วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นานา “ชะตากรรม” ผู้นำยุคอาหรับ สปริง

นานา “ชะตากรรม” ผู้นำยุคอาหรับ สปริง

  • Share:

ดวงกุด-ดวงแข็ง-แฟ้มภาพในปี 2551 พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย (ซ้าย) กุมมือประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ในการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับในกรุงดามัสกัสในซีเรีย ก่อนเกิดการปฏิวัติดอกมะลิ “อาหรับ สปริง” และกัดดาฟีพบจุดจบน่าอนาถ ส่วนอัล-อัสซาด ยังยืนหยัดอยู่ได้ (เอพี)

“อำนาจ” มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ สามารถทำให้ผู้กุมอำนาจ “ขึ้นสวรรค์” และ “ลงนรก” ได้ เช่นเดียวกับบรรดาอดีตผู้นำชาติตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีชะตากรรมแตกต่างกันหลังการปฏิวัติดอกมะลิ หรือ “อาหรับ สปริง” ที่ปะทุขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน จนผู้นำเผด็จการหลายคนร่วงจากบัลลังก์ รวมทั้งประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์

มูบารัก วัย 88 ปี เพิ่งถูกปล่อยตัวจากที่คุมขังในโรงพยาบาลทหารกรุงไคโรเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังศาลอุทธรณ์ตัดสินเมื่อ 2 มี.ค. ให้พ้นผิดในข้อหาเกี่ยวข้องการสังหารหมู่ผู้ประท้วงราว 850 คน ในช่วงอาหรับ สปริง

มูบารักกุมอำนาจมาถึง 30 ปี ถูกฝูงชนลุกฮือขับไล่นาน 18 วัน จนต้องสละอำนาจให้คณะทหารผู้นำรัฐประหารเมื่อ 11 ก.พ.2554 จากนั้นเดือน มิ.ย.2555 นายโมฮัมหมัด มอร์ซี ผู้นำขบวนการภราดรภาพมุสลิมก็ขึ้นครองอำนาจแทน หลังชนะเลือกตั้งแบบเสรีครั้งแรก

มอร์ซีกุมอำนาจท่ามกลางวิกฤติการเมืองรุมเร้าได้แค่ 1 ปี ก็ถูกคณะทหารนำโดย พล.อ.อับเดล ฟัตตา อัล-ซิซี ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และอัล-ซิซี ยังเป็นประธานาธิบดีจนถึงปัจจุบัน

พ้นคุก-อดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์ โบกมือให้กลุ่มผู้สนับสนุนจากที่คุมขังในโรงพยาบาลทหารมาดิในกรุงไคโร เมื่อเดือน ต.ค.2559 ก่อนได้รับอิสรภาพเมื่อสัปดาห์ก่อน (เอพี)

นับว่ามูบารักยังโชคดีไม่น้อยที่ได้รับอิสรภาพในบั้นปลายชีวิต!

ที่ “ตูนิเซีย” จุดเริ่มต้นอาหรับ สปริง ความยากจนและตกงานทำให้ประชาชนลุกฮือขับไล่ประธานาธิบดี ซีน เอล อะบีดีน เบน อาลี นาน 1 เดือน จนอาลีผู้กุมอำนาจมา 23 ปี ต้องพาครอบครัวหนีไปลี้ภัยในซาอุดีอาระเบีย เมื่อ 14 ม.ค.2554 จากนั้นเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดหลายข้อหา รวมทั้งคอร์รัปชันและยุยงใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง ก่อนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาหลัง

ปัจจุบันอาลีอายุ 80 ปี เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบ สื่อสารผ่านทนายชาวเลบานอนเท่านั้น!

อดีตผู้นำตกสวรรค์ที่มีชะตากรรมเลวร้ายที่สุดคือ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี แห่ง “ลิเบีย” ซึ่งถูกลุกฮือขับไล่ทั้งในกรุงตริโปลีและเบงกาซี เมืองใหญ่อันดับ 2 จนทิ้งอำนาจที่กุมมา 42 ปี เขาถูกพวกกบฏซึ่งมีกองกำลัง “นาโต” สนับสนุนจับได้และรุมฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม เมื่อ 20 ต.ค. 2554 ขณะหนีจากเมืองเซิร์ตบ้านเกิด

ตั้งแต่นั้นลิเบียก็ถลำสู่กลียุค มีการแย่งชิงอำนาจทั้งในรัฐบาลและรัฐสภา ขณะที่กองกำลังหลายกลุ่มต่อสู้กันเองเพื่อแย่งชิงดินแดนและแหล่งน้ำมันมูลค่ามหาศาล

