วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน

ประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน

  • Share:

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เชิญ ร.ต.อ. ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย พูด “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง : คุณลักษณะที่พึงประสงค์” รับใช้ประธานคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 165 คน พฤหัสบดีวันนี้ เวลา 13.00-16.00 น. ที่โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี

ตั้งแต่มีรัฐบาลกึ่งทหารจนกระทั่งมีรัฐบาลพลเรือน เมียนมาก็เปิดประเทศอ้าซ่า นักลงทุนและนักวิชาการชาวไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปทำงานในเมียนมา หลายท่านเข้าไปแล้วก็บอกว่าข้อมูลของเมียนมาไม่ตรงกับไทยหลายอย่าง สนทนากันแล้วก็ทะเลาะกัน

จะคุยกับเมียนมา ต้องสวมทั้งแว่นตาไทยและแว่นตาเมียนมา จะได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ทั้ง 2 ฝั่ง ผมขอแนะนำให้ท่านอ่าน “มานนานมหายาสะวินดอว์จี” หรือพงศาวดารฉบับหอแก้วของเมียนมาก่อนเข้าไปในแผ่นดิน ครับ มานนานมหายาสะวินดอว์จีเป็นพงศาวดารที่พระเจ้าบาจีดอว์ให้คณะนักปราชญ์ราชบัณฑิตในราชสำนักชำระเมื่อ พ.ศ.2372 มีเนื้อหาเริ่มตั้งแต่ประวัติพระพุทธศาสนาในอินเดียจนถึงเหตุการณ์ใน พ.ศ.2364 อ่านแล้วจะเข้าใจสิ่งที่อยู่ใต้สมองของคนเมียนมา

พระเจ้าบาจีดอว์โปรดให้ชำระพระราชพงศาวดารฉบับนี้หลังจากที่เมียนมาแพ้ในสงครามอังกฤษ-พม่า (ชื่อในตอนนั้น) ครั้งที่ 1 และต้องทำสนธิสัญญายันดาโบ ยอมสละแคว้นยะไข่ ตะนาวศรี อัสสัม และมณีปุระให้อังกฤษ ตอนนั้น ราชสำนักพม่าอยู่ในอาการตระหนกตกใจ การที่เร่งให้ชำระพระราชพงศาวดาร ผมว่าพระเจ้าบาจีดอว์รู้ว่าอีกไม่ช้าก็จะไม่มีแล้วซึ่งราชอาณาจักร จึงรวบรวมข้อมูลจากศิลาจารึก พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ จดหมายเหตุ กฎหมาย คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา วรรณกรรมร้อยแก้วร้อยกรอง ฯลฯ แถมมีการเขียนประเด็นที่มีความขัดแย้งอธิบายไว้เป็นระยะๆ

เนื้อหาส่วนใหญ่ของมานนานมหายาสะวินดอว์จีเหมือนพงศาวดารฉบับอูกาลา ที่เขียนโดยคหบดีผู้มีฐานะเมื่อ พ.ศ.2264 ผิดกันแต่เพียงฉบับของพระเจ้าบาจีดอว์บอกว่าราชวงศ์ศากยะอพยพจากอินเดียมาตั้งอาณาจักรแห่งแรกของพม่าชื่ออาณาจักรตะโก้ง

ต่อมา พระเจ้ามินดงโปรดให้แต่งตั้งกรรมการอีกชุดหนึ่งเขียนพระราชพงศาวดารต่อจากฉบับหอแก้ว เรียกว่าทุติยะมหายาสะวิน หรือพระราชพงศาวดารหอแก้ว ฉบับที่ 2 และทรงให้เรียกฉบับแรกว่า ปฐมมหายาสะวิน

พ.ศ.2429 แผ่นดินเมียนมาทั้งหมดตกเป็นของอังกฤษ นักวิชาการก็เรียบเรียงประวัติศาสตร์เมียนมาเพิ่มเติมมาจนถึง พ.ศ. 2428 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดของราชวงศ์คองบอง เรียกว่าพระราชพงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบอง

เนื้อหาบางส่วนของมานนานมหายาสะวินดอว์จีถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของสยามสมาคม ใครได้อ่านแล้วก็จะทราบว่าราชสำนักพม่าเขียนเรื่องสงครามพม่ากับสยามต่างไปจากเอกสารของฝ่ายไทย

อย่างเรื่องสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรและพระมหาอุปราชาของพม่า เมื่อ พ.ศ.2136 พงศาวดารพม่าเขียนว่า ช้างทรงของพระมหาอุปราชาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทรงตัวอยู่ไม่ได้และในตอนนั้นเอง ทหารไทยยิงปืนมาถูกพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ แต่ทหารที่นั่งอยู่ข้างหลังได้ยันพระองค์ไว้ในท่าประทับนั่ง ส่วนช้างทรงต้องยืนพิงต้นไม้ จนนัดจินหน่อง แม่ทัพตองอู ได้เข้าต่อสู้กับสมเด็จพระนเรศวรจนพระองค์ต้องพ่ายแพ้ไป

ส่วนเอกสารของเราบอกว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชฟันพระมหาอุปราชาขาดคอช้างขณะทำยุทธหัตถี

นักประวัติศาสตร์เมียนมาสนใจมานนานมหายาสะวินดอว์จีกันมาก เข้ามาอ่านแล้วก็ยอมรับกันว่าเป็นเอกสารที่ตรงไปตรงมา และผู้ชำระวางตัวเป็นกลาง ซึ่งตอนนั้นผู้ชำระต่างตระหนักดีว่าต่อไปในอนาคตจะไม่มีราชอาณาจักรของตนอีกแล้ว แผ่นดินต้องตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งแน่ จึงเขียนข้อเท็จจริงไว้ให้ประชาชนคนรุ่นหลังได้อ่าน

แต่นักประวัติศาสตร์ตะวันตกไม่ยอมรับเนื้อหาบางส่วนในพระราชพงศาวดาร เพราะคิดว่าไม่ตรงกับความจริงอยู่หลายอย่าง รวมทั้งคิดว่าช่วงเวลาของการชำระทำกันอย่างเร่งรีบจึงทำให้มีอคติ มีการบิดเบือนหรือมีการสร้างข้อมูลใหม่โดยเฉพาะในส่วนที่มีผลต่อพระเกียรติยศต่อพระมหากษัตริย์ของตน

จะเป็นอย่างไรก็ตาม พระราชพงศาวดารฉบับหอแก้วก็น่าอ่านเพื่อนำมาใช้เปรียบเทียบครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้