วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มติสปท.141 แยกเขี้ยวคุมสื่อ

มติสปท.141 แยกเขี้ยวคุมสื่อ

  • Share:
อภิปรายให้ยิงเป้าด้วยซํ้า ทร.แจง-เรือดำนํ้าจำเป็น

คนข่าวฮึดอีกรอบรวมพลังต้าน พ.ร.บ.คุมสื่อ ยื่น “อลงกรณ์” ยุติพิจารณา สภาการ นสพ.โวยถูกแอบอ้างชื่อ กมธ.ด้านสื่อฯ สปท.เมินเฉยเดินหน้าลุย สุดท้ายลงมติ 141 ต่อ 13 เสียง ส่งให้ ครม.ดำเนินการต่อ เผยสายทหาร-ตร.-ขรก. ดันสุดลิ่ม “คณิต” ยาหอมจะปรับแก้ให้บางส่วน แต่ไม่ยอมตัดปมสำคัญให้คนของรัฐนั่ง กก.สภาวิชาชีพ ระบุชัดเพจดังกระแสดีคือสื่ออีกแขนง “บิ๊กเยิ้ม” ฮึ่มน่าจับสื่อไปยิงเป้า ยอมรับรบรากับสื่อมาตั้งแต่เป็น มทภ.2 “คำนูณ” หวั่นตีเช็คเปล่าให้ทรราชในอนาคต นายกฯ สื่อยังห่วงเปิดช่องแทรก “ประวิตร” โต้ไม่มีใครสั่ง ทร.ซื้อเรือดำน้ำจีน เสธ.ทร.นำทีมตั้งโต๊ะแถลงยิบ อ้อนอย่ากล่าวหาไม่โปร่งใส รับจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 700 ล้านบาท ยกยุทธศาสตร์ชาติรอมานานกว่า 30 ปี “บิ๊กตู่” ตอบรับ “ทรัมป์” เยือนสหรัฐฯ สื่อนอกเผยหารือรับมือ “คิม จอง-อึน”

ประเด็นร้อนที่คนในแวดวงสื่อสารมวลชนเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะมองว่าภาครัฐต้องการเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อ สุดท้ายที่ประชุม สปท.มีมติผ่านฉลุยด้วยเสียง 141 ต่อ 13 เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ของ กมธ.ด้านสื่อสารมวลชน

คนสื่อรวมพลังต้าน พ.ร.บ.กดหัว

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่รัฐสภา องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 30 องค์กร นำโดยนายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือ พิมพ์แห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย และสื่อมวลชนภาคสนาม พร้อมใจกันสวมเสื้อยืดสีขาวแสดงสัญลักษณ์การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ยื่นหนังสือถึง ร.อ.ทินพันธุ์ นาคาตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่านนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. เพื่อคัดค้านและขอให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ ที่จะเข้าสู่การพิจารณา ในที่ประชุม สปท. วันที่ 1 พ.ค.

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นแค่ขั้นตอนเบื้องต้น ยังต้องนำเรื่องไปสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมทั้งปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เรื่องการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ยืนยันว่า สปท.ไม่มีเจตนาครอบงำ แทรกแซงสื่อ แต่การปฏิรูปสื่อเป็นหนึ่งในภารกิจปฏิรูปเร่งด่วน ให้ปลอดจากการครอบงำโดยอำนาจรัฐอำนาจทุน ยึดผลประโยชน์ประเทศและส่วนรวมเป็นหลัก

สภาการ นสพ.โวยถูกอ้างชื่อ

นายชาย ปถะคามินทร์ เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่กำหนดให้ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็น 1 ในคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินั้น สภาการหนังสือพิมพ์ฯขอแจ้งว่า การนำตำแหน่งและชื่อองค์กร สภาการหนังสือพิมพ์ฯไปใส่ไว้ในร่าง พ.ร.บ. ไม่ได้มีการหารือหรือได้รับความยินยอมจากสภาการหนังสือ พิมพ์ฯ จึงอาจขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 77 จึงขอยืนยันจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะมีเนื้อหาจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และสื่อมวลชน ไม่สอดคล้องเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

กมธ.ยังไม่ยอมตัดปมสำคัญ

จากนั้นเวลา 09.45 น. มีการประชุม สปท. มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคาตะ ประธาน สปท. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนเสนอมา โดย พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กมธ.ฯกล่าวชี้แจงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า เปิดรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างรอบด้าน และช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ (1 พ.ค.) ได้เรียกประชุม กมธ.นัดพิเศษ เพื่อรับฟังข้อคัดค้านจากสื่อมวลชน กรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และมีมติเสียงข้างมากว่าจะขอปรับเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ เป็นใบรับรองวิชาชีพที่ออกให้โดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ดังนั้นจึงไม่มีบทลงโทษจำคุกและปรับ สื่อมวลชนและเจ้าของสื่อตามมาตรา 91 และมาตรา 92 อีก แต่ กมธ.ยังเห็นควรให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมจริยธรรมวิชาชีพ และส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองในทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 15 คน แต่ได้ปรับลดโควตาตัวแทนคณะกรรมการฯจากภาครัฐจาก 4 คน เหลือ 2 คน และเพิ่มโควตาให้มีคณะกรรมการฯ ที่เป็นตัวแทนจากสื่อเพิ่มเป็น 7 คน

