วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จิตรกรรมบัวหลวง DNA ความเป็นไทย

“จากศิลปินรางวัลจิตรกรรมบัวหลวงสู่รางวัล Benesse Prize (Singapore Biennale 2016) โดย ปานพรรณ ยอดมณี” สะท้อนความสำเร็จของ “คนไทย” บนเวทีศิลปะร่วมสมัย

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...

ผู้คว้ารางวัลใหญ่จากเวที “11th Benesse Prize” ในเทศกาลศิลปะ “สิงคโปร์ เบียนนาเล่ 2016” ผู้ที่สนใจอยากจะชมพลังสร้างสรรค์ของศิลปินยุคใหม่ท่านนี้ ไปกันได้ที่ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 เมษายน 2560

“มูลนิธิบัวหลวง” อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ด้วยเธอได้แจ้งเกิดในวงการศิลปะจากการคว้ารางวัลชนะเลิศในเวที “จิตรกรรมบัวหลวง” ติดต่อกันมาหลายปี

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการมูลนิธิบัวหลวง บอกว่า ย้อนไป 40 ปีที่แล้ว...ผู้ใหญ่ในมูลนิธิบัวหลวงมีวิสัยทัศน์ริเริ่มโครงการจิตรกรรมบัวหลวง ช่วงเวลานั้นคิดกันด้วยความเป็นห่วงว่าศิลปะไทยจะหายไป จึงเริ่มจัดการประกวดเน้นเรื่องประเพณีไทย เพื่อไม่ให้ถูกกลืนหายไปกับคลื่นศิลปะร่วมสมัย

“คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นมีเรียนอยู่แค่สองคน ...แต่หลังจากเราส่งเสริมต่อเนื่อง วันนี้ภาควิชาศิลปะไทยมีคนสมัครมากที่สุด...เรียนมากที่สุด ถือว่าเราประสบความสำเร็จ และยังได้สร้างชื่อเสียงให้กับวงการศิลปะ...เป็นจุดกำเนิดของศิลปินหลายๆท่านได้ขึ้นมาเป็นศิลปินระดับชาติ”

เวที “จิตรกรรมบัวหลวง”...กว่า 4 ทศวรรษที่จัดการประกวด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 ได้รับการยอมรับจากวงการศิลปะว่าเป็นเวทีการประกวดจิตรกรรมที่ได้มาตรฐาน ศิลปินที่ได้รับรางวัลนี้หลายท่านมีฝีมือเป็นที่ประจักษ์ มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ศิลปินบางท่านได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะศิลปินแห่งชาติ

วันนี้...จากความสำเร็จระดับประเทศที่ได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จภาคภูมิใจในระดับนานาชาติเป็นเส้นทางที่น่าภาคภูมิใจ เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ เป็นความพยายามของศิลปินที่ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามวันข้ามคืน หากแต่เป็นประสบการณ์ พรสวรรค์ ผ่านจิตวิญญาณ ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต

คุณหญิงชดช้อย ย้ำว่า อยากให้คนไทยได้เห็นผลงานของศิลปินไทยที่สามารถมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่ระดับโลกได้ สิ่งที่เห็นความแตกต่างได้จากงานของปานพรรณที่อยากจะสื่อให้คนไทยทั่วไปได้รู้...

“เราจะประสบความสำเร็จ...ทุกอาชีพในโลกนี้ขอให้รักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยเอาไว้ ในอดีตที่ผ่านมาที่บอกว่าเราจะก้าวไปสู่เวทีโลกจะต้องร่วมสมัยแท้ๆ ไปแบบอินเตอร์จริงๆ อย่าไปเอาแบบไทยๆเลย แต่ปานพรรณแสดงให้เห็นว่าเขามีจุดมุ่งหมายของเขา มีความใฝ่ฝัน...ไม่โดนกระแสโลกมาผลักดันให้เปลี่ยน...ผลงานร่วมสมัยมากๆ แต่ความเป็นไทยมีเยอะ”

ปานพรรณ ยอดมณี ในฐานะหัวหอกศิลปินรุ่นใหม่ คุยให้ฟังว่า เส้นทางศิลปะเกิดขึ้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว 10 ขวบก็เริ่มวาดการ์ตูน ได้เรียนศิลปะไทยจากพระวัดข้างบ้าน ลอกงานอาจารย์เฉลิมชัยในโบสถ์บ้านเกิด เป็นแรงบันดาลใจ...ฝันอยากจะเป็นศิลปินมาตั้งแต่ตอนนั้น รายได้เลี้ยงตัว ครอบครัวก็มาจากการทำงานศิลป์...

“ศิลปะไทยไม่ใช่ของเก่า...ของโบราณ แต่เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเด็กยุคใหม่ หนูมองกลับกันว่าของเก่ามันใหม่กับทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งมีคุณค่า...อนาคตศิลปะเป็นอย่างไรจะมองอดีตเอาของเก่ามาผสมรวมกันให้คนต่างชาติรู้จักเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้ได้”

“จิตรกรรมไทย”...ที่หลายคนมองว่า เป็นงานศิลปะที่เก่าคร่ำครึ เป็นงานที่ยากจะเข้าใจ แต่ปานพรรณสามารถนำมาประยุกต์ให้มีเสน่ห์...มี DNA ความเป็นไทย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของเธอจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ให้วงการศิลปะไทยอย่างมาก

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ กับ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ต่างชื่นชมในความสำเร็จของศิลปินหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่มาจากนครศรีธรรมราช บนเส้นทางสายฝุ่นจะก้าวไปถึงระดับนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ศ.ดร.อภินันท์ บอกว่า กระบวนการต้องมีทั้งผลักดัน ทั้งฉุด ทั้งอุ้ม... ห่วงโซ่นี้โยงไปถึงตัวศิลปินเองที่มีความสามารถสูง มูลนิธิบัวหลวงเป็นผู้เปิดโอกาส...เปิดโลกทัศน์ จุดประกายทำฝันให้เป็นความจริง

