วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม่อยากให้คนด่า ดีแต่พูด! บิ๊กตู่เผยกับขรก.

ไม่อยากให้คนด่า ดีแต่พูด! บิ๊กตู่เผยกับขรก.

  • Share:
กระตุ้นให้เร่งขับเคลื่อนงาน รับลูกศึกษาตั้งบรรษัทน้ำมัน ‘ทักษิณ’โอดถูกป้ายสีสารพัด

นายกฯแจงรัฐบาลเดินตามมติ สนช. ศึกษาบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เทียบเคียงกับต่างประเทศ ระบุจะทำตามเอกสารที่ชี้แจงสื่อไปแล้วทั้งหมด ย้ำไม่คิดสร้างผลกระทบโดยไม่จำเป็น วอนกลุ่มต้านรับฟังเหตุผลอย่าหลับหูหลับตาค้าน ขู่ชุมนุมเจอมาตรการกฎหมายเฉียบขาด “วิษณุ” แจงตั้งกรรมการศึกษาบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ 1 ปี แต่รัฐจะตั้งหรือไม่ก็ได้ กระทรวงพลังงานไม่เป็นเจ้าภาพศึกษา ระบุทำมาเยอะแล้ว “ทักษิณ” ออกโรงร่ายยาวเป็นเหยื่อป้ายสีสารพัด รับไม่ได้ถูกครหาล้มระบอบปกครอง ซัดรัฐประหารเลวร้ายกว่า พร้อมขอให้ตัดออกจากสมการปรองดอง ไม่ขอให้ช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น เขตดุสิตตรวจสโมสรรัฐสภาไม่ถูกสุขอนามัย แหล่งเพาะพันธุ์หนู-แมลงสาบ จ่อบิ๊กคลีนนิ่ง “บิ๊กตู่” ให้โอวาท ขรก.กระตุ้นเป็นผู้นำปฏิรูปสุดแสลงหูคำครหา “ดีแต่พูด”

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยตัดมาตรา 10/1 ซึ่งเป็นข้อถกเถียงในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยไปใส่ไว้ในข้อสังเกตแทน เพื่อนำไปศึกษาเรื่องนี้ภายใน 1 ปีนั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุรัฐบาลต้องปฏิบัติตามกระบวนการดังกล่าว พร้อมวอนกลุ่มต่อต้านอย่าเคลื่อนไหวชุมนุมอีก

“บิ๊กตู่” แจงรัฐบาลเดินตามมติ สนช.

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. เวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยตัดมาตรา 10/1 เกี่ยวกับบรรษัทน้ำมันแห่งชาติออกไปเป็นข้อสังเกตให้ ครม.ศึกษาภายใน 1 ปีว่า ไม่มีปัญหาอะไรขอให้ไปถามกระทรวงพลังงานเป็นผู้ชี้แจง ในนามรัฐบาลต้องรับมาทั้งหมด เพราะกฎหมายออกมาแล้ว รัฐบาลจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติตามข้อสังเกต จะศึกษาอย่างไรอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศเป็นอีกเรื่อง โดยจะศึกษาแบบอย่างของต่างประเทศด้วย จะทำงานตามความ รู้สึกไม่ได้ ต้องให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพราะมีหลายวงจรธุรกิจที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมด หากทำอย่างหนึ่งถ้าดีก็ดีทั้งหมด ถ้าเสียอย่างหนึ่งก็ลามปามไปทั้งหมด เราควรแก้ไปทีละอย่าง จะระดับใดก็ต้องไปดูว่าระดับล่างเป็นอย่างไรไปแก้ไขก็จะดีขึ้น ถ้าไปตีกันล้มกันทั้งหมด ถามว่าธุรกิจและเศรษฐกิจจะไปอย่างไร ขอให้คิดตรงนี้ด้วย

ขู่ม็อบเจอมาตรการเฉียบขาด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้ส่งเอกสารให้สื่อไปแล้วเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปตามนั้น รัฐบาลก็รับทราบพร้อมเห็นชอบให้ดำเนินการศึกษาได้ เพราะในเมื่อมีการพูดคุยกับประชาชนมาแล้วก็ว่ากันมา ถ้าทำได้ก็ทำไป ไม่ได้ขัดแย้งอะไร แต่จะทำอย่างไรไม่ให้มีผลกระทบกับระบบเดิมโดยไม่จำเป็น ก็ต้องไปหาวิธีการทำให้ได้ ถ้าจะทำกัน ต้องระมัดระวังว่าอย่าทำให้ธุรกิจใหญ่เสียหายขอแค่นั้น อย่าทำให้การจราจรติดขัด คนเขาก็ไม่ชอบและตนก็โดนคนประท้วงกันว่าดูแลไม่ได้ กฎหมายก็มีแล้วทำไมไม่ดูแล รถก็ติดอยู่แล้ว มันพันกันไปหมด แล้วก็โดนคนเดียวทุกเรื่อง ขอให้เห็นใจกันบ้าง

