วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ขนส่ง-ตร.ถอยกรูด ยังไม่จับ นั่งแค็บ-ท้ายกระบะ

ขนส่ง-ตร.ถอยกรูด ยังไม่จับ นั่งแค็บ-ท้ายกระบะ

  • Share:

รอถกใหม่หลังโดนเฉ่งยับ แต่เอาผิดคนไม่คาดเข็มขัด

วันแรกดีเดย์ลุยจับปรับ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืนนั่งท้ายรถกระบะ และนั่งในแค็บ ตำรวจสนองนโยบายรัฐบาล คสช.เต็มที่ ทั้งในกรุงและต่างจังหวัดเริ่มตั้งแต่เช้าทั้งจับทั้งว่ากล่าว แต่สุดท้ายโดนคนทั้งประเทศรุมจวกหนักโดยเฉพาะช่องทางโซเชียล ตกเย็นถอยกรูด บิ๊กตำรวจ-ขนส่งตั้งโต๊ะร่วมแถลง อ้างรัฐบาลสั่งอนุโลมให้นั่งท้ายกระบะ-แค็บ ไปจนถึงหลังสงกรานต์ แต่ยังบังคับคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ แฉชาวบ้านต่างจังหวัดส่วนใหญ่ใช้รถกระบะโดยเฉพาะแบบมีแค็บ โวยแหลก สั่งห้ามใช้เดินทางลำบาก ขณะเดียวกัน คนแห่ซื้อเข็มขัดนิรภัยมาติดตั้งคู่ละ 500-800 บาท เผยประทับใจ พ.ต.ท. ที่ชุมพรโพสต์ค้าน ก.ม.รังแกคนจน จนถูกสั่งชี้แจง ขณะที่จอนนี่ มือปราบ ชี้ นี่คือวิถีคนจน

เริ่มแล้วดีเดย์จับไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และฝ่าฝืนนั่งท้ายกระบะ-แค็บหลังคนขับ มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14-15/2560 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายจราจรของรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ ให้คาดเซฟตี้เบลต์เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งห้ามนั่งท้ายรถกระบะ และห้ามนั่งแค็บ โดยบังคับใช้จริงจังตามคำสั่งดังกล่าววันที่ 5 เม.ย. เป็นวันแรก

สน.ท่าเรือประเดิมจับไม่คาดนิรภัย

โดยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่บริเวณสี่แยกใกล้ตลาดคลองเตย ถนนพระราม 4 แขวงและเขตคลองเตย พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.สมบัติ แก่นวิจิตร ผกก.สน.ท่าเรือ ร่วมกันนำกำลังตำรวจจราจร สน.ท่าเรือ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ พร้อมตรวจจับบังคับใช้กฎหมายกรณีผู้โดยสารจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกคนตามคำสั่งมาตรา 44 ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งให้เริ่มจับปรับตั้งแต่วันนี้เป็นวันแรก พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจกล่าวว่า นโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจปฏิบัติพร้อมบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับจราจรอย่างเคร่งครัดต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน หากพบผู้กระทำความผิดจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย เบื้องต้นพบผู้กระทำความผิด 1 ราย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เป็นแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า อัลติส สีเขียว-เหลือง ทะเบียน ทส 3273 กรุงเทพมหานคร มีนายกฤตวรรณ โตสงค์ เป็นคนขับ ได้แจ้งข้อหาพร้อมให้ใบสั่งเปรียบเทียบปรับต่อไป

บิ๊ก ตร.คาดหวัง ปชช.ร่วมมือ

ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (บริเวณเกาะพญาไท) แขวงทุ่งพญาไท เขตพญาไท พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.เทียนชัย คามะปะโส รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสงสิ่ง ผกก.สน.พญาไท เจ้าหน้าที่ตำรวจจากจราจรกลาง เจ้าหน้าที่ทหารกว่า 50 นาย ลงพื้นที่ เพื่อจับกุมเข้มงวดกวดขันการใช้เข็มขัดนิรภัย การโดยสารรถกระบะ โดย พล.ต.ท.วิทยากล่าวว่า วันนี้เป็นวันเริ่มบังคับใช้กฎหมายการคาดเข็มขัดนิรภัย และห้ามผู้โดยสารนั่งท้ายรถกระบะ หลายภาคส่วนร่วมกันทำงาน คาดหวังและห่วงใยประชาชนจะให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ ยังอยากฝากถึงการใช้ความเร็วรถไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ไม่ขับรถฝ่าฝืนกฏจราจร ในวันนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ เริ่มต้นเปิดการรณรงค์กวดขันจับกุมรถที่น่าจะเกิดอันตรายแก่ผู้โดยสาร เช่น รถกระบะ หรือรถโดยสาร

