วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บาปบริสุทธิ์มินิแดง EP.3 ซึ้งใจ! สภาทนายยื่นมือบี้ยึดทรัพย์ กยศ. จ่อพักหนี้ (ชมคลิป)

บาปบริสุทธิ์มินิแดง EP.3 ซึ้งใจ! สภาทนายยื่นมือบี้ยึดทรัพย์ กยศ. จ่อพักหนี้ (ชมคลิป)

  • Share:

"เงินชดใช้มันไม่คุ้มหรอกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาวผม แม้เงินร้อยล้านมันก็ไม่คุ้มครับ"
คุณพ่อปลั๊กพูดพลางหันไปมองหน้าลูกสาว

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ยังคงเกาะติดคดีที่ถูกพูดถึงในสังคมมากที่สุดตอนนี้ นั่นคือ คดีหนุ่มซิ่งมินิคูเปอร์ สีแดง พุ่งชนพลเมืองดีที่กำลังลงไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชนกันบนสะพานพระราม 9 (อีกแล้วคนขับมินิ ไม่มีใบขับขี่ ย่าตามใจหลาน)

เหตุการณ์ครั้งนั้น บทสรุปสุดท้ายหน้าบัลลังก์ผู้พิพากษาศาลแพ่งเมื่อปี 2557 ตัดสินให้ฝ่ายหนุ่มมินิฯ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เหยื่อทั้งหมด 3 รายเป็นจำนวนเงิน 14 ล้านบาท แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ยังไม่มีการชดใช้ใดๆ เกิดขึ้น มีเพียงเงินจำนวน 10,000 บาทที่อาม่าของหนุ่มมินิฯ มอบให้ผู้เสียหายต่อหน้าสื่อมวลชน และเงินค่ารักษาพยาบาลอีก 1 ล้านบาท จากบริษัทประกันเท่านั้น

จนกระทั่งวันนี้...หนึ่งในผู้บาดเจ็บที่มีอาการหนักที่สุด 'น.ส.โชติกา ประสารโสภณ' หรือ ปลั๊ก และผู้เป็นพ่อ 'นายพิจักษณ์ ตั้งเจริญโสภณ' ทั้งคู่เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทราบข่าวว่า ทางสภาทนายความ ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือในทางคดีแก่พวกเขา และทวงเงินชดใช้ค่าเสียหายที่พวกเขาควรจะได้รับตามคำสั่งศาลแพ่ง เพื่อนำมารักษาตัวเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ 

ชมคลิป สภาทนาย กยศ. ยื่นมือช่วย "น้องปลั๊ก" เหยื่อมินิแดง

มินิคูเปอร์ สีแดง คันก่อเหตุ
ทนายหนุ่มมินิฯ แดง เผย ลูกความไม่มีเงินชดใช้ เอาไปซื้อรถหมดแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนที่สองพ่อลูกจะออกมาเรียกร้องทวงถามหาความรับผิดชอบจากฝ่ายคู่กรณี เนื่องจาก หนุ่มวัยรุ่นโยนเคราะห์ร้ายมาสู่ครอบครัวพวกเขา แต่กลับเลือกที่จะไม่ชดใช้ในบาปที่ตัวเองได้ก่อไว้กับผู้บริสุทธิ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามรายละเอียดคดีไปยัง นายเกิดผล แก้วเกิด อดีตทนายความฝั่งผู้ก่อเหตุ ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากลูกความของตนขณะนั้นมีอายุเพียง 17 ปี เข้าข่ายเป็นเยาวชน คดีอาญาที่ก่อขึ้นจึงต้องไปขึ้นศาลเยาวชน โดยถูกแจ้ง 2 ข้อหา คือ ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และขับรถหลบหนีไม่ยอมให้การช่วยเหลือ โดยทั้ง 2 ข้อหาปรับจำนวนเท่าไหร่นั้น จำตัวเลขไม่ได้ แต่ศาลให้รอลงอาญา 2 ปี และให้คุมประพฤติพร้อมกับบำเพ็ญประโยชน์ จนปี 2557 จึงครบกำหนดรอลงอาญา

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาค่าเสียหายกันหลายครั้ง แต่ยังตกลงเรื่องค่าเสียหายไม่ได้ โดยทางอาม่า ซึ่งเป็นเจ้าของรถมินิคูเปอร์คันดังกล่าว เบื้องต้นได้จ่ายเงินทำขวัญส่วนตัวให้ผู้เสียหายรายละ 10,000 บาท

