วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยกเลิกใบอนุญาต คณิตถอย หั่นทิ้งบทลงโทษ

ยกเลิกใบอนุญาต คณิตถอย หั่นทิ้งบทลงโทษ

  • Share:
ขอเพียงคง 2 ตัวแทนภาครัฐสมาคมนักข่าวฯยังไม่วางใจปชป.แนะสปท.ตีตกไปเลย

“คณิต” ถอยอีกก้าว เบี่ยงกระแสต้าน ก.ม.คุมสื่อ ยอมหั่นทิ้งหลักการออกใบอนุญาต-บทลงโทษ แต่ยังยืนยันให้มี 2 ตัวแทนภาครัฐเป็นติ่งในสภาวิชาชีพ เผยที่ประชุมใหญ่ สปท.เล็งปรับแก้เนื้อหาให้อ่อนลง เปลี่ยนตัวแทนภาครัฐเป็นหน่วยงานอื่น กรธ.ชี้ควบคุมการทำงานสื่ออาจขัด รธน. หลายฝ่ายรุมบี้ให้ถอนร่าง “มานิจ” หวั่นสื่อกลายเป็นแค่เครื่องมือรัฐ สมาคมนักข่าวฯ ยังไม่วางใจท่าที กมธ.สื่อ หลังโดนรัวสับขาหลอก ยืนกรานไม่ให้มีตัวแทนภาครัฐมาครอบงำ ปชป.-พท.ประสานเสียง ไม่เอา ก.ม.คุมสื่อ แนะให้คุมกันเอง มี ก.ม.ฟ้องสื่อได้อยู่แล้ว พท.จี้ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” แจงเองซื้อเรือดำน้ำ “ภูมิธรรม” ชี้ ครม.ทำผิด ก.ม.ก่องบผูกพันเกินอำนาจหน้าที่ “เรืองไกร” เล็งร้อง กกต.สอบ 9 รมต.พ้นตำแหน่ง

เป็นที่สนใจติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแวดวงสื่อสารมวลชน รวมทั้งเครือข่ายสื่อยุคใหม่ในโลกโซเชียลมีเดีย ว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วันที่ 1 พ.ค. จะมีทิศทางเป็นอย่างไร เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรง โดยล่าสุดคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านสื่อสารมวลชน สปท. ยอมขยับถอยอีก 1 ก้าว

“คณิต” ถอยตัดใบอนุญาต-บทลงโทษ

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการประชุม สปท. วันที่ 1 พ.ค. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า จะหารือกับคณะกรรมาธิการฯ ให้เสนอตัดหลักการเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน รวมถึง บทลงโทษ ออกจากร่างกฎหมาย ถือว่าเป็นการเจอกันครึ่งทาง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าอาจทำให้เกิดปัญหา เป็นเรื่องหนึ่งที่สื่อมวลชนคัดค้าน ส่วนเรื่องการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 15 คน โดยให้มีกรรมการที่มาจากภาครัฐโดยตำแหน่ง 2 คนนั้น ยังคงหลักการนี้ไว้ เพราะมองว่ายังมีความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การทำงานของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่กังวลกันว่าจะเป็นการเปิดช่องให้รัฐเข้ามาแทรกแซงและขัดต่อความเป็นอิสระของสื่อมวลชนนั้น ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการประชุมของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ต้องใช้มติที่ประชุม ซึ่งสัดส่วนของสื่อมวลชนก็มีมากกว่าสัดส่วนของภาครัฐอยู่แล้ว อีกทั้งผลการประชุมก็ต้องเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบ

คาดปรับเนื้อหาให้อ่อนลงไปอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุม สปท.เพื่อพิจารณารายงานของคณะ กมธ.สื่อฯ เรื่องร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในวันที่ 1 พ.ค. จะเริ่มเวลา 09.30 น. หลังจาก กมธ.นำเสนอรายงาน แล้วเปิดให้สมาชิกอภิปรายซักถาม เมื่อประธาน กมธ.ชี้เเจงเเล้วจะเข้าสู่กระบวนการโหวตลงมติ โดยจะต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิก สปท. ผ่านเป็นรายงานส่งให้ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.ก่อน นำส่งไปยังคณะรัฐมนตรี แต่หากสมาชิกไม่เห็นด้วย ก็ถือว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตกไป อีกทางหนึ่งคือหากสมาชิกมีมติเห็นควรให้ปรับแก้เนื้อหา กมธ.ก็ต้องปรับแก้ตามนั้น ก่อนที่จะโหวต โดยเเนวโน้มเสียงขณะนี้หาก กมธ.ยังยืนยันตามร่างเดิมมีความเสี่ยงสูงที่รายงานจะถูกโหวตตีตก หลังจากที่สื่อฯและหลายหน่วยงานออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างหนัก ล่าสุดคณะกรรมาธิการสื่อฯ นัดประชุมด่วนในช่วงเช้า ก่อนการประชุม สปท. เพื่อปรับปรุงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฯ ทั้งตัดเรื่องการมีใบอนุญาต และบทลงโทษออก แต่ให้คงคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่จะปรับปรุงตัวคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนภาครัฐ 2 คน ให้เป็นตัวแทนของหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับสื่ออยู่แล้ว มาทำหน้าที่เเทน

“คำนูณ” ค้านรัฐนั่งสภาวิชาชีพสื่อ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท. กล่าวว่า จุดยืนของตนคือ ไม่เอาสภาวิชาชีพตามร่างกฎหมายที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าร่วม ไม่เอาการบังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องขออนุญาต ไม่เอาการนิยามศัพท์ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้กว้างจนรุกล้ำเข้ามาในปริมณฑลแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป โดยจะอภิปรายสนับสนุนให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชน และผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมและผู้บริโภค เพื่อปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และคุ้มครอง สวัสดิภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน

กรธ.ชี้ควบคุมการทำงานสื่อขัด รธน.

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ว่า ยังไม่ได้ดูรายละเอียดในร่างกฎหมาย แต่หากไปเขียนควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน ก็จะขัดกับความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้สื่อมีสิทธิและเสรีภาพในการทำงาน

“มานิจ” เชื่อมี สปท.ชงให้ถอนร่าง

นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า สปท.ควรถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกจากการพิจารณา เพราะถือว่าเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งเนื้อหาและกระบวนการ โดยเฉพาะบทลงโทษ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 35 ยังกำหนดให้สื่อมวลชนมีสิทธิและเสรีภาพ ดังนั้นการออกใบอนุญาตจึงไม่ใช่สิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง รวมทั้งยังมีคนของรัฐเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย หากสื่อนำเสนอข่าวไม่ถูกใจรัฐ ก็อาจจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้ ทั้งนี้คิดว่าการพิจารณาของ สปท.ในวันที่ 1 พ.ค. จะมีสมาชิกเสนอให้ถอนร่างกฎหมายนี้ด้วย

หวั่นสื่อถูกบังคับเสนอแต่ข่าวรัฐ

“ผมขอถามว่า ปลัดกระทรวงต่างๆว่างงานนักหรือยังไง ถึงได้ไปนั่งเป็นคณะกรรมการหลายชุด จนแทบจำไม่ได้ว่าเป็นกรรมการอะไรบ้าง สุดท้ายก็ให้ลูกน้องไปประชุมแทน แล้วถือธงไปตามที่นายสั่ง การไปจำกัดสิทธิของสื่อมวลชน ทำให้นักข่าวหาข่าวไม่ได้หลากหลายแง่มุม และอาจถูกบังคับให้เสนอแต่ข่าวของรัฐบาลเท่านั้น ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เสรีภาพของสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญในการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ทั้งการทุจริตและสังคม และถึงแม้ว่าสื่อมวลชนจะมีสิทธิเสรีภาพในการทำงานแต่ก็ต้องมีจริยธรรม นักข่าวไม่ใช่คนที่มีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นอยู่แล้ว” นายมานิจกล่าว