“ขอร้องว่าการที่จะเสนอความเห็นอะไรก็ตามหรือจะให้รัฐบาลทราบถึงความเดือดร้อนก็เชิญไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรม อย่ามาร้องทำเนียบฯ สถานที่ราชการ หรือเขตพระราชฐาน ผมจำเป็นจะต้องใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปจากนี้ ไม่ได้ขู่นะ เพียงแต่ว่าเราต้องรักษาระเบียบบ้านเมือง ไม่เช่นนั้นจะทำอะไรกันไม่ได้ เราไม่ได้มีปัญหาเดียว เรามีปัญหาหลายร้อยปัญหาซึ่งต้องค่อยๆ แกะและทำไปอย่างเป็นขั้นตอน ขอให้ไว้ใจกันบ้างบางอย่างผมอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้างก็ขอให้บอกกันมาด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ติติงมาผมรับได้ทุกเรื่อง” นายกฯกล่าว

ขอฟังเหตุผลอย่าหลับหูหลับตา

ช่วงค่ำวันเดียวกัน เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า เรื่องพลังงานไฟฟ้าอยากฝากให้รับฟัง ไม่ใช่เอาชนะ ไม่ใช่หักล้างข้อมูลของผู้อื่นเป็นเท็จ แล้วยกของท่านว่าเป็นจริง ต้องนำหลักฐาน หลักการ เหตุผลมาสนับสนุน เพราะถ้าเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือนโดยเจตนาเป็นสิ่งที่อันตราย หรือการที่เอ็นจีโอ คนนอกชุมชน มากดดันไม่ให้เกิด ค้านแบบหัวชนฝา อ้างแต่ปัญหาเดิมๆ เอาเทคโนโลยีเดิมมาพูด โดยไม่รับฟังข้อมูลฝ่ายรัฐบ้าง ทำประชาชนเสียผลประโยชน์ ประเทศชาติไม่มีความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไฟภาคเหนือดับเป็นชั่วโมงกว่าถือเป็นตัวอย่างที่อันตรายมาก จึงจำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อเป็นพลังงานสำรอง ส่วนการอ้างรัฐบาลนี้จะทำอะไรเพื่อเอื้อประโยชน์นายทุน ก็ขอให้เข้าใจการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐเป็นการประมูลตามกฎหมาย กำกับไม่ให้มีทุจริต เป็นคนละเรื่องกับการเอื้อประโยชน์

“วิษณุ” แจงขั้นตอนศึกษาบรรษัทน้ำมัน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยตัดมาตรา 10/1 เรื่องการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ และให้ไปเขียนไว้ในข้อสังเกตแทนว่า คาดว่า 3-5 วันนี้ ข้อสังเกตของ สนช.จะถึงรัฐบาล จากนั้นรัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งภายใน 60 วัน เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี โดยกระทรวงพลังงานจะพิจารณาจากตัวแทนจากนักวิชาการ เอกชน หรือตัวแทนจากกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) จากนั้นเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ตามปกติข้อสังเกตที่มาจาก สนช. รัฐบาลจะปฏิบัติตามทุกครั้ง แต่ไม่ถือว่าเป็นข้อบังคับว่าจะต้องทำให้ตรงตามนั้นทั้งหมด รัฐบาลสามารถทำน้อย หรือเกินกว่านั้นได้

รัฐบาลจะตั้งหรือไม่ตั้งก็ได้

นายวิษณุกล่าวว่า เมื่อกำหนดให้ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะมีอำนาจรัฐมาเกี่ยวข้อง จึงต้องเขียนกฎหมายขึ้นมาอีกฉบับ โดยต้องรอคณะกรรมการที่จะตั้งมาสรุปว่าจะออกเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการตั้งบรรษัท หรือนำไปผนวกไว้ในกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งก็ได้ หรือใส่ไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียมก็ได้ หรือจะใช้วิธีอื่นที่คิดได้ สิ่งสำคัญคือ เนื้อหาร่างกฎหมายที่จะระบุว่าให้ใครทำอะไร และจะตั้งบรรษัทหรือไม่ โดยร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมจะนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน เมื่อถามว่า หากคณะกรรมการศึกษาแล้วพบข้อเสียมากกว่าไม่จำเป็นต้องตั้งบรรษัทขึ้นมาก็ได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า รัฐบาลจะไม่ตั้งก็ได้ ส่วนที่บางฝ่ายมองว่า สนช.หมกเม็ด โดยไปใส่ไว้ในข้อสังเกต สุดท้ายจะตั้งบรรษัทน้ำมันนั้น อย่าไปคิดกันมาก หรือมองอะไรข้ามขั้นตอน การตั้งบรรษัทเป็นเรื่องใหม่ รอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก่อน

“อนันตพร” ชี้ประมูลสัมปทานได้ ธ.ค.

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานเตรียมออกกฎกระทรวงควบคู่ไปกับร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสัมปทานแหล่งพลังงานในสองแหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ตามปกติต้องเตรียมการล่วงหน้า 5 ปี เราจึงเตรียมการโดยออกกฎกระทรวง 5 ฉบับ และประกาศ 1 ฉบับ จะทยอยเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ภายในเดือน มิ.ย.นี้ และจะเปิดหลักเกณฑ์การประมูลสัมปทานได้ในเดือน ก.ค. คาดว่าจะประมูลในเดือน ธ.ค.60 ทุกอย่างถือว่าเป็นไปตามที่กระทรวงพลังงานวางไว้ สำหรับการประมูลจะเป็นระบบใดก็ได้ ทั้งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) และระบบจ้างบริการ (เอสซี) ในขั้นต้นอาจนำระบบสัมปทาน หรือพีเอสซีมาใช้ ขณะนี้อนุกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับระบบอยู่