ขณะที่ ทางบริษัทวิริยะ ได้เข้าไปดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล และค่าเยียวยาให้ผู้เสียหาย รายละ 1 ล้านบาท โดยผู้เสียหายบางคนมีค่ารักษาพยาบาล 9 แสนบาท ทางบริษัทจึงจ่ายเป็นเงินสดให้อีก 1 แสนบาท

ต่อมา หลังจากที่ยังผู้เสียหายยังไม่ได้รับการเยียวยาในเรื่องนี้จากฝ่ายผู้ก่อเหตุ จึงทำให้ผู้เสียหาย 3 ใน 4 ราย เป็นโจทก์ยื่นเรื่องฟ้องร้องคดีแพ่งกับ พ่อ แม่ อาม่า และผู้ก่อเหตุ จำเลยรวม 4 ราย ด้วยจำนวนเงิน 30 กว่าล้าน และในที่สุด ศาลแพ่งได้สั่งให้จำเลยทั้งหมด 4 คน ร่วมกันชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งหมด 14 ล้านบาท แต่จำไม่ได้ว่าคนละเท่าไหร่ และคดีนี้ก็ได้สิ้นสุดลงในปี 2557 โดยไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา

“ในเมื่อรูปคดีออกมาเป็นแบบนี้แล้ว ทางฝ่ายลูกความผมก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ให้แก่โจทก์ ซึ่งทางอาม่าก็บอกว่า ไม่มีเงินจ่ายแล้ว นำเงินสะสมทั้งหมดในชีวิตที่มีซื้อรถมินิคูเปอร์ให้หลานไปหมดแล้ว ผมก็พูดอะไรมากไม่ได้ เพราะมันเกินอำนาจหน้าที่ผมแล้วในการบังคับให้ลูกความจ่าย เป็นเรื่องของทางเขาแล้วครับ และหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยกันอีกเลย” อดีตทนายความฝั่งผู้ก่อเหตุ กล่าว

ศาลสั่งจ่าย แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ต้องทำอย่างไร?

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม ให้ความรู้ทางข้อกฎหมายว่า เมื่อดูตามข้อเท็จจริง พบว่า คดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ขณะที่ คดีแพ่งก็ถึงที่สุดแล้วเช่นเดียวกัน จำเลยไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจะอยู่ในชั้นบังคับคดี โดยโจทก์สามารถยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จากนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีทางฝ่ายโจทก์ ยื่นคำขอให้ยึดทรัพย์ฝ่ายจำเลยต่อไป แต่ก็ต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่ง

อย่างไรก็ตาม โฆษกศาลยุติธรรม ได้แนะนำผู้เสียหายในคดีนี้ไว้ว่า หากไม่มีใครช่วยเหลือ หรือไม่รู้จะไปปรึกษาใครให้ไปติดต่อที่สภาทนายความ โดยจะมีทนายความช่วยดำเนินการในเรื่องการยื่นคำขอต่อศาลเพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ได้

นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงาน เลขาธิการสภาทนายความ
สภาทนาย รับลูกต่อ ยินดีช่วยเหลือเหยื่อมินิฯ ลั่น เข้าปรึกษาได้ทันที

ทีมข่าวได้ต่อสายตรงไปยัง นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงาน เลขาธิการสภาทนายความ พร้อมเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยนายสรัลชา ระบุว่า ยินดีช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าคดีจะผ่านมาแล้ว 3 ปีก็ตาม แต่การบังคับคดีสามารถยึดทรัพย์ได้ภายใน 10 ปี ซึ่งโจทก์สามารถยึดทรัพย์ได้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งที่สั่งให้ทางฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย

“ศาลตัดสินแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ ให้มาที่สภาทนายความได้ครับ เรายินดีที่จะดำเนินการให้ต่อในเรื่องของความเสียหายที่คุณได้รับ เรามีทนายความที่จะไปช่วยเหลือฟรี ไม่คิดเงินค่าทนายความ เนื่องจากเป็นคดีที่ผู้เสียหายมีฐานะยากจน ไม่ได้รับความเป็นธรรม เกิดความเสียหายต่อร่างกายหนักมาก และไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ให้มาหาผมที่สภาทนายความได้เลยครับ ผมยินดีที่จะดำเนินการช่วยเหลือต่อให้ครับ” เลขาธิการสภาทนายความ ยื่นมือให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายคดีมินิฯ ชนคน