ผดส.ไม่รู้ไม่ได้ คนขับแท็กซี่ต้องแนะ

พล.ต.ท.วิทยากล่าวต่อว่า วันนี้ได้บังคับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารให้คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่สามารถอ้างว่าไม่ทราบ เพราะผู้ขับขี่รถสาธารณะต้องแนะนำผู้โดยสาร ไม่งั้นจะมีโทษปรับทั้งคู่ โดยทางกรมขนส่งทางบกชี้แจงชัดเจนว่า ต้องใช้รถให้ถูกกับประเภทรถที่จดทะเบียนไว้ เช่น 1.รถกระบะที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (ป้ายสีขาว ตัวอักษรสีฟ้า) เป็นรถกระบะที่มีหลังคาและมีที่นั่งสองแถว “ไม่ห้าม” สามารถนั่งตามที่นั่งที่จัดไว้ได้ 2.รถกระบะที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (ป้ายสีขาว ตัวอักษรสีเขียว) และเดินทางบนถนนทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงระหว่างจังหวัด ทางหลวงระหว่างอำเภอ ทางหลวงชนบท และทางหลวงตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 “ห้าม” นั่งท้ายกระบะ มีความผิดฐานใช้รถผิดประเภท 3.รถกระบะมีแค็บ “ห้าม” นั่งในแค็บ เพราะส่วนที่เป็นแค็บไม่ได้ออกแบบให้เป็นที่นั่ง แต่ไว้สำหรับใส่สิ่งของ มีความผิดฐานใช้รถผิดประเภท แต่จะมีกรณีการนั่งท้ายรถกระบะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้ดุลพินิจการใช้งาน และถือว่าไม่ผิดได้ คือ การนั่งท้ายรถกระบะที่เดินรถในถนนปิดที่จัดให้มีการเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ และไม่มีการเคลื่อนที่ของรถหรือเคลื่อนที่อย่างช้าๆ นั่งท้ายกระบะที่บรรทุกพืชผลการเกษตรซึ่งเดินรถในพื้นที่การเกษตร เช่น สวนหรือไร่นา

ให้นั่งรถตู้อย่านั่งท้ายรถกระบะ

“การยื่นแก้ไขประเภทรถให้ตรงกับการใช้ งานนั้นสามารถทำได้ที่กรมการขนส่ง เพื่อให้พี่น้องปฏิบัติตามกฎหมายและเพื่อความปลอดภัยของประชาชนเอง วันนี้ได้ประชาสัมพันธ์แล้วว่าอย่าเดินทางโดยนั่งท้ายรถกระบะ ให้เดินทางด้วยรถตู้โดยสารทั่วประเทศ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นจะจับและถือเป็นความผิด ช่วงนี้อยู่ในช่วงประชาสัมพันธ์แนะนำ ตักเตือน หากเป็นรถกระบะยืนยันไม่สามารถนั่งท้ายรถได้อย่างแน่นอน ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นรถราชการหรือไม่ก็ตาม” พล.ต.ท.วิทยากล่าว

ผดส.โดนปรับ อ้างแท็กซี่ไม่บอก

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จับกุมรถแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีชมพู ทะเบียน ทส 9763 กรุงเทพ– มหานคร ข้อหา “ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย” มีนายไสว แก้วเก้า อายุ 69 ปี เป็นคนขับ และผู้โดยสาร 2 คนคือนายพีรพล วงษ์ศรี อายุ 29 ปี และ น.ส.จารุวรรณ ทัศมี อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ได้เปรียบเทียบปรับขั้นต่ำแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารคนละ 100 บาท โดยนายพีรพลกล่าวว่า จะเดินทางไปสายใต้ใหม่เพื่อเดินทางกลับบ้านที่ภาคใต้ ขณะขึ้นรถ คนขับไม่ได้แจ้งเตือนว่าต้องคาดเข็มขัด ทำให้ไม่ทราบจนมาถูกจับกุม

