วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'พรเพชร' หวังสัมมนาทุจริตฯ ได้ข้อมูลถูกต้อง นำไปตรากฎหมาย

'พรเพชร' หวังสัมมนาทุจริตฯ ได้ข้อมูลถูกต้อง นำไปตรากฎหมาย

  • Share:

สนช.จัดสัมมนา "การทุจริตเชิงนโยบาย" "พรเพชร" ชี้นับวันยิ่งซับซ้อนตรวจสอบยาก "อุดม" ยกตัวอย่างจำนำข้าวทุจริตขนานใหญ่ นักวิชาการแนะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม-เพิ่มโทษอาญา

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ที่ห้องสารนิเทศ อาคารรัฐสภา 1 คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมจัดสัมมนาทางวิชาการนำเสนอผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติเรื่อง "การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อการควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย"

โดย นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่สอง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา กล่าวรายงาน ว่า สนช.ในฐานะนิติบัญญัติออกกฎหมายมากมาย อยากให้มีการวิจัยเพื่อให้สมาชิกไปใช้งานทางด้านกฎหมายได้ เราหวังว่าการจัดสัมมนาในวันนี้จะได้ประโยชน์แก่สมาชิกทุกคน

ขณะที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวเปิดงานสัมมนาว่า การคอร์รัปชันเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก นับวันจะมีพัฒนาการที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การตรวจสอบทำได้ยากลำบาก แม้ว่าหลายประเทศพยายามหาแนวทางเพื่อลดความรุนแรงลงแต่ก็ยังไม่มีมาตรการใดที่แก้ปัญหาได้จริง สำหรับประเทศไทยการคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน ฝังรากลึกลงในทุกภาคส่วน ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศถึงแม้ว่าจะพยายามแก้ปัญหาโดยตั้งหน่วยงานเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมือง และยังพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน จากโครงการหรือนโยบายของรัฐบาลที่เรียกว่า การทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการทุจริตที่มีการทับซ้อน ใช้อำนาจรัฐผ่านการดำเนินนโยบาย การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของไทยจึงถูกหยิบยกเป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีกลไกในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ และกฎหมายลูกว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

จากนั้นเข้าสู่การสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อการควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย" จากวิทยากร โดย นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า การทุจริตเชิงนโยบายเป็นการทุจริตอย่างมีระบบ มีแบบแผนที่ดำเนินการโดยองค์ความรู้และบุคลากรที่มีอำนาจ ยกตัวอย่างโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินจำนวนมาก สมัยรัฐบาลนั้นจะต้องศึกษา แต่การศึกษาจะต้องมีผู้มีประสบการณ์ที่ทราบดีแล้วว่า โครงการนี้จะมีผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะการศึกษาเชิงวิชาการ แม้ในช่วงเกิดการส่อการทุจริตในโครงการ สภาผู้แทนฯก็ได้ตรวจสอบอย่างหนักแต่กลับไม่เป็นผล ตรงนี้เป็นช่องว่างในการตรวจสอบนโยบายขนานใหญ่ ชี้ให้เห็นว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านไม่เป็นผล เราต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร โปรเจกต์ใหญ่ๆ ของรัฐอยู่ที่ใคร รัฐเสียเงินจำนวนมากไปกับโครงการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะจัดการกับผู้กำหนดเชิงนโยบายไม่ชัดเจน ดังนั้นต้องกำหนดโทษกับผู้กำหนดนโยบายให้ชัด ที่ทำให้ประเทศเกิดผลเสียขนานใหญ่ด้วย

ด้าน นายปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การป้องกันการทุจริตที่ดี คือ การปราบปรามที่มีประสิทธิภาพ เช่น กฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และกฎหมายอื่นๆ ที่มีการลงโทษความผิดทางอาญา ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาจะต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางด้วยวิธีการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม กำหนดให้การสมคบคิดจะกระทำทุจริตเชิงนโยบายเป็นฐานความผิดทางอาญา โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินนโยบายก่อน จากปัจจุบันที่การลงโทษทางอาญาจะลงโทษได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำได้ลงมือและก่อให้ความผิดสำเร็จแล้วเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสมคบจะทำให้การปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ควรต้องมีมาตรการคุ้มครองพยานด้วย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการกระทำของผู้มีอิทธิพล ถ้าไม่มีมาตรการคุ้มครองพยานจะทำให้การหาหลักฐานในการเอาผิดทำได้ยาก.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้