“บุญเลิศ” แนะ สปท.ถอยไปตั้งหลัก

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า สปท.ควรจะถอนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนออกไปก่อน เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.นี้ได้ถูกปรับแก้ไปจากที่ กมธ.สื่อฯ สปช.เคยเสนอไว้ ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างสื่อกับ สปท.จนยากที่จะทำความเข้าใจกันได้ การถอยกลับมาตั้งหลักและยืดเวลาออกไปน่าจะช่วยแก้ไขสถานการณ์วิกฤตินี้ไปได้ หรือหากจะรอให้คณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อที่จะเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปที่ สนช.กำลังพิจารณาในชั้นกรรมาธิการก็เป็นสิ่งที่ดี การรอไปอีกแค่ 3 เดือนเพื่อความรอบคอบและให้องค์กรสื่อและผู้เกี่ยวข้องออกความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ก็จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว

สมาคมนักข่าวฯไม่ไว้วางใจ กมธ.สื่อฯ

นายปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร โฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กมธ.สื่อฯ สปท. ระบุยอมตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพออก แต่ยังคงเนื้อหาให้มีตัวแทนภาครัฐในสภาวิชาชีพฯ ก่อนการประชุม สปท. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในวันที่ 1 พ.ค.ว่า องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนยังคงไว้วางใจไม่ได้ว่าการยอมตัดเรื่องใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนออกแล้วจะมีบทบัญญัติใดมารองรับเพื่อให้มีสภาพบังคับและมีบทลงโทษ เพราะวิธีคิดของ กมธ.ชุดนี้มีเจตนาที่จะควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น ด้วยการนำร่างฯของสภาปฏิรูปแห่งชาติมาบิดเบือนเจตนารมณ์จนเกิดการต่อต้านจากสื่อมวลชนและประชาชนมากขึ้น และประธาน กมธ.ยังไปกล่าวอ้างว่ามีตัวแทนองค์กรสื่อสนับสนุนให้ออกใบอนุญาต ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและยังพูดกลับไปกลับมาตลอด

ยืนกรานต้องไม่มีตัวแทนภาครัฐ

โฆษกสมาคมนักข่าวฯกล่าวว่า แม้จะตัดบทบัญญัติดังกล่าวออกไปแต่โครงสร้างของกฎหมายก็ยังผิดหลักการที่ยังคงให้มีตัวแทนภาครัฐอยู่ในสภาวิชาชีพฯ ไม่ว่าจะมีกี่คนหรือกี่วาระ ก็เท่ากับว่ารัฐยังคงมีบทบาทในการกำกับควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนอยู่ดี และจะลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชนได้เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม องค์กรวิชาชีพสื่อพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปฏิรูปสื่อ เพื่อให้มีกฎหมายรองรับกระบวนการพิจารณาด้านจริยธรรมที่มีสื่อมวลชนและสังคมกำกับโดยไม่มีตัวแทนภาครัฐ จึงเรียกร้องให้ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อนแล้วดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากยังดันทุรังไปท่ามกลางเสียงท้วงติงมากมายเช่นนี้ จะยิ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงแน่นอน โดยในวันที่ 1 พ.ค. ตัวแทนสมาคมนักข่าวฯจะเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 เพื่อให้ถอนร่างฯออกไปก่อน และจะรณรงค์คัดค้านร่างกฎหมาย ควบคุมสื่อมวลชนและประชาชนอย่างถึงที่สุด