ที่อุบลฯคนไม่พอใจ–ตร.เตือนก่อน

ส่วนบรรยากาศและผลกระทบกรณี คสช.ใช้อำนาจตาม ม.44 บังคับใช้กฎหมายที่ให้ผู้โดยสารรถจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ห้ามนั่งกระบะท้ายและห้ามนั่งช่วงแค็บเป็นวันแรก ที่ จ.อุบลราชธานี บริเวณจุดตรวจวินัยจราจรตู้ยามชนะมี ถนนวาริน-ศรีสะเกษ ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ ตำรวจจราจร สภ.วารินชำราบ ตั้งจุดตรวจพบว่าในช่วง 1 ชั่วโมง พบการกระทำผิดนั่งรถกระบะแค็บด้านหลัง และไม่คาดเข็มขัดนิรภัยประมาณ 25-30 คัน เจ้าหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือน สอบถามผู้ใช้รถกระบะส่วนใหญ่ไม่พอใจกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพราะมีความจำเป็นใช้รถกระบะรับส่งญาติพี่น้อง และใช้ขนส่งทางการเกษตร เช่นเดียวกับที่ จ.ขอนแก่น บริเวณสี่แยกถนนกลางเมืองตัดกับถนนเลี่ยงเมือง บ้านโนนตุ่น ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น พ.ต.อ.นพดล เพ็ชรสุทธิ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น นำกำลังตั้งด่านตรวจ เพียง 2 ชม.จับปรับและตักเตือนผู้กระทำผิดไปแล้วกว่า 100 ราย

คนลาวโดนปรับหลังข้ามแดน

ส่วนที่ จ.หนองคาย ที่ด่านตรวจถนนเลี่ยงเมือง ทางไปสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีผู้ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยถูกจับปรับแล้วกว่า 50 ราย 1 ในนั้นมีนายเวียงชัย บูตาวง ชาวลาว ขับรถกระบะสี่ประตูโดยคาดเข็มขัดนิรภัย แต่คนนั่งหลังไม่ได้คาด จนถูกเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับ โดยนายเวียงชัยบอกว่า ไม่รู้ว่าทางการไทยมีกฎหมายเรื่องนี้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย และจะกลับไปเตือนเพื่อนฝั่งลาว ถ้าจะข้ามมาฝั่งไทยต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกคน ส่วนที่ จ.สกลนคร พ.ต.ท.อภิชาติ ครองยศ สว.จร.สภ.เมืองสกลนคร พร้อมกำลังตั้งด่านหน้า สนง.เทศบาลตำบลงิ้วด่อน ถนนสกล-นาแก อ.เมืองสกลนคร พบผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านชนบทที่ยังไม่ทราบ และไม่เข้าใจกฎหมาย เจ้าหน้าที่เน้นใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือนแทนเปรียบเทียบปรับ พร้อมให้คำแนะนำผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

ควรอนุโลมคน ตจว.ใช้กระบะมากกว่าเก๋ง

ด้าน จ.เชียงใหม่ ขณะที่ พ.ต.อ.ฐาปนพงศ์ ชัยรังษี ผกก.กลุ่มงานจราจร บก.ภ.จ.เชียงใหม่ ตั้งด่านตรวจหน้าวัดโลกโมฬี ถนนมณีนพรัตน์ พบชายคนหนึ่งขี่ จยย.มาจอด พูดเสียงไม่พอใจมาตรการนี้ โดยบอกว่าน่าจะอนุโลม เพราะต่างจังหวัดส่วนใหญ่ใช้รถกระบะหรือรถปิกอัพมากกว่ารถเก๋ง ขณะที่ พ.ต.อ.ฐาปนพงศ์เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันแรก ตำรวจจะว่ากล่าวตักเตือนยังไม่จับกุม ส่วนที่ จ.พิษณุโลก พ.ต.ท.เอกลักษณ์ ชาญจิตรวิชัย สว.จร.สภ.เมืองพิษณุโลก ตั้งด่านตรวจบริเวณถนนสีหราชเดโชชัย พิษณุโลก-นครสวรรค์ ต.บ้านคลอง อ.เมืองพิษณุโลก พบคนขับและผู้โดยสารส่วนใหญ่ตื่นตัวรัดเข็มขัดครบทุกที่นั่ง แต่บางคันมีผู้นั่งโดยสารบริเวณกระบะท้าย ได้ว่ากล่าวตักเตือน