ก.พลังงานไม่เป็นเจ้าภาพศึกษาบรรษัท

เมื่อถามว่า การประมูลสามารถดำเนินการก่อนการศึกษาเกี่ยวกับบรรษัทพลังงานหรือไม่ พล.อ.อนันตพรตอบว่า ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมไม่ได้บอกให้รอ เมื่อสัมปทานหมดอายุการรอจะเกิดผลเสียหาย สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ กระทรวงการคลังเคยทำมาแล้ว และกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงไม่อยากศึกษาเองโดยตรง ดังนั้นเมื่อ สนช.ตัดมาตรา 10/1 ออกไป แล้วให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษา กระทรวงพลังงานอาจจะพิจารณาให้หน่วยงานอื่น อาทิ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการศึกษา หรือให้ ครม.เป็นผู้ตัดสินใจ โดยต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย กระทรวงพลังงานคงไม่เป็นหัวหน้าในการศึกษา แต่จะมีตัวแทนเข้าไป ส่วนหน่วยงานทหาร เช่น กรมพลังงานทหาร จะอยู่ในคณะกรรมการด้วยหรือไม่ก็ได้

ขอผลสรุปชัดๆแบบไหนเหมาะกับไทย

“ผลการศึกษาต้องมีความชัดเจนว่าจะเอาแบบไหนที่เหมาะสมกับประเทศ จะตั้งเป็นองค์กรใหญ่หรือไม่ หรือเป็นฝ่ายกำหนดนโยบาย และการจัดตั้งบรรษัทพลังงาน จะต้องออกกฎหมายรองรับขึ้นมาอีก เรื่องนี้ได้แนะนำ สนช.ไปแล้ว วันนี้ทุกอย่างเดินหน้าได้ ทุกคนต้องถอยคนละก้าว กระทรวงพลังงานฟังทุกเสียง ก่อนหน้านี้อาจจะเกิดความสับสน ทำให้ดูเหมือนขัดแย้ง แต่เมื่อ พ.ร.บ.ประกาศใช้ ผมบอกกระทรวงพลังงานว่าไม่ต้องไปพูดแล้ว แต่ให้เดินหน้าต่อไป ทำอย่างไรก็ได้ ให้สัมปทานที่หมดอายุมีความชัดเจนในการลงทุนในสิ้นปีนี้ เพื่อความมั่นใจของนักลงทุน” รมว.พลังงานกล่าว

ปรับ 6 แกนนำ คปพ.คนละ 3 พัน

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลแขวงดุสิต พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต นำตัว พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กับพวกรวม 6 คน มาส่งอัยการสำนักงานศาลแขวง 3 เพื่อยื่นฟ้องในความผิดร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระราชวัง วังของพระรัชทายาท หรือของพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป หรือจากที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป ประทับหรือพำนัก โดยฝ่าฝืน กฎหมาย กรณีถูกจับกุมเพราะชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม หน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 มี.ค. โดยผู้ต้องหารับสารภาพ ต่อมานายไกรสร เลี้ยงสมบูรณ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ ทำบันทึกการฟ้องด้วยวาจาว่า วันที่ 30 มี.ค. คปพ.เคลื่อนขบวนจากหน้ารัฐสภาไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อไปยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 6 คน เนื่องจากชุมนุมในที่สาธารณะในรัศมี 150 เมตรจากพระราชวังฯ สอบสวนแล้วผู้ต้องหารับสารภาพ ต่อมาศาลออกนั่งพิจารณาอ่านฟ้องให้ฟัง จำเลยรับสารภาพ พิพากษาว่าจำเลยผิดตามฟ้องปรับคนละ 6,000 บาท รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงรับโทษปรับ 3,000 บาท

“วัชระ” ไปผสมโรงม็อบให้กำลังใจ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม คปพ.หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ว่า ไปในฐานะผู้สนับ สนุนภาคประชาชนคนหนึ่ง พี่น้องประชาชนชุมนุมกันโดยสงบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ตนเป็นอดีต ส.ส.จะนิ่งดูดายอยู่ได้อย่างไร พอไปก็ได้ให้กำลังใจผู้ร่วมชุมนุม ถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎร ตนจะสั่งให้ตำรวจสภาฯ เปิดประตูให้ประชาชนไปนั่ง ในห้องแอร์ แล้วเสนอความคิดเห็นไม่ต้องตากแดดหรือถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ตนถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบถ่ายรูปขณะชุมนุมจึงยกหน้ากากลุงตู่ให้ถ่าย อยากบอกเจ้าหน้าที่ว่าขอให้มองประชาชนเป็นมิตร อย่าคิดว่ามีมาตรา 44 แล้วจะเป็นเกราะวิเศษป้องกันทุกอย่าง มาตรา 44 ไม่มีวันหมดอายุหรืออย่างไร