นักข่าวรัฐสภาจี้ สปท.ถอนร่าง

เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “ขอให้ สปท.ถอนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ออกจากระเบียบวาระการประชุม” เพราะหากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการบังคับใช้เป็นกฎหมายในอนาคต จะส่งผลให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ รวมไปถึงบุคคลที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ถูกกำกับควบคุม จนมิอาจใช้สิทธิเสรีภาพของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ตามรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่ให้สิทธิเอาไว้ ทั้งนี้ โดยหลักแล้วการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชนควรเป็นไปในลักษณะมุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สร้างกลไกที่ธำรงความเป็นอิสระของสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน รวมไปถึงการส่งเสริมการใช้เสรีภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การให้ภาครัฐมีส่วนเข้ามาเป็นผู้ให้คุณหรือให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนและบุคคลที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป จึงไม่อาจยอมรับได้ คณะผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาจึงมีความเห็นว่า สปท.ควรถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไปก่อน เพื่อทบทวนเนื้อหาและหลักการสำคัญด้วยการรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน ทั้งจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน และสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคสนามด้วย เพื่อเป็นการสะท้อนมุมมองและข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งต่อไป

“ชวรงค์” ไม่สังฆกรรมตั้งสภาวิชาชีพ

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่เนื้อหาในมาตรา 93 ของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อฯ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สปท. ในวันที่ 1 พ.ค. กำหนดให้ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไปเป็น 1 ในคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินั้น นับเป็นการแอบอ้างนำชื่อและองค์กรสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไปใส่ไว้ โดยไม่ได้มีการหารือหรือได้รับความยินยอมแต่อย่างใด ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการคัดค้านร่างกฎหมายเผด็จการฉบับนี้ ทางสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะมีหนังสือแจ้งต่อประธาน สปท.เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการแอบอ้างชื่อประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับร่างกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งแสดงจุดยืนว่าสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะไม่ขอร่วมสังฆกรรมในคณะกรรมการที่ว่านี้ แม้ร่างกฎหมายนี้จะผ่านออกมาก็ตาม พร้อมกันนี้องค์กรพันธมิตร อาทิ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ รวมทั้งสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ฯลฯ กำลังหารือว่าจะมีหนังสือในลักษณะเดียวกัน เพื่อยื่นแก่ประธาน สปท.เช่นเดียวกัน

ปชป.แนะตีตกร่าง-จับเข่าคุยสื่อ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณี สปท.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อฯ ในวันที่ 1 พ.ค.ว่า ข้อเสนอให้ออกบทเฉพาะกาลเพิ่มเติมให้ตัวแทนภาครัฐอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ในวาระ 3 ปี ได้แค่ 2 วาระ ผู้เสนอกำลัง หลงประเด็น ไม่ใช่การต่อรองว่าจะอยู่กี่ปี แต่เป็นเรื่องของหลักการว่าเราควรมีตัวแทนภาครัฐอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อฯหรือไม่ ซึ่งไม่ควรมีตัวแทนภาครัฐอยู่ด้วย และควรพิจารณาด้วยว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ขัดรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่ ในมาตรา 34 ที่บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูดการเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวกระทำมิได้ มาตรา 35 ที่บัญญัติว่าบุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยยังมีประเด็นที่ควรแก้ไข คือ 1.รูปแบบองค์ประกอบที่มาของคณะกรรมาธิการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 2.คำนิยาม ความหมายคำว่าสื่อมวลชน และ 3.บท กำหนดโทษต่างๆ ทั้งนี้ ตนขอเสนอให้ที่ประชุม สปท.ปฏิเสธร่างกฎหมายนี้ แล้วแสวงหาจุดร่วมกันกับสื่อมวลชน เพื่อออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

พท.ชี้กระเทือนภาพลักษณ์ประเทศ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความพยายามออกกฎหมายควบคุมสื่อหรือปิดปากสื่อ เรื่องนี้เป็นมาตรวัดสำคัญที่โลกกำลังจับตามองประเทศไทยว่า มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นจากประชาคมโลกได้เพียงใด ความพยายามผลักดันการออกกฎหมาย ที่ปิดกั้นและควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน จะเป็นการส่งสัญญาณสำคัญที่มีผลกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ และมีผลต่อการยอมรับและความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศและรัฐบาล และย่อมมีผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาร่วมลงทุน จะยิ่งส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการพัฒนา นอกจากนั้น การออกกฎหมายดังกล่าว จะสร้างปัญหาและขัดขวางการร่วมมือกันของประชาชนที่จะร่วมแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านสื่อสาธารณะ และถือเป็นการทำลาย กระบวนการถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ เอาสิทธิเสรีภาพของประชาชนและของสื่อมวลชนคืนมา เอาโอกาสของประเทศกลับคืนมา