สาวสุพรรณบ่น เดินทางลำบาก

จ.ชัยนาท ร.ต.อ.ศิวาวุธ ถนอมชาติ สว.จร.สภ.เมืองชัยนาท เปิดเผยว่า จะประชาสัมพันธ์และ ว่ากล่าวตักเตือน ไปก่อน 1-2 วัน อยากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่ผู้ใช้รถต่างเห็นด้วยกับการกวดขันวินัยจราจร เพราะจะลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางท้องถนน แต่ยังมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย เพราะครอบครัวมีฐานะยากจนมีรถคันเดียว เวลาไปไหนมาไหนก็ไปเป็นครอบครัว คล้ายๆกับความเห็นของนางอัมพร เพ็ญสูตร อายุ 46 ปี ชาว จ.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ไม่ให้ผู้โดยสารนั่งในแค็บรถกระบะ และหลังรถกระบะ ทำให้ครอบครัวเดินทางลำบาก “กระบะหลังก็นั่งไม่ได้ จะให้นั่งบนฝากระโปรง หรือหลังคารถดี”

ตร.หาดใหญ่เร่ง ปชส.ก่อนสงกรานต์

ไปที่ภาคใต้ จ.สงขลา พ.ต.ท.สิทธิ์ศักดิ์ จันทร์สว่าง สว.จร. สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยขณะนำกำลังตั้งจุดตรวจบนถนนเพชรเกษมบริเวณสี่แยก สะพานดำเส้นทางสายหลักเข้าเมืองหาดใหญ่ว่าได้ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่ามาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ หลังจากนี้จะใช้มาตรการอย่างเข้มข้นเนื่องจากใกล้เทศกาลสงกรานต์ มีผู้คนเดินทางหนาแน่น

รถตู้สงขลาพร้อมทำตามกฎ

ขณะเดียวกัน ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แห่งที่ 1 เจ้าหน้าที่ สนง.ขนส่งจังหวัดสงขลาร่วมกับเจ้าหน้าที่ บขส.หาดใหญ่ ตรวจสอบรถตู้โดยสารสาธารณะภายในสถานีขนส่งหาดใหญ่ที่ให้บริการทั้งเส้นทางภายในจังหวัดและใกล้เคียง เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ให้ผู้โดยสารและคนขับรถจะต้องรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งเพื่อความปลอดภัย พบว่ารถตู้โดยสารทุกคันปฏิบัติตามกฎหมายทั้งคนขับและผู้โดยสารก่อนที่จะออกเดินทาง เช่นเดียวกับรถบัสเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและปฏิบัติตามกฎหมายเช่นกัน จากการสอบถามคนขับรถตู้ เปิดเผยว่า พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎหมายเพราะสร้างความปลอดภัยให้กับคนขับและผู้โดยสารในกรณีเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้จะปฏิบัติตามระเบียบอื่นๆ เช่น ขับรถความเร็วไม่เกิน 100 กม.ต่อชั่วโมง และบรรทุกผู้โดยสารตามจำนวนที่กำหนด เป็นต้น

แห่ซื้อ–ซ่อมเซฟตี้เบลต์คึก

ส่วนที่ จ.นราธิวาส นายแสน ทองคำโพง ผจก.ร้าน เอส.วี.ประดับยนต์ สาขาสุไหงโก-ลก กล่าวว่า มีประชาชนทยอยมาติดตั้งและซ่อมแซมเข็มขัดนิรภัยที่ชำรุดอย่างต่อเนื่อง หลังกฎหมายบังคับใช้ ความเห็นส่วนตัวถือว่าทำถูกต้อง เมื่อเทียบกับชีวิตคนที่ไม่สามารถตีเป็นมูลค่าได้ ขณะที่ ชาว จ.นครสวรรค์ ต่างเข้าไปเลือกซื้อเข็มขัดนิรภัยมือสองนำมาติดตั้งในรถยนต์ โดยนายสุชาติ ปัญจพัฒนศิริ ผู้ประกอบการ เปิดเผยว่า มีประชาชนสนใจซื้อเข็มขัดนิรภัยมือสองเพิ่มมากขึ้น ทางร้านขายคู่ละ 500-800 บาท แต่ลูกค้าต้องไปติดตั้งกันเอง