ระบุชัดเพจดังอยู่ในข่ายเป็นสื่อ

ขณะที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกมธ.ฯ ชี้แจงว่า กมธ.ยอมแก้ไขโดยตัดมาตรา 91 และ 92 เรื่องบทลงโทษสื่อมวลชนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทิ้งไป ตามข้อห่วงใยของสื่อมวลชน โดยจะเปลี่ยนจากใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นใบรับรองที่ออกโดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนคำนิยาม“สื่อมวลชน” ตามร่างกฎหมายฉบับนี้จะ ครอบคลุมไปถึงสื่อออนไลน์ เจ้าของเพจที่มีแฟนเพจติดตามเป็นหมื่นๆคนด้วย เพราะกลุ่มเหล่านี้ถือเป็นทั้งนักข่าว และบรรณาธิการแต่ไม่มีสังกัด แม้จะอ้างว่าไม่มีรายได้เป็นค่าตอบแทนโดยตรงจากงานที่ทำแต่มีรายได้ทางอ้อมเกิดขึ้นจากรายได้โฆษณาออนไลน์ เพราะมีผู้ติดตามจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องบัญญัติให้กลุ่มเหล่านี้เป็นสื่อด้วย ยืนยัน กมธ.ไม่มีเจตนาควบคุม แทรกแซงสิทธิเสรีภาพสื่อ แต่ต้องการให้การติดต่อสื่อสารอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมตามที่กฎหมายกำหนด

สปท.เสียงแตกแบ่งฝ่ายชำแหละ

จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิก สปท.อภิปราย โดยความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างของ กมธ. เพราะเห็นว่ามีช่องโหว่อันตรายให้รัฐบาลในอนาคตแทรกแซงสื่อได้ และเสนอให้สื่อควบคุมกำกับดูแลกันเอง ที่ผ่านมาดูแลกันเองได้ ห้ามมีเจ้าหน้าที่หรือองค์กรของรัฐมายุ่งเกี่ยว พร้อมกับท้วงติงความไม่ชัดเจนในนิยามกฎหมายที่อาจครอบคลุมเกินเลยไปถึงประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่สื่อ อาทิ พระสงฆ์นักเทศน์ ดาราโพสต์ข้อความออนไลน์ขายของ นักวิชาการรับจ้างบรรยาย และร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ คือ มาตรา 26, 34, 35 และ 77 อาจมีคนส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ส่วนกลุ่มที่สนับสนุน ส่วนใหญ่เป็นสายตำรวจและทหาร อาทิ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก โดยให้เหตุผลว่า สื่อขาดจรรยาบรรณควบคุมกันเองไม่ได้ บางสำนักสร้างความแตกแยกบิดเบือน เสนอข่าวโจมตีรัฐบาลกระทบต่อความมั่นคง ควรมีหน่วยงานกำกับดูแล ต้องมีสัดส่วนของรัฐเข้าไปในคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาดูแลจริยธรรม

เตือนระวังตีเช็คเปล่าให้ทรราช

นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท. กล่าวว่า ถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านไปโดยไม่ปรับแก้ไข จะทำให้เสรีภาพของสื่อที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหายไป จะมีผลทั้งภายในและนอกประเทศ รัฐบาลต่อไปอีก 20 ปีข้างหน้า คงไม่ใช่รัฐบาล คสช.แน่ อาจไม่มีธรรมาภิบาล ไม่ใช่รัฐบาลที่ดี เปิดช่องลักษณะนี้เหมือนตีเช็คเปล่าให้รัฐในอนาคตแทรกแซงสื่อ หากเป็นรัฐบาลทรราชจะทำอย่างไร สื่อเป็นกำแพงสุดท้ายทำหน้าที่ฝ่ายค้านเข้มแข็งมาตลอดในอดีต จึงเสนอให้กลับไปใช้ต้นร่างเดิมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ให้สื่อ ควบคุมกันเอง น่าจะเป็นทางออกดีที่สุด