ที่ “เยเมน” ประธานาธิบดี อาลี อับดุลเลาะห์ ซาเลห์ ต้องทิ้งอำนาจที่ครองมากว่า 33 ปี เมื่อเดือน ก.พ.2555 หลังถูกลุกฮือขับไล่และเกิดการสู้รบนาน 1 ปี ทำให้รองประธานาธิบดีอาเบดรับโบ มานซูร์ ฮาดี ขึ้นกุมอำนาจแทนก่อนชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่มีทหารชั้นหัวกะทิบางหน่วยในกองทัพยังจงรักภักดีต่อซาเลห์

เมื่อกบฏชาวชีอะห์กลุ่ม “ฮูตี” บุกเข้ากรุงซานาเมืองหลวงในเดือน ก.ย.2557 หน่วยทหารที่จงรักภักดีต่อซาเลห์จึงนิ่งเฉยไม่ต่อต้าน ซาเลห์ยังไปจับมือกับกบฏฮูตีสู้กับรัฐบาลฮาดี ซึ่งมีกองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียหนุนหลังและกบฏยังยึดกรุงซานา ที่ราบสูงภาคเหนือ และริมฝั่งทะเลแดงได้ในขณะนี้

ผู้นำที่ “ดวงแข็ง” ที่สุดคือ ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด แห่ง “ซีเรีย” ซึ่งยังกุมอำนาจได้ถึงทุกวันนี้ หลังถูกลุกฮือขับไล่ในเดือน มี.ค.2554 แต่เขาใช้กำลังบดขยี้ผู้ประท้วงสุดโหด นำไปสู่สงครามกลางเมือง ยิ่งหลังรัสเซีย อิหร่าน และกลุ่มเฮสโบเลาะห์ในเลบานอนเข้าไปช่วยสู้กับกบฏในปี 2558 อัสซาดยิ่งกุมอำนาจเหนียวแน่น

ส่วนฝ่ายกบฏได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจตะวันตก ตุรกี และชาติอ่าวอาหรับ ขณะที่มี กองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) และแนวร่วมฟาเตห์ อัลชาม หรืออดีต กลุ่มอัล เคดา ผสมโรงสู้รบชิงดินแดน สงครามซีเรียจึงนองเลือดเละเทะ มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 320,000 ศพ มีผู้ลี้ภัยกว่า 5 ล้านคน

ส่วนที่ “บาห์เรน” ราชวงศ์ผู้ปกครองชาวสุหนี่ชนส่วนน้อย ซึ่งกุมอำนาจมายาวนานก็ถูกชาวชีอะห์ชนส่วนใหญ่ลุกฮือประท้วงนาน 1 เดือนในปี 2554 แต่กษัตริย์ฮาหมัดใช้กำลังปราบปรามเฉียบขาดหลังพันธมิตรซาอุฯ และยูเออีส่งกองทัพเข้าแทรกแซง พระองค์สั่งยุบขบวนการฝ่ายค้าน ผู้นำฝ่ายค้านหลายคนถูกจำคุกยาว

ที่ “แอลจีเรีย” ประธานาธิบดี อับเดลอา-ซิซ บูเตฟลิกา ควบคุมการประท้วงได้ชะงัดด้วยการประกาศปฏิรูปประเทศ แต่เร่งกระชับอำนาจไปพร้อมกัน จนชนะเลือกตั้งสมัยที่ 4 ในปี 2557 แม้ขณะนี้สุขภาพย่ำแย่เพราะโรคหลอดเลือดสมองในปี 2556 ต้องนั่งรถวีลแชร์ พูดจาลำบาก

ขณะที่ “โมร็อกโก” กษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 6 ก็สามารถควบคุมการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันเมื่อ 20 ก.พ.2554 ได้ เพราะไหวตัวถอดชนวนทัน ด้วยการประกาศปฏิรูปรัฐธรรมนูญในเดือน มี.ค. และหลังการลงประชามติ พระองค์ยังกุมอำนาจได้แข็งแกร่ง แต่ยอมให้อำนาจนายกรัฐมนตรีและรัฐสภามากขึ้น

กรณีแอลจีเรียและโมร็อกโก เป็นตัวอย่างการประนีประนอม จึงไม่มีการนองเลือด ต่างจากผู้นำซีเรีย ซึ่งกุมอำนาจอยู่ได้ ท่ามกลางกองซากศพของประชาชน!

บวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้