สั่ง พ.ต.ท.ชี้แจงหลังโพสต์ค้าน

นอกจากนี้ ในโลกโซเชียล มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนี้ และโพสต์ข้อความเสนอแนะ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น โดยเฉพาะผู้โพสต์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม สว.อก.สภ.สลุย จ.ชุมพร ใช้เฟซบุ๊ก Aggarach Hoonngaum โพสต์ข้อความโดยสรุประบุถึงนโยบายห้ามคนนั่งกระบะหลังว่า การออกกฎหมายไม่ควรก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน และควรฟังเหตุผลของทุกคนทุกระดับ ขณะที่ พ.ต.อ.วิมล พิทักษ์บูรพา รอง ผบก.ภ.จ.ชุมพร กำกับดูแลงานจราจรกล่าวว่า สั่งให้ พ.ต.ท.เอกราช ทำหนังสือชี้แจงทำไมถึงแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ เพราะหน้าที่ของตำรวจต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ไม่ใช่ออกมาต่อต้าน แต่ไม่ได้ลงโทษ ดูแล้วเป็นการอิงกระแส คงไม่ได้คิดอะไร แต่ตำรวจต้องมีวินัยและทำตามนโยบายรัฐบาลเป็นหลัก เน้นการอะลุ่มอล่วยว่ากล่าวตักเตือน และรณรงค์ให้ประชาชนทราบ มีรายงานว่า หลังถูกเรียกชี้แจง หน้าเฟซบุ๊กของ พ.ต.ท.เอกราช จากเดิมใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ได้เปลี่ยนหน้าเฟซบุ๊กใหม่เป็น “สารวัตรเอก หุ่น”

จอนนี่มือปราบ ชี้นี่คือวิถีคนจน

เช่นเดียวกับเฟซบุ๊ก ด.ต.ยุทธพงษ์ ศรีสมพงษ์ สังกัด กก.ปพ.บก.ป. (คอมมานโด กองปราบ) หรือชาวโซเชียลรู้จักในชื่อ จอนนี่มือปราบ โพสต์ข้อความพร้อมภาพจนมีผู้แชร์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมากระบุ “ชีวิตพวกเขาเลือกเกิดไม่ได้ คงเป็นเพราะความจนมันบีบบังคับ จนบางครั้ง ความตายเลยไม่เคยคิดกลัว และไม่เคยเก็บมาคิด ขอเพียงแค่ว่า วันหยุดเทศกาลได้ติดสอยห้อยตามรถเพื่อน รถเถ้าแก่ ได้กลับบ้านไปพบหน้าพ่อแม่และครอบครัว รวมทั้งพบปะเพื่อนฝูงที่บ้านที่ต่างจังหวัด นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องราวของการบรรทุก แต่มันคือเรื่องราวของการหอบเอาความคิดถึงหอบเอาความสุขที่จะได้พบหน้าคนที่เขารัก ที่ยังรอคอยพวกเขาที่บ้าน นี่คือวิถีชีวิตคนจน จะมีใครสักคนที่จะเข้าใจพวกเขาเหล่านี้
หวังว่าจะมีใครสักคน...ที่เข้าใจ เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายครับ-ด้วยความเคารพ

คนบันเทิงร่วมโพสต์จวก

ขณะเดียวกันคนในวงการบันเทิงได้โพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม และที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนยากคนจนทั้งประเทศ ทั้งการคาดเข็มขัดนิรภัย ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ และห้ามนั่งในส่วนแค็บของรถกระบะนั้น อาทิ “เกริก ชิลเลอร์” โพสต์ข้อความระบุว่า “บางเรื่องเราก็เอาประเทศที่กำลังพัฒนาแบบเรา ประเพณีและวัฒนธรรมแบบเรา ไปเปรียบกับประเทศอื่นไม่ได้นะครับท่าน รู้ครับว่าคนตายเยอะในทุกๆสงกรานต์ ตายเยอะจริงๆ จะแก้ แก้ที่ต้นเหตุเถอะครับ การขนส่ง ถนนหนทาง เจ้าหน้าที่คอยบริการประชาชน สุราควบคุมยังไง การเตรียมแผนงานความปลอดภัยเสียแต่เนิ่นๆ เป็นต้น ประเทศเราคนจนเยอะครับ ทางเลือกของคนบางคนน้อยจริงๆ ไม่มีใครอยากนั่งกระบะหลังหรอกครับ ทรมาน แต่เขาไม่มีรถกลับบ้าน จึงจำยอม! ต้องนั่งท้ายกระบะ! เข้าใจมั้ยครับ จำยอม และยอมเสี่ยงตาย! #ตายปีละหลายร้อยคนและตายแบบนี้มานานนนนนน อ๋อออออเพราะคนนั่งกระบะหลังนี่เอง!!!นี่เพิ่งรู้นะเนี้ย!!!!!!”