“นิกร” บอกจิ้งจกทักยังต้องฟัง

นายนิกร จำนง สปท. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว ขนาดจิ้งจกทักเรายังต้องเงี่ยหูฟัง การที่สื่อออกมาค้านมากเพราะมีการควบคุมการทำงาน มากกว่าจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เมื่อก่อนคนเปรียบสื่อเป็นนกพิราบ แต่ร่างกฎหมายนี้จะทำให้เป็นพิราบในกรง มีกุญแจ 3 ดอก จากคณะกรรมการ 3 ชุด 1.กรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 2. กรรมการองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 3.คณะกรรมการจริยธรรมสื่อ ล็อกไว้ 3 ชั้น เรียกว่า “ไตรล็อก” เชื่อว่าจะมีคนยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่นอน หากรัฐบาลรับเรื่องนี้ไปสุ่มเสี่ยงกับความกดดัน

ซัดแมลงวันไม่ยอมตอมกันเอง

ด้านนายคุรุจิต นาครทรรพ สปท. อภิปรายเห็นด้วยกับร่างของ กมธ. ว่า เพราะสื่อควบคุมกันเองไม่ได้ จะลงโทษกันเองก็ไม่ได้จึงไร้มาตรฐาน ถูกสอนว่าสื่อมวลชนคือฐานันดรสี่ เป็นกระจกส่องสังคมควรต้องมีสิทธิเสรีภาพ แต่ถามว่าสิทธิเสรีภาพที่สื่อมวลชนกดดัน กมธ. 2-3 วันมานี้ มีคุณภาพหรือไม่ พอจะเป็นกระจกใสส่องสังคมอย่างแท้จริงหรือไม่ ที่ผ่านมาเวลาคนทั่วไป หน่วยงานบริษัท ห้างร้านมีเรื่อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ลงข่าวเสียหาย ข่าวไม่จริง แล้วคนไปร้องเรียน มีคำอุปมาอุปไมยว่าแมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน เราจึงไม่เคยเห็นสื่อ มวลชนด้วยกันเองลงโทษกันเองได้ ถ้าสื่อรักที่จะมีเสรีภาพ ก็ต้องรักที่จะมีเสรีภาพอย่างมีคุณภาพด้วย

“บิ๊กเยิ้ม” ฮึ่มน่าจับสื่อไปยิงเป้า

พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท. ลุกขึ้นอภิปรายด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า สื่อเป็นคนไทยหรือไม่ อย่าเป็นอภิสิทธิ์ชนเพียงกลุ่มเดียว ประเทศสิงคโปร์ สื่อต้องทำตามกติกา 100 เปอร์เซ็นต์ หรือจีนถ้าเป็นประชาธิปไตยเจ๊งไปนานแล้ว คนที่ไม่เคยได้รับผลกระทบต่อสื่อจะไม่รู้ ตนสมัยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 รบกับสื่อตลอด อย่างกรณี ผวจ.แม่ฮ่องสอน สื่อก็ลงไปเรื่อยทั้งที่ไม่ต้องลงก็ได้ ในอังกฤษมีเหตุระเบิด แต่ก็ไม่เห็นมีการนำภาพคนเจ็บไปลง เพราะเขาคงรู้ว่าลงไปก็ไม่ก่อให้เกิดอะไร แต่ของไทยลงเอามัน ทั้งสื่อออนไลน์ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ล้วนมีปัญหาหมด “วันก่อนผมอ่านในไลน์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ไม่รู้เป็นอะไรมาด่าทหารว่ามีพื้นที่ใหญ่โตในเมืองไม่มีประโยชน์ เอาหินขว้างไปในค่ายถูกหัวพลเอกหมด พูดทำไมไม่เข้าใจ ไอ้สื่อพวกนี้จริงๆมันต้องจับไปยิงเป้า ถามว่ารถถังซื้อมาทำไมเคยไปรบหรือไม่ ผมว่าเพี้ยนแล้ว อย่าไปเลือกตั้งไอ้คนเห้ๆแบบนี้ ขออนุญาตถอนนะครับพอดีปากพาไป เขาเป็นรุ่นพี่ ผมเป็นเตรียมทหารรุ่น 12 พี่เขารุ่น 7 พูดแบบนี้ผมไม่เคารพกันแล้ว ผมว่าอย่าเสียเวลาเลย ให้ผ่านไปเลยแล้วรัฐบาลจะเอาไม่เอาในส่วนนั้นเอง เราไม่ต้องเสียเวลาในส่วนนี้ ไม่ต้องไปแก้”