จากนั้น เมื่อได้รับโอกาสจากเลขาธิการสภาทนายความในการให้ความช่วยเหลือ ทีมข่าวไม่รอช้ารีบติดต่อไปยังคุณพ่อของปลั๊กให้เตรียมเอกสารเกี่ยวกับคดีทันที และวันรุ่งขึ้นจึงนัดแนะไปพบเลขาธิการสภาทนายความด้วยกัน 

เช้าวันต่อมา สองพ่อลูกตุเรงกันมาท่ามกลางแสงแดดด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าจากบ้านพักย่านบางขุนเทียน เพื่อมาที่สภาทนายความบางเขน เมื่อไปถึงที่หมายคุณพ่อจูงมือลูกสาวข้างกายไม่ห่าง เพื่อเป็นคำมั่นว่า วันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราสองคนพ่อลูกจะสู้ไปด้วยกัน...

คุณพ่อจูงมือลูกสาวเดินเข้าไปในสภาทนายความ
สองพ่อลูกเดินทาง ทวงถามความยุติธรรม
ภาทนาย ไล่บี้ บังคับคดียึดทรัพย์ ชดใช้เหยื่อมินิแดง

นายสรัลชาให้การต้อนรับผู้สื่อข่าวและสองพ่อลูกเป็นอย่างดี โดยมีการซักถามถึงเรื่องคดีความทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยระบุว่า ทั้งคู่มาขอความช่วยเหลือถูกที่แล้ว เพราะสภาทนายมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ก่อนอื่นต้องขอโทษทางผู้เสียหาย ที่เคยร้องเรียนมายังสภาทนายความเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้รับความสะดวกและถูกปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป ซึ่งทางสภาทนายความมีความเห็นว่าทางผู้เสียหายถูกละเลยและไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่ทางผู้เสียหายเป็นพลเมืองดีที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ แล้วถูกจำเลยในคดีขับรถชนจนทำให้ทุพพลภาพ

ผมเห็นว่า เป็นคดีที่สมควรให้ความช่วยเหลือ โดยจะส่งต่อให้ทางคณะกรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย คุณเสาวรียา ไชยยังธันทวี เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และจะตามเร่งคดีที่ศาลพิพากษาให้ชำระเงินจำนวน 7 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีที่ซึ่งยังไม่ถูกบังคับคดีตั้งแต่ปี 2557

ทางสภาทนายความเห็นว่าผู้เสียหายต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี จึงเป็นคดีเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ ในส่วนของจำเลยทั้ง 4 ที่ไม่ยอมชดใช้หลังจากศาลพิพากษา จะต้องมีการยึดทรัพย์ บังคับคดีนำมาชำระให้ผู้เสียหาย โดยการดำเนินงานทั้งหมดทางสภาทนายความจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น” เลขาธิการสภาทนายความ รับปากช่วยเหลือสองพ่อลูก

น.ส.เสาวรียา ไชยยังธัญทวี กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ

ด้าน น.ส.เสาวรียา ไชยยังธัญทวี กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ กล่าวว่า คดีดังกล่าวนี้ ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่หากไม่ได้ดำเนินการชดใช้ค่าเสียหาย จะต้องขอศาลแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์โจทก์ ซึ่งพิจารณาดูแล้วเห็นว่า ทางโจทก์น่าจะมีทรัพย์สิน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาสืบทรัพย์ประมาณ 1 เดือน แต่ถ้ายังสืบไม่เจอก็จะต้องใช้ระยะเวลามากขึ้น และจะให้เจ้าพนักงานคดีเป็นผู้มีอำนาจยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดต่อไป

ต่อมา ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้พาสองพ่อลูก เดินทางต่อไปยังกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยทันทีที่พวกเราขึ้นไปยังชั้น 5 ที่ตั้งของสำนักงาน กยศ. ก็พบกับ นายปรเมศวร์ สังข์เอี่ยม ผู้อำนวยการฝ่ายคดีและบังคับคดี รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริหารหนี้ กยศ. พร้อมกับทีมงานยืนคอยต้อนรับอยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจของสองพ่อลูกอย่างมากที่ทาง กยศ. เห็นความสำคัญของลูกหนี้อย่างพวกเขา

นายปรเมศวร์ สังข์เอี่ยม ผู้อำนวยการฝ่ายคดีและบังคับคดี รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริหารหนี้ กยศ.
กยศ. ดันเรื่องระงับการเรียกชำระหนี้เหยื่อมินิแดง หลังเป็นบุคคลทุพพลภาพ

