่บ้านเปาะเส้ง ชาวพุทธก็ย้ายไปอยู่ที่หน้าถ้ำ

ละแวกบ้านยาลอเดิม ยังมีร่องรอยของวังพระยายะลา อังกูสุลัยมาน หรือพระยาณรงค์ศรีประเทศวิเศษวังษา เจ้าเมืองยะลา เชื้อสายมลายูคนสุดท้าย ครองเมืองยะลาช่วง พ.ศ.2440-2451 ปัจจุบัน บ้านทรุดโทรมจนต้องรื้อถอนสร้างขึ้นใหม่ เหลือแต่บ่อน้ำ กลางบ้าน เป็นอนุสรณ์ให้ลูกหลานได้เห็น

พ.ศ.2449 สมัยพระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานี เห็นว่า "สภาพเมืองยาลอ การที่จะบำรุงยากด้วยเป็นบ้านไกลจากแม่น้ำ อยู่ในละแวกเขา" จึงได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านท่าสาป ริมแม่น้ำปัตตานี

แม่น้ำปัตตานีช่วงนี้ เรียกว่า แม่น้ำท่าสาป เล่ากันว่าต้นน้ำ มีหินขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายผู้หญิง มีสายน้ำไหล ออกจากซอกหินที่มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศหญิง จึงถือกันว่าเป็นแม่น้ำที่ถูกสาป สมัยก่อนใครมีคาถาอาคม ไม่กล้าข้ามแม่น้ำท่าสาป กลัวว่าคาถาจะเสื่อม เด็กๆลงเล่นน้ำ เอาน้ำมาลูบหัวก็จะไม่สบาย

ตำนานอีกฉบับ เล่าต่างออกไป บ้านท่าสาปเดิมชื่อท่าม่วง ต่อมาเกิดอาเพศ น้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวมาก เรือที่มาค้าขาย มีคนจมน้ำตายบ่อยๆ เชื่อกันว่า เพราะอิทธิฤทธิ์ของผีร้าย

ต่อมามีชีปะขาวมาช่วยทำพิธีปัดรังควาน เอาดินทรายและข้าวสารมาเสกแล้วโปรยลงแม่น้ำ เปลี่ยนชื่อบ้านท่าม่วงเป็นบ้านท่าสาป เพื่อสาปสิ่งชั่วร้ายให้หมดไป

โดยทำเลที่ตั้งบ้านท่าสาป เป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขาย ระหว่างเมืองยะลาและเมืองท่าเรือรับส่งสินค้าทางน้ำ เป็นที่พักสินค้าจากเบตง บันนังสตา เพื่อล่องเรือต่อไปยังปากแม่น้ำปัตตานี เป็นจุดรวมของเรือที่จะนำสินค้าไปขายต้นแม่น้ำ เช่น ที่เหมืองถ้ำทะลุ เหมืองติดะ เหมืองลาบู ซึ่งอยู่ในเทือกเขาที่ลึกเข้าไป

พ.ศ.2464 มีการสร้างทางรถไฟตัดผ่านฝั่งตรงข้ามบ้านท่าสาป ความสำคัญในความเป็นชุมทางการค้า บ้านท่าสาปก็ลดลง    มีการย้ายชุมชนไปอยู่ที่สะเตง
ฝั่งตรงข้าม

พ.ศ.2479 มีการจัดตั้งเทศบาลเมืองใหม่ ในสมัยพระรัฐกิจวิจารณ์ ที่บ้านสะเตง จนถึง พ.ศ.2482 จึงย้ายที่ทำการอำเภอไปตั้งอยู่ที่บ้านนิบง (นิบง เป็นชื่อต้นหลาวชะโอน) แต่ศาลากลางจังหวัดยังไม่ได้สร้าง ต้องอาศัยโรงเรียนจีนผิงหมิง หรือโรงเรียนยะลาบำรุง เป็นที่ทำการชั่วคราว

จน พ.ศ.2495 ศาลากลางจังหวัดก็สร้างเสร็จ จึงได้ย้ายมาตั้งอยู่ถาวรจนปัจจุบัน.

O บาราย O

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้