“คณิต” หวานไม่เคยถอยขนาดนี้

กระทั่งเวลา 17.00 น. หลังเปิดให้ สปท.แสดงความเห็นจนครบแล้ว พล.อ.อ.คณิตลุกขึ้นชี้แจงสรุปว่า ไม่เคยถอยมากขนาดนี้มาก่อน แต่ครั้งนี้ยอมถอยหลายครั้ง ขั้นตอนขณะนี้ยังอยู่อีกยาวไกล ครม.จะเอาด้วยหรือไม่ก็ไม่รู้ ส่วนข้อเสนอที่สมาชิก สปท.ท้วงติงมา พร้อมนำไปปรับปรุงแก้ไขให้งานเดินต่อไปได้ ส่วนโควตาตัวแทนภาครัฐ 2 คน ในคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินั้น ขอเสนอให้เขียนในบทเฉพาะกาลว่า ให้ตัวแทนภาครัฐอยู่ในวาระได้แค่ 5 ปี เหมือนคำถามพ่วงประชามติที่ให้ ส.ว. มีสิทธิเลือกนายกฯในเวลา 5 ปี จากนั้นจะให้ตัดตัวแทนภาครัฐออกจากคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติไปเลย อาจนำโควตาตัวแทนภาครัฐไปเพิ่มให้กับตัวแทนสื่อมวลชน หรือไม่ก็ให้เหลือคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติแค่ 13 คน

สุดท้ายโหวตฉลุยเอาตาม กมธ.

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม เสนอว่าหาก ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจาก สปท. ควรตั้ง กมธ.ชุดพิเศษ ที่มี สปท.คนอื่น และตัวแทนสื่อมาร่วมพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ร่วมกับ กมธ.สื่อฯ ในประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ อาทิ คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ควรมีตัวแทนภาครัฐร่วมด้วยหรือไม่ หรือจะให้ตัวแทนภาครัฐอยู่ในวาระ 5 ปี ตามข้อเสนอของ พล.อ.อ.คณิต โดยพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน จากนั้นส่ง ครม.ให้ความเห็นชอบต่อไป ไม่ต้องส่งมาให้ สปท.แล้ว โดยสมาชิก สปท.เห็นว่า ควรแยกการลงมติเป็น 2 รอบ รอบแรกจะเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่ ส่วนรอบสองจะเห็นชอบให้ตั้ง กมธ.ชุดพิเศษมาปรับปรุงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.หรือไม่ ซึ่งที่ประชุม สปท.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ และร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ด้วยคะแนน 141 ต่อ 13 งดออกเสียง 17 และมีมติไม่เห็นชอบให้ตั้ง กมธ.ชุดพิเศษตามข้อเสนอของนายอลงกรณ์ ด้วยคะแนน 88 ต่อ 67 เสียง งดออกเสียง 8 โดยที่ประชุมจะส่งรายงานกลับให้ กมธ.สื่อฯพิจารณาปรับปรุงตามเดิม ก่อนส่งให้ประธาน สปท. ส่งไปยัง ครม.ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ใช้เวลาพิจารณานานเกือบ 8 ชั่วโมง

สายทหาร-ตร.-ขรก.ดันสุดลิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคะแนนที่ลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวน 141 เสียง ส่วนใหญ่เป็น สปท.สายทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ส่วน สปท.ที่ลงมติไม่เห็นด้วย 13 เสียง ส่วนใหญ่เป็น สปท.สายสื่อ และสายการเมือง อาทิ นายกษิต ภิรมย์ นายคำนูณ สิทธิสมาน นายดำรงค์ พิเดช นายนิกร จำนง นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล

นายกฯสื่อยังห่วงเปิดช่องแทรก

นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า แม้ สปท.ด้านสื่อสารมวลชนระบุว่า จะมีการปรับแก้ไขเนื้อหาบางประเด็น อาทิ การตัดบทลงโทษสื่อมวลชนที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่เนื้อหาของร่างกฎหมายยังมีประเด็นที่เข้าข่ายการแทรกแซงและเหมารวมการบังคับใช้ที่ขัดต่อสิทธิพื้นฐาน และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ คำนิยามผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน การให้อำนาจสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีอำนาจขึ้นทะเบียน ให้อนุญาต เพิกถอนใบอนุญาต รวมถึงกรณีที่ให้ตัวแทนรัฐเข้าร่วมในกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของสื่อมวลชน และกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งเชิงอำนาจในอนาคต

“บิ๊กป้อม” ปัดตอบกระแสร้อน

ที่ บน.6 ดอนเมือง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยระบุสั้นๆว่า “ให้พวกคุณไปว่ากันเอาเอง ผมไม่รู้เรื่อง”


“พลภูมิ” ชี้เสรีภาพสื่อต้องมาก่อน

ด้านนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วิชาชีพสื่อมวลชนถือเป็นอาชีพที่สำคัญต่อสังคมมาก เสรีภาพในการทำงานจึงต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก แต่ก็ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ได้ ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจมีเนื้อหาที่น่ากังวลต่อทิศทางการทำงานของสื่อในอนาคต อาทิ การกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียน การกำหนดโทษที่สูง และการตีความในรายละเอียดของความเป็นสื่อ ตนเป็นนักการเมืองต้องทำงานกับสื่ออยู่ตลอด อยากเห็นสื่อมีความเป็นอิสระกล้าตรวจสอบ กล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมา เพราะนี่คือความจริง ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจทำให้เสรีภาพการทำงานในอนาคตเปลี่ยนไป และอาจกลายเป็นความพยายามเข้ามาควบคุมสื่อมากกว่า จึงอยากให้ผู้มีหน้าที่ได้พิจารณาเนื้อหาอย่างรอบด้าน