หลังจากที่ทางลูกหนี้และกยศ. ได้พูดคุยกันถึงรายละเอียด นายปรเมศวร์ กล่าวว่า กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินพิการหรือทุพพลภาพไม่สามารถประกอบการงานได้ กองทุนสามารถพิจารณาระงับการเรียกชดใช้ชำระหนี้ได้ โดยให้ผู้กู้ยืมส่งสำเนาสมุดประจำตัวคนพิการ และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้กองทุนพิจารณาอนุมัติระงับการเรียกให้ชำระหนี้ต่อไป แต่หนี้ยังคงอยู่ เพราะตามพ.ร.บ หนี้จะระงับต่อเมื่อผู้กู้เสียชีวิตเท่านั้น แต่เมื่อผู้กู้มีสภาพร่างกายที่พิการอย่างถาวร ทางกองทุนจะไม่เรียกเก็บหนี้ เว้นแต่หากวันหนึ่งผู้กู้มีงานทำ และมีรายได้ ผู้กู้ยืมต้องมาชำระหนี้ ตามเงื่อนไขทางกฎหมาย ยกเว้นกรณีที่ผู้กู้มีรายได้ไม่เกิน 4,700 บาทต่อเดือน จะยกเว้นการชำระหนี้

ทั้งนี้ เอกสารในการระงับการเรียกชดใช้ชำระหนี้นั้น จะต้องประกอบไปด้วย 1.สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ 2.ใบรับรองแพทย์ 3.สำเนาบัตรประชาชน เมื่อมีเอกสารครบแล้วจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 2 วัน ถ้าถูกต้องตามเงื่อนไขจะมีหนังสือถึงผู้กู้ว่า ทางกองทุนได้ระงับการเรียกให้ชำระหนี้แล้ว หลังจากนั้นจะไม่มีจดหมายทวงหนี้ส่งไปที่บ้านอีกต่อไป

“ตอนนี้ผมรับเรื่องของน้องปลั๊กไว้แล้ว และจะรีบพิจารณาให้เร็วที่สุด ได้เรื่องอย่างไรจะแจ้งไปยังคุณพ่ออีกครั้ง โดยในเบื้องต้นทางน้องปลั๊กไม่ต้องชำระหนี้ กยศ. จำนวนกว่า 2 แสนบาทแน่นอนครับ” รักษาการ ผอ.ฝ่ายบริหารหนี้ กยศ. ให้คำมั่น

น.ส.โชติกา ประสารโสภณ หรือ ปลั๊ก เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ขณะที่ นายพิจักษณ์ ตั้งเจริญโสภณ คุณพ่อของปลั๊ก ได้กล่าวขอบคุณทางสภาทนายความ และกยศ. ที่ให้การต้อนรับในวันนี้และให้ความช่วยเหลือพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างดี โดยยอมรับว่า วันนี้ซาบซึ้งในน้ำใจของทุกๆ ฝ่ายมาก รวมทั้ง อบอุ่นใจที่ไทยรัฐไม่ทอดทิ้งผู้เสียหายสองพ่อลูกคนนี้ ทำให้พวกเขามีแรงฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อทวงความยุติธรรมมาสู่ครอบครัว

ด้าน น.ส.โชติกา ประสารโสภณ หรือ ปลั๊ก เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย พยายามเรียบเรียงคำพูดที่จะบอกกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า "รู้สึกดีใจมากๆ เลยค่ะ อย่างน้อยยังมีองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือเราอยู่ ไม่ได้ทอดทิ้งเรา ต้องขอขอบคุณมากๆ เลยค่ะ" แววตาของผู้หญิงที่นั่งตรงหน้ารับรู้ได้ว่าทุกคำพูดของเธอกลั่นออกมาจากใจจริงๆ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บาปบริสุทธิ์มินิแดง EP.1 สาวสวยวิ่งตามฝันแอร์โฮสเตส หนุ่มซิ่งมินิชนยับดับอนาคตวูบ

บาปบริสุทธิ์มินิแดง EP.2 มีใบขับขี่ 4 ด. ควบปอร์เช่ชนซ้ำ 10 วันยังไม่ตั้งข้อหา

บาปบริสุทธิ์มินิแดง EP.4 โอละพ่อ! ไขปริศนาปอร์เช่ 1 คัน ไฉน 2 ทะเบียน?

บาปบริสุทธิ์มินิแดง EP.5 ชลวิทย์ช่วย 2 หมื่น ประกันจ่ายแสน เหยื่อปอร์เช่ชีวิตเปลี่ยน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้