วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'วิษณุ' ไม่หวั่นถูกคุ้ย ปมเงินงอก แขวะ 'เรืองไกร' ฟังบทสวดบังสุกุล

'วิษณุ' ไม่หวั่นถูกคุ้ย ปมเงินงอก แขวะ 'เรืองไกร' ฟังบทสวดบังสุกุล

  • Share:

"วิษณุ" รับมีทรัพย์เพิ่ม 87 ล้านจริง แต่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ไม่หวั่นถูกขุดคุ้ย ยันมีหลักฐานถูกต้องครบถ้วน แนะ "เรืองไกร" อยากรู้ไปขอ ป.ป.ช.ดูเอง ก่อนทิ้งท้ายเจ็บฝากบทสวด "พระธรรมคุณ-บังสุกุล"

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลัง 9 ปี ของนายวิษณุ เนื่องจากเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินมีเพิ่มมากขึ้น 87 ล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าวตนเคยยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว พร้อมแนบรายการเสียภาษีเงินได้ หากหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดมีข้อสงสัยก็ต้องเข้ามาตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร หรือ ป.ป.ช. หากเขาสงสัยตรงไหนแล้วต้องการเรียกให้ไปชี้แจง ตนก็ยินดีนำเอกสารหลักฐานไปชี้แจงทุกประการ เพราะตนมีหลักฐานทั้งหมดไว้เรียบร้อย และเคยยื่นหลักฐานเหล่านี้ไปแล้วเช่นกัน ไม่ได้มีปัญหา

"การที่คุณเรืองไกรมาตั้งข้อกล่าวนั้น ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าผมทุจริต แต่เป็นการตั้งข้อสงสัยเท่านั้นเองว่า ทำไมมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น แต่การมองว่าเพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นการสังเกตการเพิ่มขึ้น ในการเพิ่มขึ้นขาเข้าดำรงตำแหน่ง เทียบกับขาออกจากตำแหน่งในตำแหน่งเดียวกันนั้น แต่เป็นการไปเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณแล้วทิ้งช่วงไป 9 ปี ซึ่งช่วง 9 ปีนั้น ผมก็ไปทำมาหากิน แล้วก็กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งและได้มายื่นบัญชีทรัพย์อีก ก็นำช่วง 9 ปีนั้น มาดูว่าที่ยื่นครั้งสุดท้ายสมัยนายกฯ ทักษิณนั้น ได้เคยยื่นไว้ว่ามีเงินได้และทรัพย์สินเท่านี้ พอ 9 ปีผ่านพ้นไปมาเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ ได้ยื่นไปว่ามีเงินได้และทรัพย์สินดังต่อไปนี้ แล้วงอกเงยมาได้อย่างไรในช่วง 9 ปี อย่างที่คุณเรืองไกรพูดว่า 87 ล้านบาท ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหาในการชี้แจงเพราะมีหลักฐานแสดง" นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า แต่ถ้ามางอกเงยตอนที่กำลังเป็นรองนายกฯ ในตอนนี้ สมมติว่าตอนเข้ามามี 100 ล้านบาท แล้วตอนออกไปมี 200 ล้านบาทอย่างนั้น ก็ถือว่าผิดปกติ แต่กรณีที่ทิ้งช่วง 9 ปีนั้น ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินอะไรก็ไปทำมาหากิน ผมก็ไปเป็นกรรมการบริษัทมีทรัพย์สินงอกเงยขึ้นมาจริงๆ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมานั้นผมจำไม่ได้ว่ามีกี่ล้าน ซึ่งตัวเลขที่เขาบอกว่า 80 กว่าล้านนั้น ก็อาจจะใช่ เพราะเป็นไปตามที่ผมระบุไว้ เงินที่เพิ่มมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของทรัพย์สิน ไม่ใช่เรื่องของเงินสดที่มากองอยู่ ไม่ใช่เรื่องของรายได้