“วิรัตน์” กระทุ้งเกาไม่ถูกที่คัน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาสื่อเลือกข้าง ปัญหาสื่อเทียม ปัญหาสื่อการเมือง ปัญหาความไม่สุจริตในการทำหน้าที่ของสื่อในประเทศไทย มีอยู่จริง สื่อบางส่วนจึงมีส่วนสร้างความขัดแย้งในสังคม ทั้งโดยจงใจหรือไม่จงใจ แต่ต้องยอมรับว่ามีสื่อที่ดีที่มีคุณภาพ ตั้งใจทำหน้าที่สะท้อนปัญหาบ้านเมืองอีกมาก และยังมีกฎหมายที่คอยกำกับการทำหน้าที่ของสื่ออยู่มาก เช่น ประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียง เป็นต้น ดังนั้นความบกพร่องในกฎหมายใดหากไม่ครอบคลุมก็ให้ปรับแก้กฎหมายในส่วนนั้นให้ครอบคลุมการกระทำผิด แต่ไม่มีประเทศประชาธิปไตยใดในโลก ที่ออกกฎหมายให้เจ้าหน้าที่รัฐมาคุมสื่อแบบนี้ เป็นการแทรกแซงสื่อโดยตรง การที่ สปท.รับงานมาเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และขยายความขัดแย้งมากขึ้น ถ้าสื่อไม่มีสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ นานาประเทศไม่มีทางเชื่อมั่นการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาล อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้

“ประวิตร” โต้ไม่มีใครสั่ง ทร.ได้

วันเดียวกัน เวลา 06.30 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 (บน.6) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายก รัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสื่อมวลชนบางสำนักวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อเรือดำน้ำว่ามีเบื้องบนสั่งการว่า สั่งอย่างไร ใครสั่ง พูดกันเองทั้งนั้น ถามว่าใครจะมาสั่งได้ กองทัพเรือมีคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเรือดำน้ำ 40-50 คน ถ้าจะเอาก็เอา ไม่เอาก็ไม่เอา แต่ถ้าไม่เอาแล้วจะนำเอาคุณสมบัติของเรือดำน้ำแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีใครสั่ง ตนและนายกฯก็ไม่ได้สั่ง แต่ส่วนตัวอยากให้มีเรือดำน้ำ “สั่งแล้วใครจะเชื่อ คณะกรรมการตั้งเยอะแยะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกองทัพ สั่งไม่ได้แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องสมรรถนะ กองทัพเรือมองมาแล้วกว่า 10 ปี ดูหลายอย่างประกอบกันจะเอาราคาถูก ดูสมรรถนะ ดูราคาแพง อย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงการจัดซื้อเรือดำน้ำ เราจะได้ของดีมีคุณภาพ และเป็นประโยชน์ต่อกองทัพมากที่สุด”

เสธ.ทร.นำทีมตั้งโต๊ะแถลงยิบ

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่โรงเก็บอากาศยานเรือหลวงจักรีนฤเบศร ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ พร้อมด้วย พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ โฆษกกองทัพเรือ พล.ร.ท.พัชระ พุ่มพิเชษฐ์ รองเสธ.ทร. ในฐานะประธานกรรมการโครงการจัดซื้อจัดจ้างเรือดำน้ำ และ พล.ร.ต.กฤษฏาภรณ์ พันธุมโพธิ ผู้อำนวยการ สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ พล.ร.ต.วิศาล ปัณฑวังกูร ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ และคณะกรรมการการจัดซื้อจัดจ้างโครงการจัดหาเรือดำน้ำชั้นหยวน เอส 26 ที (Yuan class S26T) จากประเทศจีน 17 คน ร่วมแถลงข่าว พล.ร.อ.ลือชัยกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามีข่าวจริงบ้าง คลาดเคลื่อนบ้าง บางคนก็โหนกระแส ที่ยังไม่ชี้แจงเพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างยังไม่จบสิ้น เป็นเอกสารลับของทางราชการ เปิดเผยไม่ได้ ทำให้ถูกมองว่ากองทัพเรืออ่อนการประชาสัมพันธ์ ไม่สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน

อ้อนขออย่ากล่าวหาไม่โปร่งใส

พล.ร.อ.ลือชัยกล่าวอีกว่า เมื่อขั้นตอนการจัดซื้อผ่านการพิจารณาของ ครม.แล้ว จึงเปิดเผยได้ ทั้งนี้กองทัพเรือได้เสนอความต้องการมาทุกรัฐบาลมากกว่ากึ่งศตวรรษ กระบวนการไม่แตกต่างกัน จึงอยากให้ปลดประเด็นกล่าวหาว่าไม่โปร่งใส จัดหาตามกระแส หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง ยืนยันว่าพิจารณาอย่างรอบคอบโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม สามารถตรวจสอบได้ การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาไปกี่คนก็เป็นไปตามนี้ เพื่อจะสร้างเรือลำนี้ให้เป็นเรือรบของประชาชน มีความโปร่งใส ในลักษณะซื้อรัฐบาลต่อรัฐบาล คุ้มค่าในการใช้เงิน และทางจีนให้ระบบขีปนาวุธ ตอร์ปิโด และทุ่นระเบิด มาพร้อมกับเรือ

จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 700 ล้านบาท

เสธ.ทร.กล่าวต่อว่า ส่วนอนาคตหากมีการยกเลิกโครงการจะต้องจ่ายค่าปรับเท่าไหร่นั้น เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนโยบาย เป็นเรื่องที่อันตราย เป็นการท้าทายอำนาจทางการเมือง ตนเป็น เสธ.ทร. หากตอบเข้าข้างฝ่ายนี้ ต่อไปข้างหน้าก็จะโดนปลด ขอยืนยันว่ากองทัพเรือใครจะมาใครจะไป กองทัพเรือยึดยุทธศาสตร์กองทัพเรือเป็นตัวตั้ง เรามีหลักการจัดซื้อแบบมีเหตุผล และได้ดำเนินการจ่ายเงินไปแล้ว 700 ล้านบาท หากรัฐบาลชุดใหม่มาแล้วบอกให้ทิ้งเงินจำนวนนั้นไป แล้วมาเริ่มใหม่ ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าทิ้งเงินจำนวนนั้นเพื่ออะไร แล้วเหตุผลที่กองทัพเรือจัดซื้อจัดหาไม่ถูกต้องตรงไหน ฝากไปยังรัฐบาลชุดต่อไปว่าจะเลิกหรือไม่เลิก ไม่ใช่กองทัพเรือ แต่อยู่ที่ตัวท่าน “ไม่มีใบสั่งในการจัดซื้อเรือดำน้ำของจีน ยืนยันว่าจีนไม่มีอะไรแอบแฝง เขามีความเป็นมิตร ให้ข้อเสนอมากมายครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่ออปชั่นหรือของแถม มีคณะกรรมการ 22 คนร่วมตัดสิน ล้วนเป็นระดับหัวกะทิของกองทัพเรือ ที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบได้”

จำเป็นจริงๆรอมานานกว่า 30 ปี

ด้าน พล.ร.ท.พัชระ พุ่มพิเชษฐ์ รอง เสธ.ทร. กล่าวว่า เรือดำน้ำเป็นความจำเป็นของประเทศ เพราะเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีคุณค่ามาก เป็นหลักประกันความมั่นคงทางทะเล เราไม่มีเรือดำน้ำประจำการมากว่า 60 ปี แต่ประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้มีเรือดำน้ำเข้าประจำการแทบทุกชาติ กองทัพเรือศึกษาดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำต่อเนื่องมากว่า 30 ปี จนเกือบจะได้อนุมัติถึง 2-3 ครั้ง แต่มีเหตุต้องเลื่อนออกไป จนมาครั้งนี้ ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 กองทัพเรือได้รับอนุมัติให้ศึกษาเรือดำน้ำที่มีความเหมาะสมกับความต้องการทางยุทธการ และภารกิจ จากนั้นได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและพิจารณาประเทศที่ผลิตเรือดำน้ำถึง 6 ประเทศ ข้อเสนอของจีนตอบโจทย์ได้ทุกหลักการมากที่สุด ตามยุทธศาสตร์เราต้องการเรือดำน้ำ 3 ลำ คือ ใช้ในการปฏิบัติการในทะเล 1 ลำ เตรียมพร้อม 1 ลำ และซ่อมบำรุงตามวงรอบ 1 ลำ ครั้งนี้เป็นการจัดหาลำที่ 1 แบบรัฐต่อรัฐ ในวงเงิน 13,500 ล้านบาท เป็นราคาที่รวมการฝึกอบรมกำลังพล และระบบสนับสนุนต่างๆ ที่กองทัพเรือไทยไม่มีรองรับเลย ดังนั้น ถือว่ามีความคุ้มค่าที่สุด