“ทักษิณ” โอดเป็นเหยื่อป้ายสีโยนบาป

วันเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก รัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรียนพี่น้องที่เคารพรัก ตนตั้งใจที่จะหยุด ไม่แสดงความคิดเห็นไม่ทำสิ่งที่จะถูกมองว่าไปขัดขวางการทำงานของรัฐบาลทหารมานานมากแล้ว ไม่ใช่เพราะกลัว แต่ตระหนักดีว่าพี่น้องร่วมชาติกำลังลำบาก โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง จึงอยากให้เวลารัฐบาลทำงานเต็มที่ แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรง รัฐบาลพยายามป้ายสีว่าตนอยู่เบื้องหลังหรือลากเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นระเบิดแยกราชประสงค์ พระพรหม หรือเหตุระเบิดภาคใต้ ก็จะโยนบาปมาให้ตนทันที ทุกครั้งความจริงก็ปรากฏว่าเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลเองทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวอะไรกับตนเลย นอกจากนี้ ครอบครัวก็ตกเป็นเหยื่อของการใส่ร้ายป้ายสี และถูกกระทำ ล่าสุดคือเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป หากมีการกระทำผิดจริงรัฐบาลที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร 2-3 รัฐบาลที่ผ่านมา ย่อมต้องเอาผิดไปนานแล้ว คงไม่ปล่อยไว้จนกระทั่งหมดอายุความ จึงค่อยใช้ “อภินิหารทางกฎหมาย” มาเล่นงานตนแบบนี้

รับไม่ได้กล่าวหาล้มระบอบปกครอง

นายทักษิณระบุว่า จำเป็นต้องออกมาพูดอีกครั้ง เนื่องจากมีความพยายามสร้างภาพว่าตนเชื่อมโยงและเกี่ยวพันกับขบวนการล้มล้างระบอบการปกครอง ซึ่งยอมรับไม่ได้ ขอยืนยันว่ามีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเคยถวายงานเจ้านายทุกพระองค์ ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีมาตลอดมีความเชื่อมั่นที่แน่วแน่มั่นคงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของไทย คือการปฏิวัติรัฐประหารที่ใช้ข้ออ้างแทบไม่เคยเปลี่ยน คือความไม่จงรักภักดี ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ภายใต้การปกครองของทหาร ประชาชนไม่มีโอกาสตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาลเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ใช้หลักนิติธรรม จะยิ่งทำให้ความไม่เข้าใจและความเห็นต่างกลับบานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งที่จะแก้ไขได้ยากขึ้นทุกที ตนต้องจากประเทศไทยที่รักสุดชีวิตมาร่วมสิบเอ็ดปีแล้ว ต้องจากบ้านที่เคยอยู่ จากครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่ง เนื่องจากการรัฐประหาร แล้วยังถูกกลั่นแกล้งด้วยการตั้งคณะบุคคลซึ่งเป็นปฏิปักษ์ขึ้นมาตรวจสอบโดยไม่ใช้หลักนิติธรรม อยากให้พี่น้องได้รับทราบว่าตนยินดีแบกรับความเจ็บปวดและความรู้สึกโดดเดี่ยวนี้ไว้ทั้งหมด ขอเพียงบ้านเมืองมีความปรองดอง สามารถเดินไปข้างหน้าได้ และพี่น้องหายทุกข์ยาก ตนก็พอใจและมีความสุขแล้ว

ขอให้ตัดออกจากสมการปรองดอง

นายทักษิณระบุด้วยว่า สำหรับกระบวนการปรองดอง ขอให้ทุกฝ่ายโปรดตัดตนออกจากสมการไปได้เลย ไม่ต้องการให้ใครมาเสนออะไรเพื่อช่วยตน และในทางกลับกันผู้มีอำนาจก็ไม่ควรใช้อภินิหารและกระทำทุกวิถีทางเพื่อขจัดตนเพียงคนเดียว โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม และต้องไม่เลี้ยงไข้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อ เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานี้คนไทยทุกคนอยู่ในห้วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ จึงควรใช้เวลานี้ร่วมกันทำสิ่งดีๆ รู้รักสามัคคี จริงใจในการสร้างความปรองดอง เพื่อเป็นการส่งเสด็จพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย สุดท้ายอยากจะบอกว่า “ผมคือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เติบโตจากครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง และวันนี้ก็ยังเป็นคนธรรมดาคนเดิม ผมถือว่าผมโชคดีมากแล้ว ที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบารมี ได้สนองงานรับใช้สังคมไทยในฐานะต่างๆ มาไม่น้อยกว่า 35 ปี และจะขอรับใช้ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ว่าจะอยู่ ณ หนใดบนพื้นพิภพนี้ ผมหยุดแล้วท่านเมื่อไหร่จะหยุดสักที อย่ารักชาติ รักสถาบันฯ เพียงแค่คำพูดกันเลย”

คลังสรุปคดีหุ้นชินฯเดือน พ.ค.

