วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กลั้นน้ำตาไม่ไหว นาทีสุดตื้นตัน หนุ่มโผกอดพ่อร่ำไห้ ตามเจอหลังหายจากบ้าน 15 ปี (คลิป)

กลั้นน้ำตาไม่ไหว นาทีสุดตื้นตัน หนุ่มโผกอดพ่อร่ำไห้ ตามเจอหลังหายจากบ้าน 15 ปี (คลิป)

  • Share:

หนุ่มหายจากบ้านนาน 15 ปี แจ้งมูลนิธิกระจกเงาให้ช่วยตามหาครอบครัว ขอบคุณพลังโซเชียล ทำให้ได้พบพ่อ โผเข้ากอดกันร่ำไห้ บรรยากาศสุดตื้นตันในงานแถลงข่าว...

จากกรณีมูลนิธิกระจกเงาได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านแฟนเพจ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.60 ให้สังคมออนไลน์ช่วยกันแชร์ เพื่อตามหาครอบครัวของชายหนุ่มรายหนึ่งที่ชื่อ อั้ม อายุประมาณ 25 ปี ระบุว่า นายอั้มได้หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ แล้วไปเร่ร่อนที่สนามหลวง ทำให้พลัดพรากจากครอบครัวไปนานกว่า 15 ปี ซึ่งโพสต์นี้มีคนแชร์ไปแล้ว 4.2 พันครั้ง และเข้ามาแสดงความคิดเห็น ช่วยแจ้งเบาะแสให้กับทางทีมงานในการตามหา

ล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (กก.ดส.บช.น.) พ.ต.ท.ปฏิศาสตร์ ศรีมณฑา รอง ผกก.ดส. พร้อมด้วยพ.ต.อ วาที อัศวุต หัวหน้ากลุ่มงานตรวจเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน สถาบันนิติเวชวิทยา สถาบันนิติเวชวิทยา นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ตำรวจ กก.ดส.บช.น. ตำรวจสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา ได้ร่วมกันแถลงข่าว โดยเชิญ นายบุญธรรม พลายมูน อายุ 54 ปี บิดา และ นายอั้ม ลูกชาย มาพบกัน

ด้าน นายเอกลักษณ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน ได้รับแจ้งจาก นายอั้ม ทางแฟนเพจว่าต้องการตามหาครอบครัว เนื่องจากหนีออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็ก จำชื่อนามสกุลจริงของตัวเองและครอบครัวไม่ได้ จำได้เพียงชื่อเล่น พ่อชื่อบุญธรรม แม่ชื่อแมว บ้านอยู่ชุมชนริมทางรถไฟในกรุงเทพ มีคลองหรือแม่น้ำใกล้ๆ มีตลาดอยู่หลังชุมชน หลังได้รับข้อมูลจึงได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับนายอั้มที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาได้ประสานตำรวจให้ช่วยวิเคราะห์สภาพชุมชนริมทางรถไฟ กระทั่งหลังสงกรานต์ ได้ลงพื้นที่ชุมชนยมราช แต่ไม่มีใครรู้จักนายอั้มและครอบครัว จึงได้ประกาศผ่านแฟนเพจ จนพลเมืองดีแจ้งเบาะแสเข้ามา จึงประสานตำรวจ กก.ดส ให้ช่วยติดตามจนพบครอบครัวนายอั้มในที่สุด

นายเอกลักษณ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีอีกหลายครอบครัวที่บุตรหลานหายออกจากบ้านนนานนับสิบปี หวังว่าเด็กเหล่านั้นจะปลอดภัยและเติบโตจนมีโอกาสที่จะติดต่อกลับมาหาครอบครัวได้ การกลับคืนสู่ครอบครัวของ นายอั้ม ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ให้ทุกครอบครัวยังมีหวังในการได้บุตรหลานกลับคืน


จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้เชิญ นายอั้ม เข้ามาพบ นายบุญธรรม หลังจากไม่เจอกันนานกว่า 15 ปี ทันทีที่ นายอั้ม พบกับพ่อ ก็ได้โผเข้ากอดพร้อมร่ำไห้ โดย นายอั้ม กล่าวว่า หนีออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็ก จำความไม่ได้มากนัก เพื่อนได้ชักชวนให้นั่งรถเมล์เล่น จึงออกมากับเพื่อน แล้วใช้ชีวิตเร่ร่อน ขอทานอยู่ที่สนามหลวงและตรอกข้าวสาร ตกค่ำก็หาที่นอนใต้แผงขายซีดี กระทั่งเริ่มโตขึ้นเป็นหนุ่ม ขอทานไม่ได้ จึงอาศัยเก็บของเก่าขายและอาศัยข้าววัดกิน โดยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เพื่อนได้ชวนไปทำงานที่เขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงเดินทางไปด้วยรถไฟฟรี และเริ่มทำงานรับจ้างรายวัน คอยยกของขึ้นรถบรรทุกที่เขาเต่า อยู่มาวันหนึ่งเห็นเพื่อนที่ทำงานกลับบ้าน จึงเริ่มคิดถึงและอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว ที่ผ่านมาเคยไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ติดปัญหาไม่มีเอกสารยืนยัน

นายอั้ม เล่าต่อว่า ตนไม่ได้เรียนหนังสือจึงอ่านเขียนไม่ได้ อาศัยตอนออกมาเร่ร่อนได้เล่นเกมออนไลน์ จึงใช้คอมพิวเตอร์เป็น เริ่มตามหาครอบครัวจากการใช้โปรแกรมกูเกิล ให้แปลเสียงเป็นตัวอักษรเพื่อค้นหา โดยลองพูดชื่อตัวเองและคำว่า "เด็กหาย" เพื่อหวังว่าจะพบประกาศตามหาตัวเองในอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่ากูเกิลแสดงผลหน้าแฟนเพจ "ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา" ขึ้นมา ตนเห็นว่าแฟนเพจนี้มีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน ดูน่าเชื่อถือ จึงส่งข้อความมาหาผู้ดูแลเพจ โดยใช้โปรแกรมแปลเสียงเป็นอักษรเช่นเดิม ทำให้สามารถสื่อสารกับทางเจ้าหน้าที่ได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้โทรศัพท์มาหา แจ้งว่าตามหาครอบครัวของตนพบแล้ว ก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก จึงขอลางานแล้วเดินทางมากรุงเทพฯ ดีใจที่ได้พบพ่ออีกครั้ง พร้อมทั้งอยากจะขอโทษที่หนีออกจากบ้านไป รวมทั้งขอขอบคุณสังคมออนไลน์ที่ช่วยกันแชร์ข้อมูล ทำให้ได้พบกับครอบครัวในที่สุด


ขณะที่ นายบุญธรรม บิดาที่ปัจจุบันป่วยเป็นโรคประจำตัว ได้เปิดเผยว่า เมื่อ 15 ปีก่อน บุตรชายได้หายออกจากบ้านไป จึงได้พยายามตามหาแต่ไม่พบ และขณะนั้นประกอบอาชีพขับรถประจำทาง ต้องหาเลี้ยงครอบครัว จึงตามหาเท่าที่พอจะทำได้ ทุกวันนี้ป่วยเป็นเบาหวานและขาแขนอ่อนแรง ดีใจมากที่ลูกยังมีชีวิตอยู่ พร้อมที่จะรับลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน และขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันตามหาจนพบ

ด้าน พ.ต.อ วาที กล่าวว่า ทางสถาบันนิติเวชวิทยา ได้ส่งตัวอย่างสารพันธุกรรมของนายอั้มและนายบุญธรรม ไปตรวจเปรียบเทียบแล้ว พบว่าตรงกัน จึงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ทั้งนี้ สถาบันนิติเวชวิทยาได้จัดทำโครงการระหว่างประเทศชื่อ ดีเอ็นเอโปรคิดส์ เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยเก็บข้อมูลสารพันธุกรรมของพ่อแม่ที่ลูกหายตัวไปเอาไว้ หากพบเด็กที่ไม่ทราบตัวบุคคลชัดเจน สงสัยว่าจะถูกลักพาหรือล่อลวงไป จะทำการตรวจสารพันธุกรรมของเด็กเพื่อนำมาเปรียบเทียบ จึงอยากขอเชิญชวนให้ผู้ปกครองที่บุตรหลานสูญหาย มาเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมไว้ ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้