วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เข็นโครงการยักษ์ลงทุนปีนี้

มูลค่า 6 แสนล้านบาทโอสถทิพย์ฟื้นเศรษฐกิจ

คณะกรรมการพีพีพี อนุมัติ 6 โครงการลงทุนมูลค่ารวม 6 แสนล้านบาทเข้าสู่พีพีพี ฟาสต์ แทร็ก (PPP Fast Track) มั่นใจโครงการลงทุนจะอนุมัติได้ภายในปีนี้ พร้อมไฟเขียวแก้ไขกฎหมายร่วมทุนเอกชน เพื่อเร่งรัดกระบวนการลงทุนร่วม เอกชนสามารถทำได้ภายใน 9 เดือน “สมคิด” ยันอาลีบาบายังลงทุนในไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบโครงการที่จะดำเนินการตามมาตรการพีพีพี ฟาสต์ แทร็ก (PPP Fast Track) เพิ่มเติม 6 โครงการ ซึ่งจะอนุมัติโครงการลงทุนได้ภายในปีนี้ ได้แก่ 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก มูลค่าโครงการ 131,172 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันตกและช่วงตะวันออก มูลค่าโครงการ 195,642 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายภูเก็ต ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง มูลค่าโครงการ 39,406 ล้านบาท

4.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ (ทล.) มูลค่าโครงการ 80,060 ล้านบาท 5.โครง การรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง (ร.ฟ.ท.) มูลค่าโครงการ 152,488 ล้านบาท และ 6.โครงการรถไฟฟ้าสายเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ถึงกรอบวงเงินลงทุนที่ชัดเจน โดยทั้ง 6 โครงการ จะมีมูลค่าการลงทุนรวม 600,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังรับทราบความคืบหน้าของโครงการภายใต้มาตรการ PPP Fast Track จำนวน 5 โครงการในปัจจุบัน ซึ่งมีผลดำเนินการดังนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) ได้ดำเนินการตามขั้นตอนภายใต้มาตรการ PPP Fast Track เรียบร้อยแล้ว

สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมาและสายบางใหญ่-กาญจนบุรี กรมทางหลวงได้ปรับปรุงรายงานผลการศึกษาให้สอดคล้องกับความชัดเจนด้านกฎหมายเพิ่มเติม และเสนอโครงการต่อ รมว.คมนาคมแล้ว และส่งกลับมายังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อีกครั้งภายในเดือน เม.ย.60

นายสมคิด กล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงการ PPP ดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า โครงการรัฐกำลังเดินหน้า หวังว่าการพูดถึงเศรษฐกิจในเชิงลบจะลดลง เพราะเศรษฐกิจไทยจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของคนไทยเองด้วย ซึ่งเมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีข่าวเรื่องอาลีบาบาถอนการลงทุนจากไทย ทั้งๆที่อาลีบาบาลงทุนหลายประเทศทั้งไทยและมาเลเซีย ซึ่งในการลงทุนในแต่ละประเทศแตกต่างกัน อาลีบาบาลง ทุนที่มาเลเซียเป็นเรื่องทรานฟอร์ม แต่การลงทุนของไทยอาลีบาบาเน้นเรื่องอีคอมเมิร์ซ และลงทุนที่ไทยมีขนาดใหญ่กว่าในมาเลเซีย

“ในโซเชียลมีเดีย โดยใครไม่รู้ ทำเพื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ปั่นป่วน เขาใช้คำว่าอาลีบาบาทิ้งไทยไปมาเลเซียซึ่งนายวิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน โทรศัพท์คุยกับทางอาลีบาบาโดยตรงอาลีบาบายืนยันว่า มาไทยแน่นอน ตรงนี้เป็นความจริง ผมประหลาดใจต่างประเทศพยายามช่วยเหลือไทย แต่มีข่าวอย่างนี้ออกมาเรื่อยๆ”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบสรุปประเด็นจากการรับฟังปัญหา และข้อจำกัดฯ รวมถึงข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในเดือน ก.ค.60

“สคร.จะแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้การลงทุนร่วมกับเอกชนมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยจะใช้หลักในการแก้ไขคือ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอย่างโปร่งใส ซึ่งกฎหมายปัจจุบันยังมีข้อติดขัดในเรื่องขั้นตอนการลงทุนที่มีขั้นตอนจำนวนมาก ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายนี้จะช่วยให้การลงทุนรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่า กระบวนการอนุมัติโครงการลงทุนจะดำเนินการใน 9 เดือน ตามกระบวนการของพีพีพี ฟาสต์ แทร็ก”

นอกจากนี้ คณะกรรมการ PPP ได้อนุมัติให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เช่าที่ดินราชพัสดุบริเวณถนนสุขุมวิท ตำบลบางพระ และตำบลทุ่ง-สุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และเห็นชอบให้กระทรวงการคลังนำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กท.3275 เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ของกรมธนารักษ์เพื่อดำเนินการก่อสร้างหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานครซึ่งสามารถคัดเลือกให้เอกชนเช่าโดยไม่ใช้วิธีประมูล.