วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มือเปื้อนบาปปั้นบุญ สร้างทุนเมื่อพ้นโทษ

มือเปื้อนบาปปั้นบุญ สร้างทุนเมื่อพ้นโทษ

  • Share:

นักโทษประหารใน “บางขวาง” หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ส่วนหนึ่งผันตัวเข้าเป็น “นักเรียน” ทั้งเรียนเขียนหนังสือ และเรียน “ปั้นพระพุทธรูป”

ไม่น่าเชื่อว่า ผลงานเขียนได้รับการจัดพิมพ์เป็นเล่ม ส่วนผลงานปั้นพระพุทธรูปนั้น นอกจากสื่อถึงความงามในส่วนลึกของจิตใจแล้ว ดอกผลยังได้กลายเป็นทุนช่วยเหลือเพื่อนๆที่พ้นโทษ นำไปเป็นทุนเบื้องแรกในชีวิตนอกกำแพงอีกด้วย

“กองทุนปั้นดินให้เป็นบุญ” ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558 ด้วยเห็นว่า ปัญหาหนึ่งของผู้ต้องขังเมื่อแรกพ้นโทษคือ ไม่มีรายได้เลี้ยงตัว ทำให้รู้สึกว่าชีวิตไร้คุณค่าต้องพึ่งพิงคนในครอบครัว

ดังนั้น ทุนเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังพ้นโทษ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะต้นได้ ด้วยเหตุนี้จึงผุดกองทุนขึ้นมา ปัจจุบันมอบทุนให้ผู้พ้นโทษไปแล้ว 10 ราย รายละ 10,000 บาท จากการติดตามผลปรากฏว่า ทั้งหมดยังไม่มีผู้พ้นโทษรายใดกลับเข้าเรือนจำอีก

ส.สราญราษฎร์ หนึ่งในผู้รับทุนบอกว่า พ้นโทษไปตั้งแต่ พ.ศ.2559 หลังจากอยู่ในกรอบกำแพงมากว่า 19 ปี วันแรกที่ก้าวออกไป ตกใจกับความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางและเทคโนโลยีต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก

“ตอนนี้ผมทำงานอยู่สำนักงานทนายแห่งหนึ่งครับ ระหว่างเป็นผู้ต้องขัง ผมเรียนจบด้านกฎหมาย เมื่อออกมาก็หวังว่าจะนำความรู้มาใช้ เลี้ยงชีพ และอยากเป็นทนายความที่ดีครับ”

ส่วนเงินทุนที่ได้รับ “ผมยังเก็บไว้ โชคดีที่ครอบครัวผมเห็นใจ ช่วยเหลือดูแลช่วงที่ออกมา ประกอบกับผมได้งานทำ ผมจึงยังไม่ได้ใช้ทุนที่ได้มา” สำหรับความฝัน “ผมจะต้องสอบตั๋วทนายให้ได้ครับ”

ทุนและความเป็นมาของกองทุนเป็นอย่างไร อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดี หัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อนโครงการช่วยเหลือผู้ต้องขัง และดำเนินกิจกรรมต่างๆมานานปีบอกว่า “เราทำกิจกรรมในเรือนจำบางขวางมากว่า 6 ปี มองเห็นว่า ลูกศิษย์ของเราเมื่อก้าวพ้นประตูเรือนจำไป ก็พบปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น อย่างความกังวลในเรื่องการปรับตัว การจากโลกหลังกำแพงไปสู่โลกอิสรภาพมันคนละโลกกัน”

บางคนถึงกับบอกว่า “แค่มายืนหน้าเรือนจำก็ไปไม่ถูกแล้ว บางคนอยู่มา 15-20 ปี เขาก็จะงงกับโลกภายนอก บางคนบอกว่า เหมือนวิญญาณยังไม่เข้าร่างดี บางคนบอกว่ามันเคว้งไปหมด ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี มันคล้ายกับต้องเงอะๆงะๆ เพราะการอยู่ข้างในมันเต็มไปด้วยกฎระเบียบ ปัญหาเหล่านี้นี่ไม่นับเรื่องการทำมาหากิน ว่าจะไปให้ทันเขาเลย แค่ปรับตัวยังปรับไม่ได้”

เมื่อมองว่า “ทุกอย่างต้องใช้เงิน แม้จะดื่มน้ำสักแก้วก็ต้องใช้เงิน เราคิดว่าอย่างน้อยน่าจะให้เงินทุนตั้งต้นชีวิตใหม่ เงินจำนวน 10,000 บาท แม้จะไม่มากไปไม่น้อยไป แต่เงินก็พอช่วยบรรเทาไปได้ระยะหนึ่งเราไม่สามารถช่วยคนมากมายได้ เราจึงช่วยเฉพาะลูกศิษย์ที่เรียนเขียน เรียนปั้นกับโครงการเราก่อน เพราะเราต้องการพัฒนาลูกศิษย์ของเราอย่างต่อเนื่อง”

การพัฒนานั้น “เริ่มตั้งแต่การเขียนเพื่อที่จะให้เขาได้ทบทวนตัวเอง ถัดจากการเขียนให้ทำงานจิตอาสา ทำหมวก สอนคนตาบอด เขียนนิทานภาพสำหรับเด็ก เพื่อดึงส่วนที่ดีอ่อนโยนที่อยู่ในส่วนลึก ของเขาออกมา การทำงานต่อเนื่องเป็นสิ่งดีที่สุด เราสร้างนักเขียนมาหลายรุ่นแล้ว”