อัดเผด็จการควบคุมแทรกแซง

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คุ้มครองหรือควบคุม” ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่มีปลัดกระทรวง 4 คน นั่งเป็นกรรมการถาวรโดยตำแหน่ง มีอำนาจ ขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน คือ ความพยายามของเผด็จการที่จะเข้าไปแทรกแซงและควบคุมการทำงานของสื่อเพื่อจำกัดการรับรู้ของประชาชน ตามปกติประชาชนยังสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือและมีกฎหมายคุ้มครองผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการทำงานของสื่ออยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อจะต้องมีใบอนุญาต ที่ผ่านมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่เคยมีปัญหาที่ต้องไปควบคุมการทำงานของสื่อ ดังนั้นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการออกกฎหมายคือเผด็จการต้องการควบคุมสื่อเพื่อจำกัดการรับรู้ของประชาชน ทั้งที่หน้าที่ของรัฐคือการอำนวยความสะดวกและคุ้มครองสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่สร้างเครื่องมือปิดกั้น ในฐานะผู้ออกกฎหมายที่ขาดความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ แต่จะไปออกกฎหมายกำกับจริยธรรมของผู้อื่น คำถามคือใครกันแน่ที่ควรถูกควบคุมจริยธรรม

ให้สื่อควบคุมกันเองดีกว่า

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพของประชาชน เสรีภาพคือปัจจัยหนึ่งในการชี้วัดความเจริญของสังคม สื่อมวลชนมีสองสถานะ คือ ประชาชน และผู้ใช้วิชาชีพนำข้อมูลข่าวสารไปถึงมือประชาชน อุปมาเหมือนสายเคเบิลใยแก้ว ถ้าไม่มีการปิดกั้นก็ส่งสัญญาณได้ดี ดังนั้นไม่ว่าจะออกกฎหมายใดก็ไม่ควรกระทบเสรีภาพของสื่อและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ส่วนตัวมองว่าการให้สื่อควบคุมกันเองเหมือนหลายอาชีพ เช่น ทนายความที่ดูแลกันเองน่าจะเป็นทางที่ดีมากกว่า

มี ก.ม.ฟ้องร้องสื่อได้อยู่แล้ว

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะออกกฎหมายควบคุมสื่อมวลชน ถ้าปิดกั้นแล้วข้อมูลต่างๆจะไปไม่ถึงมือประชาชนจะเกิดผลเสียกับรัฐบาลเอง ขณะเดียวกันสื่อยังคอยทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นำข้อมูลส่งถึงประชาชนให้ออกมารักษาผลประโยชน์ของประเทศ ที่ผ่านมาพอการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนมีปัญหา มีการหมิ่นประมาทเกิดขึ้น ก็มีการฟ้องร้อง เหมือนเป็นกฎหมายที่คอยกำกับดูแลการทำงานของสื่อมวลชนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายอะไรมาควบคุมเพิ่มเติมอีก

เทียบเคียงสิงคโปร์ไม่ได้

นายยุทธพร อิสรชัย อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสื่อเป็นผู้ตรวจสอบสำคัญในระบอบประชาธิปไตย และเป็นผู้ส่งสารข้อมูลให้แก่ประชาชน ควรให้อิสระในการทำงาน การจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อเท่ากับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย ทั้งนี้ สื่อมวลชนมีสมาคมต่างๆในการตรวจสอบและถ่วงดุลกันเองอยู่แล้ว รวมทั้งการตรวจสอบจากภาคประชาชน ดังนั้นรัฐเองไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบ ส่วนแนวคิดของกรรมาธิการที่ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์นั้น ตนเห็นว่า โครงสร้างทาง การเมืองและสังคมแตกต่างกัน ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้

