วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เบาหวานอาละวาด 4.2 ล้านคนเป็นเหยื่อ

เบาหวานอาละวาด 4.2 ล้านคนเป็นเหยื่อ

  • Share:

ในบรรดาโรคภัยที่รุมเร้าคนไทย “เบาหวาน” เป็นหนึ่งในโรคที่คนไทยเป็นกันมาก

โรคเบาหวาน หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากการเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ก่อน การที่เป็นคนอ้วน หรือมีน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก

หรือแม้แต่การที่คนเรามีอายุมากขึ้น ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้น้อยลง รวมทั้งบางรายที่ตับอ่อนทำงานผิดปกติ ทำให้มีอินซูลินน้อยกว่าน้ำตาลในเลือด เป็นต้น

ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน บางรายยังไปชักนำเอาโรคต่างๆตามมาเป็นของแถม เช่น ไตเสื่อม ไตวาย โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง จอประสาทตาเสื่อม โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบหรืออุดตัน แม้กระทั่ง โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ นกเขาไม่ขัน หรือน้องชายไม่แข็ง เป็นต้น

อาการหรือสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่า เบาหวานอาจกำลังมาเยือน คือ หิวบ่อย กระหายน้ำบ่อย ฉี่บ่อย ง่วงนอนบ่อย ปัสสาวะเป็นฟอง หน้ามืด เวียนหัว วูบ ตาพร่ามัว ปัสสาวะหวานจนมดขึ้น บางรายมีอาการเบื่ออาหารหรือไม่หิวข้าว อ่อนเพลียเหนื่อยล้าง่าย ลิ้นชา ลิ้นแข็ง ลิ้นเป็นฝ้า ปวดแสบปวดร้อนบริเวณมือและเท้า มือบวม เท้าบวม หน้าบวม มือชา ขาชา เท้าชา และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ถือว่าปกติ หรือยังไม่เข้าขั้นป่วยเป็นเบาหวาน จะต้องมีค่าต่ำกว่า 100 ลงมา หากวัดค่าน้ำตาลในเลือดได้ 100-125 ถือว่าค่อนข้างสูง หรือเริ่มมีอาการเบาหวานขั้นต้นแล้ว ใครวัดได้ 126-180 ถือว่าสูงมาก และหากวัดได้เกินกว่า 180 ขึ้นไป ถือว่าอยู่ในขีดที่อันตราย

วันก่อนมีการจัดเวทีเสวนา เรื่อง “เบาหวาน...ปัญหาที่ไม่เบา และไม่หวานสำหรับคนไทย” ขึ้นที่ศูนย์การประชุมอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี เพื่อผนึกกำลังกันหาทางแก้ปัญหาโรคเบาหวานที่กำลังคุกคามสุขภาพคนไทยทั้งระบบ

ดร.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวานรวมทั้งสิ้นประมาณ 4.2 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 7.1% ของประชากรในจำนวนนี้ พบว่ามีผู้ป่วยที่เข้าถึงการรักษาเพียงแค่ 62% หรือประมาณ 2.6 ล้านคนเท่านั้น

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่หรือราว 80% ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเด็ดขาด ทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อน ทั้งโรคตา หัวใจ และโรคไตตามมา นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังระบุด้วยว่า ในปี 2559 มีผู้ป่วยเบาหวานไปรับการรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ คิดเป็นจำนวนครั้งมากถึง 14.4 ล้านครั้ง และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นไปกว่านี้

การป้องกันปัญหาโรคเบาหวานทั้งระบบ จึงเป็นความจำเป็น เพื่อลดปัญหาการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งหมายถึงลดต้นทุนหรือภาระค่าใช้จ่าย และลดความแออัดของสถานพยาบาล

แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็มีแผนยุทธศาสตร์ แต่ก็ยังดำเนินการไม่เป็นไปตามเป้า เพราะยังมีปัจจัยทางสังคมอีกหลายอย่าง ไม่เฉพาะแค่เรื่องการรักษาที่โรงพยาบาลเท่านั้น โรคเบาหวาน จึงกลายเป็นปัญหาที่ท้าทายของสังคมไทยในเวลานี้

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนงานนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ปัจจัยทางสังคมที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน เช่น เพศ กรรมพันธุ์ อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์เสี่ยงๆ เช่น ชอบทานหวาน มัน รวมถึงความเคร่งเครียดจากการทำงาน

“ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ก็มีส่วนหรือแนวโน้มทำให้เกิดโรคนี้ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นการหมั่นติดตามตรวจสุขภาพ ทั้งตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต คอเลสเทอรอล และหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ จึงมีความจำเป็น หากดูแลทุกปัจจัยที่ว่ามาได้ดี โอกาสที่จะเกิดโรคเบาหวานก็น้อยลง”

นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า การแก้ปัญหาโรคเบาหวานในเมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่การทุ่มงบประมาณมหาศาลลงไปในระบบบริการทางสุขภาพเท่านั้น เพราะต่อให้เพิ่มเท่าไร ก็คงไม่พอ หรือถมไม่เต็ม ตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันปัญหาที่ดีพอ

“ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง จึงแก้ปัญหาได้สำเร็จ”

นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) บอกว่า ถ้าประเทศไทยสามารถลดจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วน และโรคเบาหวานได้ จะประหยัดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาได้ปีละมหาศาล สามารถนำเงินที่ประหยัดได้นี้ไปใช้แก้ปัญหาสังคมด้านอื่นได้อีกมากมาย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ก็คือ เรายังขาดข้อมูลอีกมาก และต้องการความคิดแบบนอกกรอบ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาโรคเบาหวาน

เช่น ทำอย่างไรจึงจะให้เด็กๆออกจากห้องไปวิ่งเล่นหรือออกกำลังกาย แทนที่จะเอาแต่กินขนมขบเคี้ยว และนั่งเฝ้าอยู่หน้าจอทีวี หรือจอเกมคอมพิวเตอร์ และทำอย่างไรจึงจะให้เด็กๆช่วยไปชักจูงผู้ใหญ่ หรือคนในครอบครัว ให้ละจากกิจกรรมอย่างอื่น หรือพฤติกรรมสังคมก้มหน้า ไปออกกำลังกายด้วยกัน

ปิดท้ายที่ความเห็นของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่เห็นว่า ทั้ง 6 องค์กรด้านสุขภาพ คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.), สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ควรต้องหันมาร่วมมือกันจริงจัง เพื่อให้เกิดการบูรณาการนโยบาย

“โรคเบาหวานเป็นเรื่องใหญ่ สาเหตุของปัญหาก็ค่อนข้างกว้างด้วย การแก้ปัญหาให้สัมฤทธิผลจึงไม่จำกัดอยู่แค่การทำงานของกระทรวงสาธารณสุข แต่ยังไปรวมไปถึงอีกหลายกระทรวง เช่น มหาดไทย อุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น”

“ถ้าทุกหน่วยงานร่วมแรงแข็งขัน เอาจริงกับปัญหาเบาหวาน สามารถผลักดันนโยบายและมาตรการที่สำคัญเข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีอีก 7 กระทรวงร่วมด้วย จึงจะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างได้ผลต่อไป”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้