ไม่ทอดทิ้งศิลปินรุ่นบุกเบิก...ผลักดันส่งเสริมศิลปินรุ่นใหม่ที่ก้าวเดินตามรอยมา การประคับประคองศิลปิน...เป็นสิ่งที่ทำให้ศิลปะไทยไม่สูญหาย ความเป็นไทย...ท้องถิ่นนิยม สามารถเป็นสากลนิยมได้ด้วย

อาจารย์เฉลิมชัย ศิลปินแห่งชาติ กล่าวในฐานะรุ่นพี่เวทีจิตรกรรมบัวหลวงว่า วันนี้เป็นวันที่ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการสนับสนุนหลังความสำเร็จ...ประเทศไทยยังขาดส่วนนี้ น่าเบื่อมาก

“เด็กคนหนึ่ง...ทำงานไทย เอางานไทยไปถ่ายทอดเป็นความรู้สึก ที่เป็นสากลทำให้โลกรู้จักงานศิลปะไทยที่ไม่ใช่ศิลปะไทยโบราณ ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าโลกเดี๋ยวนี้มันใกล้กันมากศิลปะก็ต้องใกล้กัน ฉะนั้นงานศิลปะประเทศไทยถ้ายังเขียนโบราณอยู่...ไม่มีใครมาดูแน่ ไม่รู้สึก”

คนไทยเรา...ไม่ค่อยรู้จักศิลปะบ้านเมืองเราจึงเป็นอย่างนี้ มืดบอดทางสุนทรียภาพ สิ่งที่เป็นความรู้สึก...สำนึกถึงความเป็นระเบียบ บ้านเราเป็นแบบสบายๆ...“สบายนิยม” ก็ไปไหนไม่ค่อยรอด ความคิด สร้างสรรค์ไม่ค่อยมี ทำให้บ้านเมืองทุกวันนี้แย่

ถ้าสนับสนุนการให้ความรู้ทางสุนทรียภาพแก่ประชาชน...ระบบการศึกษาสามารถทำให้เรารู้จักงานศิลปะ งานศิลปะของชาติตัวเอง...ภูมิภาคตัวเอง...อาเซียนทั้งหมด รู้จักงานตะวันตก งานอเมริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย...จีน ปรัชญาวัฒนธรรม เมื่อเข้าใจเขา เราก็จะหากินง่าย

“ประเทศไทยเรา ไม่เข้าใจอะไรใคร...แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ จึงเป็นปัญหา โดยเฉพาะงานศิลปะยิ่งไปกันใหญ่ มูลนิธิบัวหลวงช่วยวงการศิลปะมากี่ปีมาแล้ว...โตช้ามาก จริงๆแล้วถ้าภาครัฐเข้ามาสนับสนุน สิ่งสำคัญที่สุดคือภาครัฐ...แต่ไม่สนใจ กระทรวงวัฒนธรรมมีงบนิดเดียว ก็ทำอะไรไม่ได้”

ภาคเอกชนมีพลังผลักดันอยู่บ้าง ถ้าไม่มีเลย...ศิลปินก็คงตายกันจนไม่มีเหลือ แล้ว...ศิลปินเหล่านั้นถ้าอยู่รอดได้โดยแบบครบวงจร ไม่ต้อง พึ่งพาใครเลย...จะเหลือได้สักกี่คน?

สมมติว่า มูลนิธิบัวหลวง...สนับสนุนให้ศิลปินเกิดได้ แล้วมีประเทศชาติ รัฐบาลร่วมสนับสนุนต่อเนื่อง ชื่นชม อุ้มชู ช่วยซื้องาน ...จัดงานให้คนจากต่างประเทศรู้จักงานศิลปะคนไทย นำศิลปินไทยออกไปสู่โลกพร้อมๆกับนำคนเข้ามาสนับสนุนรอบด้าน ถ้าภาครัฐทำตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว...ศิลปินไทยคงเกิดมากกว่านี้

ความสำเร็จของ “ปานพรรณ ยอดมณี” สังคมไทยต้องรับรู้เหมือนนักมวยไทยที่ไปต่อยแล้วได้เข็มขัดแชมป์โลก...ศิลปินไทยสร้างชื่อเสียงระดับนี้ทำไม? ไม่ดังเท่าๆกัน ต้องสร้างกระแสรับรู้...ทำให้คนไทยเรารู้จักงานศิลปะ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากแต่ในทุกงานศิลปะก็มีเนื้อหา สาระที่ซ่อนอยู่

นี่คือสิ่งที่สำคัญ...การสนับสนุนส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แก่นความดำรงคงอยู่ของศิลปะไทย การผลักดันให้ศิลปินไทยไปสร้างชื่อเสียง เพิ่มมูลค่า ขายงานศิลปะ...สร้างรายได้เข้าประเทศ “เรารอภาครัฐ...กันมานานมากแล้ว ถึงวันนี้เราเหลืออะไร ไม่ได้สนใจ...ต่อให้ศิลปินไทยรุ่นใหม่ๆเก่งแค่ไหนก็ไปลำบาก”

“ศิลปะ”...สุนทรียภาพความงามที่แต่ละบุคคลสามารถซึมซับ เข้าใจ รู้สึกได้...หากแต่การอยู่ได้ของ “ศิลปิน” ต้องอาศัยแรงส่งเสริม สนับสนุนจึงจะดำรงคงอยู่บนวิถีได้.

29 มี.ค. 2560 15:53 ไทยรัฐ