วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เลิกกันแต่ลูกต้องอยู่กับใคร?

เลิกกันแต่ลูกต้องอยู่กับใคร?

โดย ทนายเจมส์
4 เม.ย. 2560 05:01 น.
  • Share:

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มาคุยกันเรื่องของอำนาจปกครองบุตรกันดีกว่า สัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ย่อมมีความรักลูก แต่เมื่อมีข้อขัดแย้งกันระหว่างพ่อแม่ หรือมีปัญหาของมือที่สาม จนทำให้คู่ชีวิตต้องเลิกรากัน (อ่านเพิ่ม หัวอกแม่! สาวร่ำไห้ทวงขอลูกคืน หน้าบ้านไฮโซตระกูลดัง หลังอดีตสามีฉกไปจากโรงเรียน (คลิป))

ทั้งสองฝ่ายก็มักจะเอาคำว่า "รักลูก" ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในการแย่งชิงอำนาจปกครอง หรือแย่งชิงความรักจากลูก เพื่อจะเอาตัวบุตรไปดูแล แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่ "ความรัก" แต่อาจจะเป็นเพียง "ต้องการเอาชนะ" เท่านั้นนะครับ

สิ่งที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง คือ ไม่ควรใช้เด็กเป็นตัวประกัน โดยบางครอบครัวไม่อนุญาตให้พ่อหรือแม่หรือญาติได้พบกับลูก จนกว่าจะได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของลูก หรือไม่ควรทำทุกอย่าง เพื่อเอาชนะอีกฝ่าย โดยบางครอบครัวถึงกับนำเรื่องราวที่ไม่ดีของอีกฝ่ายเล่าให้ลูกฟัง เพื่อชิงความรักจากลูก และให้ลูกเกลียดหรือกลัวอีกฝ่าย หรือไม่ควรบังคับจิตใจของลูก ไม่ว่าจะด้วย การบังคับ ขู่เข็ญ หรือหลอกลวง เช่น ห้ามไปกับคุณพ่อหรือคุณแม่ ถ้าไปจะฆ่าตัวตาย เป็นต้น

การกระทำดังกล่าวไม่ใช่ความรักลูกอย่างที่คุณคิดครับ เป็นเพียงความต้องการเอาชนะอีกฝ่าย และการกระทำลักษณะแบบนี้อาจจะทำให้เด็กมีปมด้อย เกิดความสับสน เกิดความกดดัน สุดท้าย อาจจะทำให้เด็กกลายเป็นเด็กมีปัญหา แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก้าวร้าว หรือรุนแรงออกมาต่อครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม ในอนาคต

กฎหมายได้กำหนดอำนาจปกครองบุตร และสิทธิในการติดต่อบุตรของตนได้ตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1567 ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ
(1) กำหนดที่อยู่ของบุตร
(2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
(3) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
(4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 1584/1 บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองก็ตาม

ในกรณีที่สามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส บุตรซึ่งเกิดมานั้น ย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ มารดาจึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

แม้บิดาจะอนุญาตให้ใช้นามสกุล หรือเลี้ยงดู ให้การศึกษาบุตร หรือมีชื่อปรากฏอยู่ในสูติบัตรของบุตรก็ตาม บิดายังคงเป็น บิดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังเดิม และบิดาดังกล่าวจะมีอำนาจปกครองบุตรได้นั้น ก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาในภายหลัง หรือมีอำนาจปกครองตามคำพิพากษาของศาล

อีกหนึ่งปัญหา สำหรับบิดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ ใจร้อนรอให้ศาลมีคำสั่งไม่ไหว จึงใช้วิธีชิงตัวบุตรไปเลี้ยงดู ให้การศึกษา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากมารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง จนมีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317, 318 หรือ 319 แล้วแต่กรณี

กรณีดังกล่าวนี้มีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแล้วว่า กรณีที่บิดานำบุตรนอกสมรสไปเสียจากการปกครองของมารดา เพื่อให้การอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา การกระทำมีเจตนาดีต่อบุตรจึงไม่ถือว่าเป็นการพรากผู้เยาว์ไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงไม่เป็นความผิดข้อหาพรากผู้เยาว์ เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 398/2517

ในกรณีที่ทำบันทึกข้อตกลงว่า มารดาสละอำนาจปกครองบุตรให้แก่ บิดาซึ่งเป็นบิดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น อำนาจปกครองบุตรไม่สามารถสละหรือโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ครับ เป็นข้อตกลงซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงลักษณะนี้จึงตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาจึงไม่สามารถนำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไปฟ้องบังคับให้มารดาปฏิบัติตามข้อตกลงได้

ส่วนในกรณีที่บิดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แอบไปชิงตัวบุตรของตนเองมาดูแล โดยเชื่อว่ามีอำนาจทำได้ตามบันทึกข้อตกลงข้างต้น ก็ไม่เป็นความผิดข้อหาพรากผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317, 318, 319 แล้วแต่กรณี เนื่องจากขาดเจตนาในการกระทำความผิด และขาดองค์ประกอบความผิด เนื่องจากไม่ถือว่าเป็นการพรากผู้เยาว์ ไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร

อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัวของผมไม่สนับสนุนให้แย่งชิงตัวบุตร หรือแสดงความขัดแย้งให้บุตรเห็นนะครับ เพราะอาจจะทำให้เด็กจดจำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไปใช้ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายควรหันหน้ามาหากัน และหาจุดกึ่งกลาง วางทิฐิ วางความขัดแย้ง วางข้อกฎหมาย วางความต้องการเอาชนะลงก่อน และยึดผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวบุตรเป็นที่ตั้งในการเจรจา ควรหาคนกลาง หรือนักจิตวิทยา หรือขอคำปรึกษาจากกรมสุขภาพจิต เพื่อช่วยแนะนำและคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นให้ยุติโดยเร็วที่สุด รวมถึงเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายครับ

สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้