สำหรับทุนช่วยเหลือผู้พ้นโทษมาจากที่ไหน อรสมบอกว่า กองทุนปั้นดินให้เป็นบุญ เงินส่วนหนึ่งมาจากจำหน่ายพระพุทธรูปฝีมือผู้ต้องขังที่ผ่านการเรียนรู้จากโครงการ โดยนำอาจารย์ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญการปั้น การหล่อพระพุทธรูปมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรเข้าไปสอน

พระพุทธรูปปัจจุบันมีอยู่ 4 แบบ แต่ละแบบหน้าตัก 20 นิ้ว ตั้งนามโดยพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ หรือ ดร.อนิลมาน ธมฺมสากิโย วัดบวรนิเวศฯ คือ 1.พระพุทธนฤอภัยมงคล 2.พระพุทธอภัยนิรมิต 3.พระพุทธ-ธรรมิศรมงคล และ 4.พระพุทธธรรมวิชัยมงคล

แต่ละแบบสามารถเลือกวัสดุได้ วัสดุมีทั้ง เรซิ่น, ทองเหลือง, ทองเหลือง-ทองคำ และสำริด ราคาเริ่มต้นที่องค์ละ 10,000 บาท สูงสุด 68,000 บาท การเช่าพระแต่ละองค์เท่ากับช่วยเหลือผู้พ้นโทษ เป็นการสร้างกุศลให้กับคนเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผลงานของ “นักเรียนรุ่นแรก” นั้น คณะทำงานได้นำไปถวายวัดสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ทั้งในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและสกลนคร และต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2559 ยังได้นำพระพุทธรูป 2 องค์ ถวายให้วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก

เพราะว่า วัดพระราม 9ฯ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 9 ถวายเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เนื่องด้วยบรรดานักเรียนจากเรือนจำตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้พระราชทานชีวิตใหม่ให้รอดพ้นความตาย จากโทษประหาร

อรสมบอกว่า ที่ผ่านมากองทุนปั้นดินให้เป็นบุญ เราได้มอบไปแล้ว 10 ทุน รายได้มาจากมีคนสั่งหล่อพระพุทธรูปจำนวนพอสมควร “พระที่หล่อเราก็ไม่ได้แพง คนต้องการวัสดุอย่างไหน ก็แล้วแต่จะเลือก ราคาจะต่างกันตามวัสดุ”

กิจกรรมสอนปั้นพระ หล่อพระพุทธรูป อรสมบอกว่า “เราตั้งใจ ทำนอกเหนือจากสอนคนในเรือนจำแล้วก็มีคนข้างนอกเห็นสวยก็อยากเรียนบ้าง เราก็บอกให้เข้าไปเรียนได้ เรียนฟรีๆ แต่ไม่มีใครเอา (หัวเราะ) ในที่สุดเราก็เปิดสอนให้คนนอกด้วย ดำเนินการโดยเครือข่าย พุทธิกาเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม

สำหรับกิจกรรมระดมทุน ล่าสุดจัดขึ้น ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์กรุงเทพฯ ในงานมีนิทรรศการภาพถ่ายกิจกรรมผู้ต้องขังร่วมโครงการกับคณะทำงาน นำพระพุทธรูปฝีมือนักเรียนมาแสดง และมีการเสวนาหัวข้อ “จากมือที่เปื้อนบาป สู่มือที่ปั้นบุญ”

กิจกรรมครั้งนี้ ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้เข้าร่วมงานบอกว่า ขอชื่นชม อรสม สุทธิสาคร และทีมงานที่ได้สร้างกุศลที่สูงมากๆ

“เราเองไม่ได้เป็นนักโทษ ไม่ได้ถูกจองจำ พอเราวุ่นวายจิตใจเรายังต้องหาหนทางดับให้สงบด้วยวิธีต่างๆนานา แต่คนอยู่ในกำแพงนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพเหมือนเรา โครงการนี้เข้าไปช่วยให้เขามีอิสระในจิตใจ ให้เขาอยู่กับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการเขียนหนังสือหรือกิจกรรมปั้นพระพุทธรูป ผมขอชื่นชมยกย่องคณะทำงานอย่างมากๆ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจังต่อไป”

เพราะว่ากิจกรรมนี้ “เรามิได้มุ่งสร้างคนให้มีฝีมือในการปั้นพระพุทธรูป แต่เป็นการสร้างคนให้มีจิตใจงดงามออกไปจากทัณฑสถาน เมื่อเขารู้สึกว่าตัวมีคุณค่า ออกไปก็จะไม่คิดทำผิดแล้วกลับเข้ามาอีก นี่เป็นความสำคัญที่สุดเลยครับ”

และมีเสียงลอดกำแพงจาก “นุกูล” นักเรียนคนหนึ่งของโครงการว่า “ถือเป็นกุศลสูงสุดในชีวิต เกินจะนึกฝันว่า พวกเราที่อยู่ในบางขวางในสถานะของผู้ต้องขังจะได้มีโอกาสดีๆเช่นนี้”

ขณะที่พระศากยวงศ์วิสุทธิ์เปรียบเทียบโครงการนี้ว่า ปกติ “เราจะเห็นแสงส่องจากที่สว่างเข้าไปยังที่มืด แต่คราวนี้เสมือนแสงส่องจากที่มืดออกมายังที่สว่าง”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้