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า กรณีของตนนี้ก็เหมือนกับกรณีของนักการเมือง 60 ราย ซึ่งกรมสรรพากรได้รายงานให้ตนทราบว่า คนเหล่านั้นได้ไปชี้แจงต่อกรมสรรพากรให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว และได้รับการปล่อยไปเกือบหมด เหลือเพียงบางคนที่ยังไม่มาชี้แจง แต่ตนไม่ทราบว่ามีกี่ราย เขาสามารถชี้แจงได้ว่าตอนที่ยื่นเสียภาษีมีราคาประเมินอีกราคาหนึ่ง แต่เมื่อยื่นอีกครั้งเป็นราคาประเมินอีกราคาหนึ่งทำให้มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ว่ามีเงินมากองตรงหน้ามากขึ้น

"อย่างผมก็อยู่ในข่าย 60 นักการเมืองนั้น ที่บางทีเป็นการได้ทรัพย์สินที่เป็นมรดกหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าใครสงสัยว่าเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ ก็ไปตรวจสอบได้ว่าได้มาจากใคร ได้มาโดยวิธีใด ได้มาอย่างไร สำหรับผมยืนยันว่าทรัพย์สินที่งอกเงยมานั้น ผมได้เสียภาษีถูกต้องทั้งหมด เพราะถ้าเป็นส่วนงอกเงยจากเงินได้ก็ต้องเสียภาษี แต่ถ้างอกเงยจากที่ดินที่ได้รับมาจากการให้ ซึ่งมีทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งพวกคุณคงเข้าใจว่าที่ดินประเภทไหนที่ไม่ต้องเสียภาษี เช่น ที่ดินที่ได้จากบิดามารดาไม่ได้เสีย และผมเองก็มีทรัพย์สินมูลค่าที่ลงทุนในกองทุน LTF, RTF ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาในช่วง 9 ปี ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่ส่วนที่เป็นเงิน 70-80 ล้านบาทนั้น เป็นส่วนของอสังหาริมทรัพย์" นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่า หากนายเรืองไกรต้องการทราบข้อมูล การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายวิษณุ สามารถไปขอดูได้ที่สำนักงาน ป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เขาต้องไปพูดกับ ป.ป.ช.เอง เพราะตนไม่มีหน้าที่นำไปเปิดเผยต่อเขา เพราะเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแม้ว่าตนเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่นำไปเปิดเผยต่ออีก ก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. เพราะเขาไม่ให้พูด ถือเป็นความลับ และหากนำมาพูดกับบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการ ก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็สามารถไปดูได้จากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้

เมื่อถามว่า กังวลว่านับจากนี้จะถูกขุดคุ้ยเรื่องต่างๆ ขึ้นมาอีกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "ไม่มีปัญหา ส่วนที่มีการไประบุถึงกรณีที่ผมส่งลูกเรียนต่างประเทศนั้นก็เป็นเรื่องจริง ผมส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ไม่มีปัญหา ไม่ใช่เรื่องปกปิด ปิดบัง"

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการเอาคืนทางการเมืองหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่ขอตอบอะไร วิญญูชนย่อมรู้ได้ด้วยตัวเอง ก็เลยไม่ตื่นเต้นอะไร"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายวิษณุได้ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า รู้จักบทสวดมนต์บทพระธรรมคุณหรือไม่ ที่ว่าด้วย "สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฺฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ" แปลว่า เรื่องอย่างนี้วิญญูชนก็พึงรู้ได้ด้วยตัวเองว่ามีอะไรเกิดขึ้น เคยสวดกันไหม

เมื่อถามว่า ต้องสวดบทแผ่เมตตาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "อันนั้นเอาไว้ทีหลัง" เมื่อถามอีกว่า จะฝากบทสวดนั้นให้กับใครใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "รายนั้นต้องใช้บทสวด อนิจจา วตสังขารา ซึ่งเป็นบทสวดบังสุกุล" ก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้