นายยุทธนา หยิมการุณ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการเก็บภาษีการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ คณะกรรมการฯจะเชิญเจ้าหน้าที่กรม สรรพากรที่เกี่ยวข้องกรณีดังกล่าวมาสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จากที่ก่อนหน้านี้ได้เรียกมาแล้ว 10-15 คน ในจำนวนนี้มีทั้งข้าราชการของกรมสรรพากรเอง และคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษี ที่มีคนนอกกรม สรรพากรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตลอดในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ได้ใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวไปแล้ว 2 สัปดาห์ และมีความคืบหน้าไปมากกว่า 70% โดยคาดว่าคณะกรรมการฯจะได้ ข้อสรุปทั้งหมดภายในเดือน พ.ค.นี้ หลังจากนั้นจะรายงานให้ปลัดกระทรวงการคลังรับทราบต่อไป

มุ่งปม ขรก.เพิกเฉยไม่อุทธรณ์

“คณะกรรมการฯจะพิจารณาข้อเท็จจริงว่ามีข้าราชการคนใดเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวบ้าง และเหตุใดจึงไม่มีการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ โดยได้แบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ช่วง คือ 1 ในช่วงปี 2549 ซึ่งเป็นปีที่มีการซื้อขายหุ้น และ 2 หลังจากที่ศาลภาษีตัดสินให้เพิกถอนการประเมินภาษี ทำไมกรมสรรพากรไม่อุทธรณ์เรื่องดังกล่าว ขณะนี้ยังมีข้าราชการที่ต้องมาให้ปากคำอีก 10-12 ปาก ก็จะสรุปได้เรียบร้อยแล้ว ส่วนผลสอบจะขยายผลไปถึงการตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัยข้าราชการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเห็นของปลัดกระทรวงการคลังในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงการคลัง” นายยุทธนากล่าว
สโมสรรัฐสภาไม่ถูกสุขอนามัย

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ร้านอาหารสโมสรรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตดุสิต นำโดยนายดิชา คงศรี ผู้ช่วย ผอ. เขตดุสิต พร้อมด้วยนายวาน อุทัยศรี หัวหน้าฝ่าย สิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล และคณะ เข้าตรวจสอบความสะอาด หลังปรากฏข่าวพบหนูบนถาดอาหาร มีนางฉัตราภรณ์ วิวัฒนวานิช ประธานคณะทำงานช่วยดูแลรักษาและบริหารกิจการสโมสรรัฐสภาคอยให้ข้อมูล ภายหลังตรวจสอบร้านอาหารต้นเหตุ พบมีร่องรอยรูหนูที่กำแพงซึ่งก่อสร้างด้วยไม้อัด และมีที่เก็บกักขยะด้านหลังอาคารประกอบอาหาร มีขยะบรรจุถุงดำกองสุมไว้ตามพื้นไม่ถูกสุขอนามัย ขยะตกค้างจำนวนมาก เป็นบ่อเกิดของหนู แมลงสาบ ขณะที่รางระบายน้ำเสีย มีเศษอาหารตกค้างส่งกลิ่นเหม็นเน่า เจ้าหน้าที่สำนักงานอนามัย กองควบคุมโรค ยังตรวจสอบอาหารตามร้านค้าเพื่อหาสารปนเปื้อน จะทราบผลวันที่ 1 เม.ย. เบื้องต้นพบว่าไม่ผ่าน
มาตรฐาน ภาชนะที่ใส่ไม่สะอาดพอ

จ่อบิ๊กคลีนนิ่งเดย์คืนความสะอาด

นายดิชากล่าวว่า เมื่อทราบข่าวก็มาร่วมตรวจสอบกับสำนักอนามัย กทม. พบสาเหตุว่าหนูเจาะออกมาจากผนังที่ทำด้วยไม้อัดโครงสร้างอาคารชำรุด หนูจึงลงมากินเศษอาหารตกค้าง จึงได้แนะนำกับรัฐสภา โดยจะร่วมมือกันจัดงานบิ๊กคลีนนิ่งบริเวณรอบนอก จะเป็นวันไหนนั้น ผอ.เขตจะประสานมาอีกครั้ง ขยะที่ตกค้างนั้นวันที่ 30 มี.ค. มีผู้มาชุมนุมปิดกั้นทางเข้าออก ทำให้ฝ่ายรักษาความสะอาดมาเก็บไม่ได้ ตนได้แจ้งไปแล้ว รวมทั้งจะประสานเพิ่มรอบการเก็บขยะให้มากขึ้น และจะจัดอบรมผู้ประกอบการร้านอาหารให้มีความสะอาด

ทำหนังสือถึง กทม.มาช่วยดักจับหนู

ด้านนางฉัตราภรณ์กล่าวว่า สภาไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องความสะอาด เลขาธิการสภาฯกำชับเจ้าหน้าที่ทุกวัน และขยะจะมีเจ้าหน้าที่เขตมาเก็บทุกวัน บางวันที่เขามีภารกิจมากก็ไม่ได้มา วันที่มีการประชุมจะมีจำนวนขยะมากกว่าปกติ เนื่องจากสองอาคารจะเอาขยะมารวมไว้ที่เดียวกัน ส่วนเรื่องปัญหาหนูนั้น สภาจะทำหนังสือถึง กทม. ให้มาช่วยดักหนู เพื่อแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังคณะเดินตรวจความสะอาดบริเวณรอบอาคารสโมสรและที่เก็บขยะแล้ว ผู้สื่อข่าวได้ขอให้เจ้าหน้าที่ กทม.ไปตรวจความสะอาดที่ร้านอาคารสโมสรเล็ก ซึ่งอยู่หลังอาคารรัฐสภา 1 แต่ เจ้าหน้าที่ปฏิเสธโดยบอกว่ามีการประชุมสภานิติบัญญัติอยู่ไม่สามารถเดินไปได้ แต่ผู้สื่อข่าวแย้งว่าสามารถเดินไปได้โดยไม่เกี่ยวกับห้องประชุม ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสภารีบออกปากว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร

ร้านอาหารโวยหนูเต็มไปหมด

ด้านนางมัณฑนา สุนทรปภัสสร เจ้าของร้านอาหารที่มีภาพหนู ชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นช่วง เย็นวันที่ 29 มี.ค. เวลานั้นตนเข้าไปหลังร้านเพื่อเก็บของเตรียมปิดร้าน จึงไม่มีใครเฝ้าหน้าร้านกระทั่งมีคนบอกว่ามีหนูมากินแกงหน้าร้าน จากนั้นก็รีบเก็บร้านและรีบทำความสะอาด พยายามทุกวิถีทางแล้วทั้งเอาต้นหอมมาโรยตามซอกให้มีกลิ่นฉุน ป้องกันหนู แต่หนูก็แทะฝาผนังเข้ามาพยายามปิดแล้วก็เอาไม่อยู่ เพราะหนูอยู่ทั่วศูนย์อาหาร ปัญหานี้ได้แจ้งไปทางรัฐสภาให้มาปรับปรุงปิดช่องทางของหนูแล้ว แต่ไม่มีใครเหลียวแล อีกทั้งด้านหลังของศูนย์อาหารเป็นกองขยะของรัฐสภาจึงเป็นแหล่งที่อยู่ของหนู ตอนนี้เสียใจกับภาพที่ออกไปทำให้ขายข้าวไม่ได้ คนขาดความ เชื่อมั่น ทั้งๆที่เป็นร้านอิสลาม ทำอาหารสะอาด มาตลอด ขอเรียกร้องให้รัฐสภาปรับปรุงจะได้ไม่เกิดภาพแบบนี้ขึ้นอีก

จนปัญญามีทั้งหนูทั้งตัวเงินตัวทอง

ด้านนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีข่าวหนูไต่บนถาดอาหารที่สโมสรรัฐสภา ว่า สำนักงานเขตดุสิตตรวจสอบ พบว่าหนูมาตามท่อระบายน้ำ คงต้องมีมาตรการการป้องกันรักษาความสะอาด โดยจะจัดให้มีบิ๊กคลีนนิ่งสโมสรรัฐสภา ให้เกิดสุขอนามัยในสัปดาห์หน้า ส่วนปัญหาที่เกิดจากการทิ้งขยะนั้น ได้ประสานกับทางเขตอาจต้องขยายเวลาการเก็บถ้ามีขยะตกค้าง หรือต้องจ้างบริษัทเอกชนเข้ามา ความจริงสภาฯ ดูแลความสะอาดตลอดเวลาแม้เสาร์อาทิตย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นเราไม่ได้นิ่งนอนใจ จะหารือกับผู้บริหารทั้งหมดของสำนักนโยบายและแผนสำนักงานสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันต่อไป ที่ผ่านมาได้สั่งห้ามข้าราชการนำอาหารมารับประทานบนห้อง และจ้างบริษัทมาเก็บขยะทั้งเช้าทั้งเย็น แต่ก็จนปัญญาจริงๆ นอกจากพบหนูแล้วยังพบตัวเงินตัวทอง เราทำอะไรไม่ได้เนื่องจากเป็นสัตว์สงวน ทำได้เพียงดูแลเรื่องรักษาความสะอาด ส่วนการปรับปรุงบริเวณสโมสรที่ชำรุด คงต้องหารือโดยจะใช้งบของรัฐสภาเพื่อซ่อมแซม แต่การปรับปรุงครั้งใหญ่คงต้องดูงบประมาณก่อนว่าต้องใช้เท่าไร

นายกฯกระตุ้น ขรก.คือผู้นำปฏิรูป

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวให้โอวาทเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2560 วันที่ 1 เม.ย. ตอนหนึ่งว่า ตนถือเป็นข้าราชการคนหนึ่ง ในฐานะข้าราชการการเมือง จึงถือว่าคำว่าข้าราชการมีความสำคัญที่สุดในชีวิต เป็นความภาคภูมิใจ เกียรติยศศักดิ์ศรี ผู้ที่ได้รับรางวัลต้องถือว่าเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติ คนที่เป็นข้าราชการต้องเป็นผู้นำการพัฒนาปฏิรูป ขอให้ทุกคนนำกระแสพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนประเทศโดยเฉพาะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทุกพระองค์ทรงเป็นครูหมด รับสั่งกับตนหลายครั้งว่าทำให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนมีความสุข มีความพึงพอใจ รักษาระเบียบวินัยให้บ้านเมือง ทุกพระองค์มีความห่วงใยบ้านเมืองทั้งสิ้น นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้ข้าราชการต้องทำงานเป็นข้าราชการ 4.0 ทำประเทศให้เป็น 4.0 ขอให้ทุกคนกลับไปคิดว่าทำอย่างไรจะให้สำเร็จตามที่สถาบันพระมหากษัตริย์คาดหวัง คือประชาชนมีความสุข ตนเชื่อมั่นว่าทุกคนมีคุณธรรมรู้ว่าอะไรดีไม่ดี ต้องทำให้ทุกคนมีคุณธรรมทั้งองค์กรด้วย แต่เรื่องเงินทองขออย่าไปคิดถึง หากประเทศมีรายได้เข้ามา เงินเดือนของข้าราชการก็จะดีขึ้น