โพลชี้สนับสนุนสื่อดีกว่าตีตรวน

วันเดียวกัน ซูเปอร์โพล โดยชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “กฎหมายควบคุมสื่อมวลชน” จากประชาชน 1,172 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-29 เม.ย. พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 75.2 เชื่อถือสื่อมวลชนมีจรรยาบรรณ มากกว่านักการเมือง โดยร้อยละ 47.0 คิดว่ากฎหมายควบคุมสื่อมวลชน จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว สร้างความขัดแย้งในสังคม เมื่อถามถึงกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชน ควรมีการกำหนดมาตรการอย่างไร ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.8 ระบุกฎหมายควบคุมสื่อมวลชน ควรออกมาเชิงสร้างสรรค์ สนับสนุนมากกว่า ขณะที่ร้อยละ 30.2 ระบุกฎหมายควรควบคุมสื่อแบบเข้มข้นมากกว่า

จี้ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” แจงเองซื้อเรือดำน้ำ

ส่วนกรณีที่กองทัพเรือเตรียมแถลงการณ์จัดซื้อเรือดำน้ำที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ในวันที่ 1 พ.ค.นั้น นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กองทัพเรือชี้แจงอยู่หน่วยงานเดียวคงจะไม่เพียงพอ เพราะมีเรื่องต้องชี้แจงมาก ตั้งแต่สัญญา การผูกพันงบประมาณ ความจำเป็นของเรือดำน้ำ รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจความเดือดร้อนของประชาชน ทางที่ดีรัฐบาลควรจัดคณะใหญ่ชี้แจง นำโดยนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกฎหมาย รมว.กลาโหม รมว.คลัง ที่จะชี้แจงทั้งหมดได้ ถ้าชี้แจงไม่ชัดเจนจะกลายเป็นว่าทำให้เรือแป๊ะจม ล่าสุดที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่า รัฐบาลหน้าสามารถยกเลิกได้ แต่ต้องรับผิดชอบด้วยนั้นเป็นการลดความกดดันจากสังคมให้รู้สึกว่า วันข้างหน้ายังแก้ได้ แต่ก็พูดเอาไว้เพื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้วการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจะทำได้ยาก พูดเพื่อปกป้องสัญญานี้มากกว่า ฉะนั้นทางที่ดีคือ หาทางยกเลิกเสียตอนนี้ความเสียหายก็จะน้อย แล้วนำงบฯมาพัฒนาเศรษฐกิจ

ซื้อยุทโธปกรณ์ไปเท่าไหร่แล้ว

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่าง ประเทศ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาชี้แจงสรุปว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานั้น กองทัพบก เรือ และอากาศ ได้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อะไรไปแล้วบ้าง ใช้งบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้นเท่าไร และเคยนำอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ออกมาใช้งานจริงในการปกป้องภัยคุกคามประเทศไปแล้วกี่ครั้ง มีอะไรบ้างที่ซื้อมาแล้ว ไม่เคยถูกนำมาใช้งานได้จริงจนถูกโละทิ้งปลดระวาง มีอะไรบ้างที่ใช้งานไม่ได้เลยหรือไม่มี คุณภาพที่ดีพอ เช่น รถหุ้มเกราะ เฮลิคอปเตอร์ เรือเหาะ จีที 200 และถ้าเป็นไปได้อยากให้รองนายกฯ สรุปถึงแผนงานด้านความมั่นคงในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีข้างหน้าด้วยว่ากองทัพจะจัดซื้ออาวุธชนิดใดเพิ่มอีกบ้าง ใช้วงเงินประมาณเท่าไร

