วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตื่นตา!! ฝูงวาฬเพชฌฆาตดำ กว่า 40 ตัว โผล่ว่ายทะเลเกาะไข่ (คลิป)

ตื่นตา!! ฝูงวาฬเพชฌฆาตดำ กว่า 40 ตัว โผล่ว่ายทะเลเกาะไข่ (คลิป)

  • Share:

ภาพจาก นายณัฐพงษ์ จันทร์อินทร์ ผู้จัดการเรือนำเที่ยวคุระกรีนวิว ทัวร์

ร้องว้าว!! นักท่องเที่ยวไทย-เทศ พบฝูงวาฬเพชฌฆาตดำ บริเวณเกาะไข่ มากกว่า 40 ตัว ขึ้นมาว่ายเล่นใกล้ๆ เรือหางยาว นักวิชาการแนะไม่ควรให้อาหารโดยเด็ดขาด ทั้งห้ามจับ-สัมผัส...

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายณัฐพงษ์ จันทร์อินทร์ ผู้จัดการเรือนำเที่ยวคุระกรีนวิว ทัวร์ เปิดเผยว่า หลังจากนักท่องเที่ยวได้พบเห็นวาฬเพชฌฆาตดำ หลายสิบตัว ขณะเดินทางไปชมความงามใต้ท้องทะเล อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และวิถีชีวิตของชาวมอแกน ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจองทัวร์เพื่อเดินทางไปเที่ยวที่หมู่เกาะสุรินทร์ ในวันเสาร์อาทิตย์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และพบว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะนำกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ของ The moken Eco village เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ขึ้นเรือหางยาว เดินทางไปชมความงามใต้ท้องทะเล บริเวณเกาะไข่ อ.คุระบุรี จ.พังงา ซึ่งเป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังหมู่เกาะสุรินทร์ ได้พบกับฝูงโลมา หรือวาฬ จำนวน 30-40 ตัว ขึ้นมาว่ายเล่นใกล้ๆ กับเรือหางยาวก่อนจะดำน้ำหายไป

ด้าน ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า วาฬดังกล่าวเป็นวาฬเพชฌฆาตดำ (False killer whale) ซึ่งเป็นฝูงเดียวกับที่เจอบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้มีการติดตามการอพยพย้ายถิ่นของวาฬฝูงดังกล่าว ตั้งแต่ตอนใต้ของหมู่เกาะสิมิลัน ขึ้นเหนือมายังหมู่เกาะสุรินทร์ และบริเวณเกาะไข่ จ.พังงา ซึ่งคาดว่า วาฬฝูงดังกล่าวจะย้ายถิ่นขึ้นไปเรื่อยๆ สู่ จ.ระนอง หรืออาจถึงประเทศเมียนมา ก่อนจะวนกลับลงมาทางใต้อีกครั้ง

ทั้งนี้ได้แนะนักท่องเที่ยวเมื่อพบวาฬ หรือโลมา ไม่ควรให้อาหารโดยเด็ดขาด รวมถึงไม่จับหรือสัมผัส ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืน โดยเรือควรเดินเรือช้าๆ ความเร็วไม่เกิน 4 นอต ในรัศมี 50-150 เมตร จากวาฬหรือโลมา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และให้เดินเรือเข้าทางด้านข้างของตัววาฬ หรือโลมาเท่านั้น ไม่เดินเรือตัดหน้าหรือตามหลัง เพราะจะทำให้โลมาได้รับอันตรายและตกใจกลัว

“การไม่ให้อาหารสัตว์ในธรรมชาติ เนื่องจากจะทำให้สัตว์มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและนิเวศวิทยาของสัตว์ป่า สร้างพฤติกรรมเรียนรู้ผิดๆ ให้กับสัตว์ซึ่งนำไปสู่อุบัติเหตุจนเกิดการบาดเจ็บ หรืออาหารที่ให้อาจมีการปนเปื้อนทำให้สัตว์เกิดความเจ็บป่วยทรมาน จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนักท่องเที่ยว และไม่ควรจับสัมผัสหรือลงเล่นน้ำกับวาฬ หรือโลมา เพราะอาจเกิดอันตรายต่อคนหรือสัตว์ จนอาจทำให้บาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิต รวมทั้งการติดเชื้อโรคที่ติดต่อจากคนสู่สัตว์หรือจากสัตว์สู่คน และไม่ควรทิ้งขยะลงทะเล เพื่อไม่ให้เพิ่มมลพิษทางทะเล เพราะสัตว์ทะเลอาจกินเข้าไปเกิดอันตรายถึงชีวิตได้” ดร.ก้องเกียรติ กล่าวในที่สุด

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้