วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ธนวรรธน์' หนุนรัฐบาลทุ่มเงินช่วยคนจน มั่นใจดันจีดีพีไทยโตเพิ่ม

'ธนวรรธน์' หนุนรัฐบาลทุ่มเงินช่วยคนจน มั่นใจดันจีดีพีไทยโตเพิ่ม

  • Share:

ม.หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ตามการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น แต่ผู้บริโภคยังกังวลสารพัดปัจจัย ทำระมัดระวังการใช้จ่าย พร้อมหนุนรัฐทุ่มเงินช่วยคนจน 2 หมื่นล้านบาท ชี้ทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท ดันจีดีพีโตได้อีก 0.1-0.2%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่สำรวจจากประชาชนตัวอย่างทั่วประเทศ 2,247 คน ว่า ในเดือน เม.ย.60 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.60 อยู่ที่ระดับ 77.0 เพิ่มขึ้นจาก 76.8 ในเดือน มี.ค.60

ส่วน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 54.7 เพิ่มขึ้นจาก 54.5 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 86.3 เพิ่มขึ้นจาก 85.9 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 65.4 เพิ่มขึ้นจาก 65.1 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางาน อยู่ที่ 71.6 เพิ่มขึ้นจาก 71.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 94.0 เพิ่มขึ้นจาก 93.8

สำหรับ ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คงประมาณการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 60 ไว้ที่ 3.6% หลังจากการส่งออกที่เริ่มดีขึ้นตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มดีขึ้น, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดจีดีพีไตรมาส 1 ปีนี้จะเติบโตกว่า 3% เล็กน้อย และทั้งปีจะขยายตัวได้ 3.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่ดีขึ้น การบริโภคเอกชนดีขึ้นตามรายได้ภาคเกษตร และความเชื่อมั่นภาคเอกชนดีขึ้น, การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี

ขณะที่ มูลค่าการส่งออกเดือน มี.ค.60 เพิ่มขึ้น 9.22%, ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการดีขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย สะท้อนว่ามีเงินทุนจากต่างประเทศสุทธิไหลเข้าไทย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงกังวลปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ยังทรงตัวสูง รวมถึงยังรู้สึกว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และยังกังวลเกี่ยวความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่อาจทำให้เกิดสงคราม โดยเฉพาะเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทย

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ค่าของดัชนียังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวขึ้นไม่มากนัก และยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนสูง ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นโดยรวม โดยเฉพาะความห่วงใยภาวะสงคราม”

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า คาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 หากรัฐบาลอัดฉีดเงินงบประมาณกลางปีกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่านโครงการพัฒนา 18 กลุ่มจังหวัดในไตรมาสที่ 2 ได้ตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เพราะมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันและในอนาคต โดยเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงของการเริ่มฟื้นตัว และการฟื้นตัวยังไม่ได้กระจายตัวไปยังทุกภาคอุตสาหกรรม หรือทุกพื้นที่ อีกทั้ง ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ยังต่ำ ทำให้กำลังซื้อในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

ส่วนกรณีที่ กระทรวงการคลัง จะจ่ายเงินสวัสดิการช่วยเหลือค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้น้อย รวมวงเงินปีละ 20,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี และเห็นด้วย เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาความยากจนแล้ว ยังถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยทุกวงเงิน 10,000 ล้านบาท จะมีส่วนทำให้จีดีพีประเทศเติบโตขึ้นได้อีก 0.1-0.2%

อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นโครงการประชานิยม ที่สำคัญต้องมีการประเมินผลด้วย แต่ในระยะปานกลาง รัฐบาลจะต้องเร่งฝึกอาชีพให้คนเหล่านี้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงการหางานให้ด้วย เพื่อให้กลุ่มนี้มีอาชีพ สร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้