แสลงหูคำครหา “ดีแต่พูด”

“เข้ามาเป็นนายกฯจะครบ 3 ปี ในเดือน พ.ค.นี้ ผมไม่เคยที่จะหยุดคิดแม้แต่วันเดียว ไม่เคยหยุดกำกับดูแล นึกทุกเรื่องได้ออกว่าพูดและสั่งอะไรไปบ้างแล้ว จากนั้นก็มาตามใน ครม. แต่คนที่ขับเคลื่อนคือข้าราชการ วันนี้อย่าให้ประชาชนว่าได้ว่านายกฯ รัฐบาลก็พูดไปแต่ไม่เกิดอะไรขึ้นมา ดีแต่พูด ผมไม่อยากให้เกิดคำนี้ ทุกคนทำดีอยู่แล้วแต่ขอให้ทำมากขึ้นกว่าเดิม อย่าให้มีการพูดจาดูหมิ่นเราได้อีกต่อไป ด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมรับว่าเห็นใจ มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของบางคนเพราะคนไม่ดีมันก็มีทุกที่ เราต้องทำให้คนไม่ดีเหล่านั้นกลับมาเป็นคนดี แม้จะขจัดไม่ได้ทั้งหมด ต้องไม่ปล่อยให้สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับสั่งว่าถ้าเราไม่พูดจา ไม่คบกับคนไม่ดีเลย เขาก็จะไม่ดีไปเรื่อยๆ เราต้องหาเรื่องคุย ปรับทุกข์ให้เขา เติมความดี หาความดีจนเขากลับขึ้นมาดี ถ้าปล่อยทำไม่รู้ไม่ชี้ก็จะทำให้เสียทั้งตัวเขาและองค์กร รวมถึงประเทศ สังคม และวัฒนธรรม สำคัญที่สุด ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงไปด้วยกัน ตั้งแต่นาย และลูกน้อง ทุกอย่างจึงจะสำเร็จ วันนี้สิ่งสำคัญคือเรื่องการทุจริตไม่โปร่งใสต้องแก้ไขให้ได้ถือเป็นวาระของชาติ ใครทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เช่นนั้นกฎหมายที่มีจะไร้ค่า” นายกฯกล่าว

ห่วงภาษาวิบัติเด็กสอบตกภาษาไทย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า การพัฒนาหรือการปฏิรูปบางอย่างก็ต้องพึงระวัง เช่นการใช้ภาษา ปัจจุบันแทบจะต้องพิมพ์พจนานุกรมฉบับเด็กเพิ่มอีกฉบับ เช่นคำว่า เด๋ว (เดี๋ยว) เขียนกันจนติดในภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาโทรศัพท์ ในแอพพลิเคชั่นไลน์ จนปัจจุบันจะเขียนกันไม่ถูกแล้ว กระทรวงศึกษาธิการต้องไปทบทวน เพราะอนาคตในวันข้างหน้าเด็กๆจะสอบตกภาษาไทย จะทำอย่างไรให้เด็กสอบผ่านภาษาไทยและสอบผ่านทุกวิชาถือเป็นความท้าทายของข้าราชการทุกกระทรวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์กล่าว ให้โอวาทเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2560 เสร็จแล้ว นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560 จำนวน 615 คน

ซัดมีขบวนการใช้โซเชียลบิดเบือน

ค่ำวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า ปัญหาการทุจริตขอย้ำผู้ใดแอบอ้างหาผลประโยชน์มีหลักฐานตนลงโทษสถานหนัก รัฐบาลนี้ต้องการล้างพวกทุจริตให้หมดจากสังคม ปัจจุบันมีกระบวนการใช้ประโยชน์จากสื่อโซเชียลมีเดียบิดเบือนมากขึ้น มีเจตนาร้ายสร้างความขัดแย้ง ทั้งคดีพระธัมมชโย คดีจับอาวุธสงคราม คดีเก็บภาษีจากการขายหุ้น ติดตามดูก็รู้ได้ไม่ยากว่ามาจากแหล่งใด เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำผิดกฎหมาย เมื่อยังไม่ชัดเจนก็ให้ศาลตัดสิน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ท่านไม่ยอมรับความผิดใดๆเลย ไม่ยอมเข้ากระบวนการยุติธรรม แบบนี้กฎหมายก็บังคับใช้ไม่ได้อีก เราก็จะเรียกว่าสองมาตรฐานเหมือนเดิม ขณะที่ประชาชนทั้งประเทศเขาถูกตัดสินโดยศาล โดยกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้เช่นเดียวกัน ท่านมาอ้างว่าไม่เป็นธรรม ไม่ยอมเข้ารับการพิจารณาคดี อันนี้หมายถึงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศใช่หรือเปล่า

“บิ๊กป้อม” ไม่ให้ นปช.จัดงานรำลึก

ที่หน่วยงานด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานกองทัพอากาศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) เตรียมจัดงานรำลึกการสลายการชุมนุม 10 เม.ย.ว่า ตนไม่อนุญาตหากเป็นการจัดกิจกรรมทางการเมือง และยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องจัด เพราะอยู่ในช่วงแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งไม่เหมาะสม และยังเป็นการสร้างความขัดแย้ง ตนคิดว่าไม่ต้องจัด เพราะขนาดงานลอยกระทงปีที่แล้ว รัฐบาลก็ให้จัดแค่พอดีเท่านั้น

นปช.พร้อมให้ความร่วมมือ

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เรายินดีให้ความร่วมมือ ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการตามโรดแม็ปและช่วงเวลาแห่งการปรองดอง นอกจากนี้ยังอยู่ในช่วงของพระราชพิธีด้วย นปช.จะให้ความร่วมมือไม่ดำเนินการอะไรเลย แต่ในส่วนทายาทของเขาจะดำเนินการอะไร เช่น การรวมตัวกันไปทำบุญที่วัด ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของญาติๆเขา ไม่น่าจะขัดกับคำสั่งของ คสช.

หนุนเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนระดับชาติ

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับประเทศ จะได้เป็นการเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ส่วนที่มีข้อกังวลว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปครอบงำการเมืองท้องถิ่นนั้นไม่ต้องห่วง ตนทำการเมืองมานาน การเมืองระดับประเทศจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นไม่ได้ เพราะการเมืองท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก หากเราไปสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้เสียคะแนนเสียงฝ่ายตรงข้ามในการเลือกตั้งระดับชาติโดยปริยาย ที่ผ่านมานักการเมืองระดับชาติจะวางตัวเป็นกลางเพื่อให้ได้คะแนนเสียงจากประชาชนทั้งสองฝ่าย

ป.ป.ช.ชงเยียวยา นอภ.ถูกไล่ออก

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ข้าราชการระดับสูง และนายอำเภอที่มีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตสอบโรงเรียนนายอำเภอปี 2552 ปรากฏว่าต่อมาอธิบดีกรมการปกครองคนใหม่มีคำสั่งไล่ออกนายอำเภอ 122 ราย ที่เข้าข่ายพัวพันการทุจริต พบว่ามีผู้เข้าสอบนายอำเภอบางรายเป็นพยานในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ได้กันไว้เป็นพยาน จึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของอธิบดีกรมการปกครองไม่ถูกต้อง ตามข้อ 11 ของประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการในการกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยานโดยไม่ต้องดำเนินคดี พ.ศ.2554 ระบุชัดว่า ถ้า ป.ป.ช.มีมติให้กันบุคคลไว้เป็นพยานแล้ว อาจได้รับความคุ้มครองหรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือตามกฎหมาย คณะกรรมการ ป.ป.ช.หารือกันแล้วจะทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.พิจารณาให้ความเป็นธรรมผู้เข้าสอบนายอำเภอในส่วนที่ ป.ป.ช.กันไว้เป็นพยาน โดยอาจส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เยียวยาบุคคลเหล่านั้นต่อไป เพื่อเป็นมาตรฐานการกันบุคคลไว้เป็นพยานจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย

ศาล ปค.ยกเลิกถอนพาสปอร์ต “อ๋อย”

ที่ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของกรมการกงสุล โดยอธิบดีกรมการกงสุลสั่ง ที่ยกเลิกหนังสือเดินทางทั่วไป เลขที่ N239922 หนังสือเดินทางทูตเลขที่ CD1001417 และหนังสือ เดินทางทั่วไปเลขที่ AA5523514 ของนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้มีผลย้อนหลังไปนับตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.2558 ที่มีคำสั่งยกเลิก ในคดีที่นายจาตุรนต์ยื่นฟ้องกระทรวงการต่างประเทศ กรมการกงสุล รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมการกงสุล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า ร่วมกันใช้ดุลพินิจยกเลิกหนังสือเดินทางโดยมิชอบเลือกปฏิบัติ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าแม้นายจาตุรนต์เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ฝ่าฝืนคำสั่งและถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายจาตุรนต์ได้รับอนุมัติจากหัวหน้า คสช.และศาลทหารกรุงเทพฯให้เดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง และเดินทางกลับมาในระยะเวลาที่กำหนด จึงไม่อาจถือได้ว่าการยกเลิกหนังสือเดินทางของนายจาตุรนต์มีความเหมาะสม และไม่ปรากฏว่ามีการยกเลิกหนังสือ เดินทางกับบุคคลอื่นที่มีพฤติการณ์ในลักษณะ เดียวกันนี้ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ศาลจึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ติงต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้า

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณี ครม.มีมติเห็นชอบให้บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (สายเฉลิมรัชมงคล) และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายฉลองรัชธรรม) เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายให้เกิดการต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 28 มี.ค. และมีการลงนามสัญญาสัมปทาน ในวันที่ 31 มี.ค. ขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดต้องรีบร้อนลงนามหลัง ครม.มีมติเพียงแค่สามวัน โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดสัญญา อีกทั้งใช้วิธีการเจรจาตกลงแทนที่การประกวด ราคาตามปกติ การทำสัญญาโดยไม่แยกส่วนเช่นนี้ย่อมทำให้รัฐเสียประโยชน์ ทั้งที่ควรแยกสายสีม่วง เพราะจะหมดสัญญาก่อนในปี 2572 แต่ในส่วนต่อขยายจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2592 เหตุใด ครม.จึงไม่คิดแยกส่วนแต่กลับเปิดทางให้เอกชนกินรวบ ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ทราบข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ ควรจะทบทวนเรื่องนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้