ลำแรกขอจีนแบ่งจ่ายเจ็ดปี

พล.ร.ต.กฤษฎาภรณ์ พันธุมโพธิ กล่าวว่า งบประมาณที่ใช้จัดซื้อเรือดำน้ำ เป็นงบประมาณของกองทัพเรือเอง ไม่กระทบต่อค่าใช้จ่าย และไม่เป็นภาระของกองทัพเรือ ไม่ได้ซื้อในคราวเดียวแต่จะแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ผ่อนชำระเป็นเวลา 7 ปี แบ่งเป็น 17 งวด ตามระยะเวลาสร้างเรือดำน้ำ แต่ละปี จะแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เหมือนงานก่อสร้างทั่วไป แต่ละปีการจ่ายเงินแต่ละงวดจะแตกต่างกัน โดยทางกองทัพเรือได้เจรจากับจีนในการชำระเงินแต่ละงวดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณแต่ละปี โดยงบปี 2560 กองทัพเรือได้งบประมาณ 700 ล้านบาท ส่วนปี 2561-2565 เป็นต้นไป จะจ่ายเงินตามความก้าวหน้าของงาน เฉลี่ยปีละ 2,100 ล้านบาท “สาเหตุที่กองทัพเรือไม่จัดซื้อ 3 ลำในคราวเดียวกัน เพราะงบประมาณที่ได้รับแต่ละปีมีจำนวนไม่มากนัก จึงต้องจัดหาทีละลำตามสภาพของงบประมาณ อย่างไรก็ตาม การลงนามสัญญาซื้อขายเรือดำน้ำจะเกิดขึ้น ต่อเมื่อรมว.กลาโหมได้อนุมัติจ้างสร้างเรือตามระเบียบทางราชการเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน พ.ค.นี้ ส่วนการชำระเงินต้องชำระภายหลังการลงนามไม่เกิน 45 วัน ถือเป็นงวดแรก”

“บิ๊กตู่” ตอบรับ “ทรัมป์” เยือนสหรัฐฯ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อเวลา 21.30 น. คืนวันที่ 30 เม.ย. นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โทรศัพท์สายตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างชื่นมื่น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวยินดีกับการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความสำเร็จการบริหารประเทศในช่วง 100 วันที่ผ่านมา ขณะที่นายทรัมป์ชื่นชมการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำให้ไทยมีความก้าวหน้า โดยนายกฯได้กล่าวขอบคุณที่แสดงความมั่นใจต่อรัฐบาลไทยและประเทศไทย และตอบรับคำเชิญไปเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ ขณะที่นายทรัมป์ยืนยันจะเดินทางเข้าร่วมประชุมเอเปก ถ้ามีโอกาสจะแวะมาประเทศไทย

จุดยืนไทยยึดมติยูเอ็นแก้ปมร้อน

พล.ท.วีรชนกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ขอให้นายทรัมป์ช่วยดูแลเรื่องการค้าการลงทุน พร้อมยืนยันความสัมพันธ์จากนี้จะแน่นแฟ้นมากขึ้นในทุกมติ โดยนายกฯยืนยันพร้อมสนับสนุนบทบาทอันสร้างสรรค์ของสหรัฐฯที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ขณะที่การพูดคุยนายทรัมป์ได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ทะเลจีนใต้ การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ เพราะเป็นภัยคุกคาม แต่ไม่ได้กดดันอะไร ซึ่งไทยยืนยันยึดมติสหประชาชาติ หากมีอะไรให้ไทยสนับสนุนก็พร้อม เพราะเป็นเรื่องของมวลมิตรชาติ และหวังแนวทางแก้ปัญหาไม่ทำให้เกิดความสูญเสีย พร้อมสนับสนุนบทบาทอันสร้างสรรค์ของสหรัฐฯในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และนายกฯได้ขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ได้แสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของในหลวง ร.9

“ประวิตร” ชี้ช่วยพยุงสันติภาพโลก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวในช่วงเช้าที่ท่าอากาศยานทหาร 2 (บน.6) ถึงกรณีเรื่องดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะยังไม่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี แต่มองว่าถ้าเราไปพูดคุยก็น่าจะดีในภาพรวม ทุกประเทศได้ช่วยกัน เพื่อให้เกิดสันติภาพบนโลกใบนี้ ยืนยันว่าเราจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งในสถานการณ์นี้ การพูดคุยน่าจะมีการสอบถามว่าภายในภูมิภาคอาเซียนก่อนว่ามีความคิดเห็นและมีมุมมองในสถานการณ์นี้อย่างไร ประเทศไทยมีจุดยืนความชัดเจนในเรื่องความสงบทุกประเทศ ที่เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ตนตอบในส่วนของ รมว.กลาโหมอาเซียน

เผยหารือรับมือ “คิม จอง-อึน”

ช่วงค่ำวันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแถลงการณ์ของนายเรนซ์ พรีบัซ ประธานเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว สหรัฐฯ ระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ถึงประเด็นภัยคุกคามในภูมิภาคเอเชียจากอำนาจการทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โดยรัฐบาลสหรัฐฯต้องการความร่วมมือในระดับต่างๆจากชาติในภูมิภาค และต้องการให้แน่ใจว่าชาติคู่เจรจาเหล่านี้จะสนับสนุนสหรัฐฯในทิศทางเดียวกัน หากสถานการณ์เกาหลีเหนือย่ำแย่ลง ก่อนหน้านี้นายทรัมป์ยังได้หารือกับนายโรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ทั้งยังหารือต่อเนื่องกับนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