ครม.ทำผิด ก.ม.ก่อหนี้เกินอำนาจ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำท่ามกลางความรู้สึกของสังคมว่ามีเงื่อนงำและมีพฤติกรรมปกปิดให้เป็นความลับ ท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดเคือง ไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง การคัดค้านจึงดังมาจากหลากหลายภาคส่วน รวมทั้งมีผู้ที่เคยนิยมและสนับสนุนรัฐบาลมาก่อน และที่สำคัญคือมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ครม.เข้าข่ายการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย เพราะก่องบประมาณผูกพันอนาคตเกินจากอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ส่วนข้ออ้างที่ว่าอนาคตอาจยกเลิกได้นั้น เป็นเพียงความพยายามใช้วาทกรรมมาปัดให้พ้นตัว เนติบริกรของรัฐบาล คงมีภาระที่จะขวนขวายหาช่องว่างของอภินิหารทางกฎหมาย มาหาทางออกให้รัฐบาลเช่นเดิม

เย้ย “บิ๊กตู่” ปิดกั้นตัวเองมโน ศก.ดี

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ยังคงยืนยัน ว่าเศรษฐกิจดี ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกถึงความเดือดร้อนอย่างมาก การทำโพลสำรวจทุกครั้งแม้พยายามเชียร์รัฐบาลในเรื่องอื่นแต่เรื่องเศรษฐกิจรัฐบาลสอบตก ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยังคงปิดกั้นโลกทัศน์เหมือนกำลังอยู่ในเรือดำน้ำใต้ทะเลลึกไม่ฟังเสียงความเดือดร้อนประชาชน เชื่อเฉพาะสิ่งที่อยากเชื่อ จะไม่สามารถแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนได้ วันนี้คนส่วนใหญ่พิสูจน์ได้จากเงินในกระเป๋า คนที่บอกว่าเศรษฐกิจดีก็คือคนที่มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม ซึ่งต้องถามว่าเพิ่มมาจากไหน เพิ่มจากการจัดซื้อจัดจ้างใช่หรือไม่ หรืออาจจะเป็นพวกนายทุนใหญ่ที่ได้ประโยชน์และสนับสนุนรัฐบาลอยู่

“เรืองไกร” ร้อง กกต.สอบ 9 รมต.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 264 บัญญัติว่าหากรัฐมนตรีใดมีลักษณะต้องห้ามต้องพ้นจากตำแหน่ง และในมาตรา 170 (5) บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เฉพาะตัวเมื่อกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 ซึ่งโยงไปถึงมาตรา 184 (2) ที่ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมาตรา 187 ที่ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด จากการตรวจสอบข้อมูลที่คณะรัฐมนตรีปัจจุบันแจ้งไว้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่ามีรัฐมนตรีที่เข้าข่ายข้อห้ามข้างต้นจำนวน 9 คน ประกอบด้วย นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ดังนั้น ในวันที่ 1 พ.ค. ตนจะไปยื่นเรื่อง ดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำการ ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้ ส.ส.พ้นจากตำแหน่ง 6 คน เพราะถือหุ้นสัมปทาน และนายสมัคร สุนทรเวช อดีต นายกฯ กรณีเป็นลูกจ้าง ไว้เป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว

“ทรัมป์” หารือ “บิ๊กตู่” ต้านโสมแดง

ช่วงค่ำวันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแถลงการณ์ของนายเรนซ์ พรีบัซ ประธานเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกา ระบุว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ถึงประเด็นภัยคุกคามในภูมิภาคเอเชีย จากอำนาจการทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โดยรัฐบาลสหรัฐฯต้องการความร่วมมือในระดับต่างๆจากชาติในภูมิภาค และต้องการให้แน่ใจว่าชาติคู่เจรจาเหล่านี้จะสนับสนุนสหรัฐฯ ในทิศทางเดียวกัน หากสถานการณ์เกาหลีเหนือย่ำแย่ลง ซึ่งก่อนหน้านี้นายทรัมป์ยังได้หารือกับนายโรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ทั้งยังหารือต่อเนื่องกับนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้