วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นักวิชาการจัดเสวนา วิสามัญฆาตกรรม ห่วงความโปร่งใส่คดีหนุ่มลาหู่

นักวิชาการจัดเสวนา วิสามัญฆาตกรรม ห่วงความโปร่งใส่คดีหนุ่มลาหู่

  • Share:

กลุ่มนักวิชาการด้านกฎมหาย และสิทธิมนุษยชน จัดเสวนา "จากตัวตนอยู่หนใด? สู่ "วิสามัญฆาตกรรม License to Kill?" ที่ มช.ยกคดี ชัยภูมิ ป่าแส แนะให้เปิดเผยทุกด้านให้ปชช.รู้ ที่สำคัญคือ เปิดภาพวงจรปิดในที่เกิดเหตุเพื่อให้หายคาใจ...

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 31 มี.ค.2560 ที่ตึกชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางกลุ่มนักวิชาการและผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์จัดกิจกรรมเสวนา ในเรื่อง"จากตัวตนอยู่หนใด? สู่ "วิสามัญฆาตกรรม License to Kill?" คืออะไรมีนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ นักกฎหมาย และนายโดยในการเสวนาจะมีการนำมิวสิควีดีโอเพลง "จงภูมิใจ" ของ ชัยภูมิ ป่าแส มาเปิดละคร เรื่อง "วิสามัญฆาตกรรม License to Kill?" มาจัดพร้อมกับร่วมเสวนาวิชาการโดยมี นายวสันต์ พานิช อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มช. นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์คณะนิติศาสตร์ มช.นายสุมิตร วอพะพอ องค์การแพลนประเทศไทย โดยมี ดร.มาลี สิทธิเกรียงไกร จากศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มช.เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในการเสวนา มีการแสดงละครของนักศึกษา ในเรื่องวิสามัญฆาตกรรม โดยใส่หน้ากากขาว มีการแสดงถึงการถูกทำร้ายและมีการยัดข้อหาต่างๆนาๆให้ จากนั้นก็มีการเสวนากันส่วนมากจะเป็นคดีต่างๆตั้งแต่สงครามยาเสพติดที่มีการล่าสังหารผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเหยื่อส่วนมากจะเป็นชนเผ่าที่ตกเป็นเหยื่อวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าที่รัฐโดยไม่มีความผิดและถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาให้อย่างไม่เป็นธรรมจนมาถึงคดีล่าสุด นายชัยภูมิ ป่าแส อายุ 21 ปี นักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ ประธานเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าเยาวชนพื้นเมือง โดยในการสัมมนาครั้งมี นายเบน สวัสดิวัตน ประธานมูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก มาร่วมรับฟังการเสวนานี้โดย

นายเบน สวัสดิวัตน กล่าวว่า การวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส ก็มีความกังวลสงสัย เนื่องจากเป็นที่คดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ เขาด้อยโอกาสด้านสิทธิมนุษยชน แต่อย่างไรเราก็อยากจะทราบความจริงในเรื่องนี้ ความจริงที่โปร่งใสและยุติธรรม เป็นคณะกลางให้มีการคุ้มครองพยาน ตนอยากทราบความจริง ตนไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ขอให้มีความยุติธรรมสำหรับครอบครัวเขา วันที่ตนได้เข้าไปนั่งผลผลสรุปของทางตำรวจที่ตำรวจภูธรภาค 5 นั้นคดีนี้แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เกี่ยวกับยาเสพติด และส่วนที่ 2 เกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ทหารยิงคน และอ้างว่าป้องกันตัวเองที่เรียกว่าวิสามัญฆาตกรรม ต้องแยกเป็น 2 ส่วน ตนคงไม่ตัดสินเรื่องนี้ แต่คดีนี้ควรจะเปิดทุกด้านให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะเรื่องนี้สร้างความกังวลพอสมควรในเรื่องความยุติธรรม

ด้าน นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ได้เชิญพยานที่เห็นเหุตุการณ์เป็นชาวบ้านในพื้นที่ มีการนัดชาวบ้านมาคุย แต่กลับได้รับการปฎิเสธที่จะมาพบ เพราะเขารู้สึกกลัว จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากคนที่เห็นเหตุการณ์กลับไม่กล้าเป็นพยาน ลำบากมากที่จะนำเสนอต่อศาล โดยสิ่งสำคัญที่สุดก็ คือ กล้องวงจรปิดที่มีมากกว่า 5 ตัว โดยหลายตัวถ่ายมายังจุดที่มีการตรวจค้นรถ ก็น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้นได้ จะเห็นเหตุการณ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นว่านายชัยภูมิ ป่าแส มีพฤติการณ์อย่างไร ก็จะสามารถคลี่คลายได้ แต่ทำอย่างไรจะได้เห็นกล้องพวกนี้ก็ยังมีการคิดกันในมุมกฎหมาย คิดว่ามีกฎหมายที่จะเป็นช่องทางก็คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการ รวมทั้งสิทธิทางรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ ซึ่งคงจะใช้เป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้ ทราบว่าทางตำรวจและกองทัพไม่เปิดเผยจะส่งเข้าไปในสำนวนทางกฎหมายเท่านั้น แต่จะหาช่องทางดูก่อน

"ก่อนหน้านี้บริเวณนี้ก็มีดคีวิสามัญฆาตรกรรม นายอาเบ ชนเผ่ามูเซอ รูปแบบการถูกวิสามัญคล้ายๆกันก็คือมีระเบิดพยายามจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ทหารเช่นกันจึงต้องยิงป้องกัน กรณีของนายชัยภูมิ ป่าแส ก็เช่นกันบอกว่ามีระเบิด ซึ่งระเบิดก็เป็นชนิดเดียวกันจนมีข้อสงสัย ญาติพี่น้องก็สงสัย จึงติดใจว่าทำไมต้องถูกวิสามัญ และมีการค้นยาเสพติด ก็เป็นสิทธิ์ของญาติหรือแม่ผู้ตายที่จะสงสัย จึงมีสิทธิ์แต่งทนายมาสอบสวนถือเป็นขบวนการปกติเพียงแต่ว่า พอข้อมูลไม่ถูกเปิด การเข้าหาข้อมูลเป็นเรื่องยาก จนกกระทั่งมีประเด็นความสงสัย ความกลัวเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็นเลยบานปลายขึ้นมา" ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าว.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้