ฮิวแมนไรท์ฯจวก “ทรัมป์” เละ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการ ประจำภูมิภาคเอเชียของฮิวแมน ไรท์ วอทช์ กลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณีเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไปเยือนสหรัฐฯ ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือน สัญญาณไฟเขียวให้รัฐบาลทหารไทยประพฤติตนในทางผิดๆต่อไป ทั้งการปิดปากนักเคลื่อนไหว ปราบปรามสื่อมวลชนอิสระ การห้ามการประท้วงในที่สาธารณะ ห้ามชุมนุมทางการเมือง ไปจนถึงการอนุญาตให้ใช้วิธีทรมาน สิ่งเดียวที่เสื่อมถอยมากกว่าการเคารพสิทธิมนุษยชนของไทย คือนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯในด้านสิทธิมนุษยชน

“สุเทพ” แย้มมีสิทธิตั้งพรรคใหม่

อีกเรื่อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) หรืออดีตแกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่กำหนดให้สมาชิกพรรคต้องเสียค่าบำรุงพรรคอาจส่งผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ว่า ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกนานแล้ว จึงไม่กังวล แต่เห็นด้วยที่จะให้สมาชิกพรรคเสียค่าบำรุงพรรคเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม แม้ฝ่ายพรรคการเมืองไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่พูดไม่ได้พูดเพื่อพรรคการเมืองใด แต่พูดเพื่ออนาคตของประเทศไทย ไม่ต้องการทะเลาะกับใคร โดยเมื่อไม่กี่วันมานี้ยังเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มารับประทานอาหารด้วยกันเลย ส่วนกรณีที่สมาชิกกปปส.บางคนไปร่วมกิจกรรมกับทางพรรคประชาธิปัตย์นั้น เมื่อเสร็จสิ้นการชุมนุมก็สามารถที่จะกลับไปในจุดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เกษตรกร หรือนักการเมือง นักการเมืองออกมาแล้ว ใครที่ชอบพรรคไหนเขาก็อาจกลับไปพรรคนั้น ส่วนที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ก็กลับไปที่พรรค หรือใครจะอยากไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ตรงนี้ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ผูกมัดกันแล้ว ในส่วนของมูลนิธิฯก็สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้ แต่ต้องเสียค่าบำรุงอย่างน้อยปีละ 365 บาท

“เรืองไกร” ร้อง กกต.สอย 9 รมต.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. ผ่านนายพลวัฒน์ พิรติชัยธนกุล ผู้อำนวยการสำนักเลขานุการ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบรัฐมนตรี 9 ราย ว่ามีการกระทำเข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามหมวด 9 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่รัฐมนตรียื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ 9 ราย มีคนที่อาจเข้าข่ายให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง ประกอบด้วย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ นายพิเชฐ ดุรง–คเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน นายอุตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กกต.เคยมีมติเห็นว่ารัฐมนตรีจะถือครองหุ้นจนถึงวันที่เข้าดำรงตำแหน่งไม่ได้ และเคยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้ว ในกรณีของนายมานิต นพอมรบดี อดีต รมช.สาธารณสุข

บี้ส่งศาล รธน.ตีความหลุดเก้าอี้

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังมีกรณีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยว และกีฬา มีหุ้นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อดิจิทัลและสื่ออื่น อาจขัดรัฐธรรมนูญและมีผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่มีตำแหน่งในหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานเอกชนอื่น ทั้งตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กรรมการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญในมาตรา 187 ที่ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด ขอให้ กกต.ตรวจสอบว่านายวิษณุเข้าข่ายต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ หากรัฐมนตรีหุ้นสัมปทานอยู่ แม้แค่ 1 หุ้น ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง จึงต้องให้ กกต.ตรวจสอบว่ารัฐมนตรีทั้งหมดที่ยังมีการถือครองหุ้นอยู่จนวันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้หรือไม่ หากรัฐมนตรีรู้ตัวว่าถือหุ้นสัมปทานอยู่ก็ควรจะลาออก เพราะมีเพียงโทษให้พ้นจากตำแหน่ง ไม่มีโทษอาญา เรื่องนี้ กกต.ต้องดำเนินการตามมาตรา 170 โดยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก่อนหน้านี้ กกต.เคยดำเนินการลักษณะนี้มาแล้วหลายกรณี คงจะใช้เวลาไม่นาน แต่ที่ห่วงคือคุณสมบัติของ กกต. จะทำให้ กกต.ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้