วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เตรียมพร้อม "ห้องปฏิบัติการ-ชุดทดสอบ" รับมือ…ไวรัสซิกา

เตรียมพร้อม "ห้องปฏิบัติการ-ชุดทดสอบ" รับมือ…ไวรัสซิกา

  • Share:

ชื่อของ “ไวรัสซิกา” เพิ่งเป็นที่รู้จักในเมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ด้วยการแพร่ระบาดที่เป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้การตื่นตัวต่อโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและพร้อมกันเกือบจะทั่วโลก

ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC (Centers for Disease Control and Prevention) ประเทศสหรัฐอเมริกา ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ระบุว่า ประเทศที่มีการระบาดของไวรัสซิกา มีทั้งหมด 48 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง อเมริกาใต้

ส่วนประเทศไทยสถานการณ์การระบาดพบผู้ติดเชื้อในหลายจังหวัด ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย ใน 10 จังหวัด 16 อำเภอ 26 ตำบล 42 หมู่บ้าน ทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ การติดต่อของโรคนี้จึงมาจากการถูกยุงที่มีเชื้อกัด และทางเลือด หรือแพร่จากมารดาที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์

ในช่วงปี 2558 โรคนี้ได้ระบาดหนักในแถบละตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศบราซิลที่การระบาดรุนแรงจนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสถานการณ์ยังรุนแรงไม่หยุด

กระทั่งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

สาเหตุของการประกาศดังกล่าว ก็เพื่อให้นานาชาติร่วมมือในการปรับปรุงและส่งเสริมการตรวจหาผู้ติดเชื้อ อีกทั้งเพื่อให้เกิดการเร่งมือด้านการพัฒนาวัคซีนและการวินิจฉัยโรคที่ดีกว่าเดิม แม้ยังไม่จำเป็นต้องออกข้อจำกัดด้านการค้าและการเดินทางก็ตาม

การที่โรคติดเชื้อไวรัสซิกา กลายมาเป็นประเด็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ก็เพราะว่าโรคนี้มีอาการไม่จำเพาะเจาะจง หรืออาการบ่งชี้มีน้อยมาก องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสซิการาว 1 ใน 4 ที่จะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังได้รับเชื้อ

อาการหลักๆของโรคไวรัสซิกาจะคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว ไข้ขึ้นสูง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว และปวดหัว แต่อาการเหล่านี้สามารถทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วัน หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ไม่รุนแรงเท่าโรคไข้เลือดออก แต่ถ้าปล่อยไว้ อาการอาจจะรุนแรง จนถึงขั้นทำให้ระบบการทำงานของสมองผิดปกติได้

กลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ป่วยที่เป็นหญิงตั้งครรภ์ เพราะเชื้อไวรัสซิกาอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ ทำให้ทารกมีความผิดปกติที่ศีรษะ

ที่เด่นชัด ก็คือ เมื่อคลอดออกมาเด็กจะมีกะโหลกศีรษะและสมองที่เล็กกว่าปกติ...!!

โรคติดเชื้อไวรัสซิกาแม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่ก็เป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และไม่มีวิธีการรักษาที่แน่ชัด ทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการ เช่นเดียวกับโรคไวรัสอื่นๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการระบาดของโรคนี้ในเมืองไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาวิธีการตรวจไวรัสซิกาโดยเร่งพัฒนาชุดทดสอบตรวจหาแอนติบอดีเชื้อไวรัสซิกา เพื่อเป็นประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยโรค ทั้งนี้เพื่อหากเกิดการระบาดจะสามารถตอบสนองต่อการระบาดได้อย่างทันสถานการณ์และควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกว่า ที่น่ากังวล คือ ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกาส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ส่วนน้อยจะมีผื่นไข้ ตาแดง และปวดข้อ นอกจากนี้ยังมีรายงานการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกและทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะทารกแรกเกิดมีศีรษะเล็กตั้งแต่กำเนิด โดยพบการระบาดในหลายพื้นที่ ในช่วงปี 2556-2558

“เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของไวรัสซิกา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เตรียมห้องปฏิบัติการและการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา โดยการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธี Real-time RT-PCR ที่ดัดแปลงจากวิธีของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งพัฒนาการตรวจแอนติบอดีชนิด IgM และ IgG เพื่อตรวจทารกแรกเกิดและมารดา ซึ่งสามารถตอบสนองต่ออุบัติการณ์โรคติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายไปในวงกว้าง”

คุณหมอสุขุม บอกว่า นอกจากห้องปฏิบัติการแล้ว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังได้พัฒนาชุดทดสอบวิธี Immunochromatography เพื่อตรวจหาแอนติบอดี IgM และ IgG ต่อเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพของชุดทดสอบก่อนการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการตรวจวินิจฉัยต่อไป และว่าที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา 2 วิธี คือ การตรวจสารพันธุกรรมไวรัสซิกา ในตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ และน้ำลาย ด้วยวิธี Real-time RT-PCR สามารถรู้ผลได้ภายใน 8 ชั่วโมง และการตรวจแอนติบอดีชนิด IgM และ IgG ต่อไวรัสซิกา ในตัวอย่างซีรัม ด้วยวิธี ELISA หากพบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสซิกา

อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันโรคติดเชื้อไข้ซิกาที่ดีที่สุดคือป้องกันตัวเองไม่ให้ยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งในและนอกบ้านโดยสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด ทายาป้องกันยุงกัด นอนกางมุ้ง และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ซึ่งในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2559 พบผู้ป่วยแล้วใน 16 จังหวัด ส่วนใหญ่รักษาหายแล้ว เหลือแค่ 4 จังหวัดคือที่เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ บึงกาฬ และจันทบุรี ทั้งหมดไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้