โจอี้บอยชี้จับเมาขับ ขี่ย้อนศรดีกว่า

ด้าน “โจอี้ บอย” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นว่า “ผมว่าขี่สวนเลนกับช้าวิ่งขวา น่าจะจับก่อนนั่งหลังกระบะ” ส่วน “อุ๋ย บุดดาเบลส” ได้เสนอความคิดผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “กฎหมายห้ามนั่งกระบะหลังและห้ามนั่งในแค็บ
เพราะกระบะจดทะเบียนเป็นรถ 2 ที่นั่งเนี่ย มันมีมานานมากแล้ว แต่อะลุ้มอล่วยกันมานานจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่ถ้ารัฐบาลและตำรวจจะมาบังคับใช้จริงๆเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชน ไปบังคับใช้กฎหมายลงโทษพวกเมาแล้วขับขี่ย้อนศร ให้ได้จริงๆก่อนเถอะครับ น่าจะมีประโยชน์กว่า” ขณะที่ “แทค-ภรัณยู” ได้โพสต์ข้อความแบบดุเดือดเช่นเดียวกันว่า “ตกลงพวกกูซื้อรถเอง จ่ายภาษีเอง พวกกูห้ามนั่ง โอเค# กูนอนแม่งเลย# กูงงกฎหมาย# บางทีก็คิดนะพวกผู้ใหญ่ใช้อะไรคิดกันว่ะ# หลายเรื่องละ# บอกเลยไม่เห็นด้วยครับ#”

บิ๊กตำรวจ–ขนส่ง แถลงด่วน

ต่อมาเวลา 18.00 น. ท่ามกลางการติติงของประชาชนทั่วประเทศกับเรื่องของการนั่งท้ายรถกระบะ และแค็บ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบก.จร. พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผบก.ทล. พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมขนส่งทางบก นายณัทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก ร่วมกันชี้แจงการปฏิบัติงาน หลังจากมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14-15/2560 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายจราจรของรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ และให้เริ่มบังคับใช้จริงจังตามคำสั่งดังกล่าววันนี้เป็นวันแรก และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นการห้ามนั่งท้ายรถ กระบะและห้ามนั่งแค็บ

อนุโลมนั่งท้ายกระบะ–แค็บ

พล.ต.อ.เดชณรงค์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สั่งการให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และรัฐบาลได้ออกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 14-15/2559 ให้บังคับใช้กฎหมายด้านจราจร แต่เกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ผ่านโลกโซเชียลจำนวนมาก รัฐบาลมอบให้คณะทำงานมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชนว่า กรณีที่มีคำสั่งห้ามนั่งท้ายรถกระบะ และห้ามนั่งแค็บในรถกระบะ 2 ประตูนั้น สามารถอนุโลมได้ไปจนถึงช่วงหลังสงกรานต์ แต่ไม่ระบุช่วงเวลา คณะทำงานจะต้องพูดคุยกันอีกครั้ง ในกรณีที่นั่งท้ายกระบะ ห้ามประชาชนนั่งขอบกระบะ หากเจ้าหน้าที่พบเห็น จะต้องมีการเตือนแต่จะไม่มีการปรับ ส่วนภายในกระบะหรือแค็บ นั้นสามารถนั่งได้ตามความเหมาะสม รัฐบาลไม่ได้ระบุว่าจะต้องนั่งกี่คน ส่วนการคาดเข็มขัดนิรภัยยังคงบังคับใช้ไปตามเดิมโดยเฉพาะรถตู้โดยสารสาธารณะ วันนี้ที่มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจับปรับสำหรับผู้ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลพบเห็นน้อยมาก แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ สำหรับค่าปรับที่เสียไปแล้ว จะเอาคืนไม่ได้

ออก ก.ม.รถตู้ต้องมีทางออกฉุกเฉิน

มีรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง การจัดวางที่นั่งรถตู้โดยสารสาธารณะ ตามมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ พ.ศ.2560 เพื่อเป็นการดำเนินการตามมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ สมควรกำหนดการจัดวางที่นั่งสำหรับรถตู้โดยสารให้มีทางออกไปยังประตูฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเกิดอุบัติเหตุ อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 15/2560 เรื่อง มาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ออกประกาศให้รถตู้โดยสารในประเภทการขนส่งประจำทางและไม่ประจำทาง จัดวางที่นั่งผู้โดยสารของรถที่จดทะเบียนใหม่ได้ไม่เกิน 13 ที่นั่ง โดยที่นั่งแถวหลังสุดต้องมีช่องทางเดินขนาดไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร เพื่อให้ผู้โดยสารใช้เป็นทางออกฉุกเฉินด้านท้าย และเปิดออกจากตัวรถได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเกิดอุบัติเหตุ ส่วนรถที่จดทะเบียนไว้แล้วก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ที่มีที่นั่งผู้โดยสารเกิน 13 ที่นั่งให้จัดวางที่นั่งผู้โดยสารได้ ไม่เกิน 13 ที่นั่ง และมีช่องทางเดินเช่นเดียวกัน รถที่ดำเนินการตามข้อกำหนดแล้ว ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพและแก้ไขรายการทางทะเบียน ณ สำนักงานขนส่งภายในระยะเวลาที่กำหนด

รถโดยสารสาธารณะต้องมีสมุดประจำรถ

พร้อมกันนี้ยังมีประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดประเภทผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง และหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการจัดให้มีสมุดประจำรถ ประวัติผู้ประจำรถ การตรวจสอบสภาพและความพร้อมของรถและผู้ขับรถ และรายงานอุบัติเหตุที่เกิดจากการขนส่ง พ.ศ.2560 มีเนื้อหาสรุปว่า ในการใช้รถขนส่ง ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ต้องจัดให้มีหรือจัดทำเอกสาร สมุดประจำรถ ประวัติผู้ประจำรถ การตรวจสอบสภาพและความพร้อมของรถและผู้ขับรถ และรายงานอุบัติเหตุที่เกิดจากการขนส่ง ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ในประเภทการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก และการขนส่งระหว่างประเทศ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ในประเภทการขนส่งส่วนบุคคล ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ ในประเภทการขนส่งไม่ประจำทาง การขนส่งส่วนบุคคล และการขนส่งระหว่างประเทศ ต้องจัดทำเอกสารดังกล่าวด้วยเช่นกัน และต้องควบคุมกำกับดูแลให้ผู้ขับรถบันทึกข้อมูลรายการในสมุดประจำรถให้ครบถ้วนถูกต้อง ต้องจัดทำประวัติผู้ประจำรถตามเงื่อนไขที่กำหนด ต้องตรวจสอบสภาพและความพร้อมของรถ และต้องจัดทำรายงานอุบัติเหตุที่เกิดจากการขนส่งในกิจการของตน โดยรายงานให้นายทะเบียนที่ออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เกิดอุบัติเหตุ

กำหนดประกันภัยเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดประเภทรถและวงเงินที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งหรือเจ้าของรถ ต้องจัดทำประกันภัยเพิ่มเติมจากกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2560 โดยกำหนดวงเงินความคุ้มครองการจัดทำประกันภัยเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ประเภทการขนส่งประจำทาง ความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้โดยสารและบุคคลภายนอกในวงเงินไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายต่อคนในแต่ละครั้ง ความเสียหายต่อทรัพย์สินในวงเงินไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท สำหรับการชดใช้ ค่าเสียหายในแต่ละครั้ง รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ประเภทการขนส่งไม่ประจำทาง ความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้โดยสารและบุคคลภายนอกในวงเงินไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายต่อคนในแต่ละครั้ง ความเสียหายต่อทรัพย์สินในวงเงิน ไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหาย ในแต่ละครั้ง

มีผลบังคับใช้ทันที

รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (รถแท็กซี่) ความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้โดยสารและบุคคลภายนอกในวงเงินไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายต่อคนในแต่ละครั้ง ความเสียหายต่อทรัพย์สินในวงเงินไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายในแต่ละครั้ง รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (รถสามล้อ) ความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้โดยสารและบุคคลภายนอกในวงเงินไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายต่อคนในแต่ละครั้ง ความเสียหายต่อทรัพย์สินในวงเงินไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายในแต่ละครั้ง ซึ่งผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งหรือเจ้าของรถต้องจัดทำประกันภัยเพิ่มเติมดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่กำหนดในการเสียภาษีรถประจำปีครั้งถัดไปหลังจากประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้