วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โดนคปพ.กดดัน 'บิ๊กตู่' โบ้ย ตั้งบรรษัทนํ้ามัน

ขู่ปลุกม็อบล้อมทำเนียบ-สภา ติดหมายจันทร์ส่องหล้ารีดภาษี นพดลอุทธรณ์สู้-จ่อฟ้องม.157

นายกฯแฉถูก “คปพ.” ที่นำโดย “รสนา-ปานเทพ” กดดันตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ขู่ปลุกม็อบล้อมทำเนียบฯ-สภา ยันทหารไม่ฝันเฟื่องไปฮุบกิจการพลังงาน ชี้ไม่มีขีดความสามารถพอ วอนอย่าตั้งแง่สงสัยรัฐบาล-ทหาร “พรเพชร” ระบุ สนช.พิจารณาบรรษัทน้ำมันเปิดเผยไม่มีสอดไส้ ถกกันมา 5-6 เดือนแล้ว กร้าวผลออกมาอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจที่ประชุม สนช. ประธาน กมธ.ปิโตรเลียม ลั่นบรรษัทน้ำมันเป็นประโยชน์ต่ออนาคต หนังสือรีดภาษี “ทักษิณ” 1.76 หมื่นล้าน แปะถึงหน้าบ้านแล้ว “นพดล” เผยฟอร์มทีมทนายเตรียมอุทธรณ์ พร้อมหาช่องฟ้อง ม.157 ย้อนศรอภินิหาร ก.ม. “บิ๊กป้อม” ปัดเกมกลั่นแกล้งตระกูลชิน นายกฯชี้ปมกาสิโนต้องสแกนดูพื้นที่ ถ้าของไทยก็รื้อ-ของกัมพูชาต้องปล่อย เตือน “วีระ” ระวังโดนหิ้วอีกรอบ “ประวิตร-ดอน” ระบุชัดเป็นพื้นที่ของกัมพูชา

สืบเนื่องจากกรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงข่าวระบุว่ามีกลุ่มทหารเข้ามาแทรกแซงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมแห่งชาติ ที่เตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 2-3 ในวันที่ 30 มี.ค. โดยสอดแทรกมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

“บิ๊กตู่” แฉ “คปพ.” กดดันตั้งบรรษัทน้ำมัน

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. เวลา 14.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่ามีกลุ่มทหารเข้ามาแทรกแซงเนื้อหา พ.ร.บ.ปิโตรเลียมแห่งชาติ สอดแทรกมาตรา 10/1 ให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันว่า ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ กฎหมายฉบับนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2557 พยายามจะออกมาก่อนหน้าที่ตนจะเข้ามาด้วยซ้ำ แต่ก็ออกไม่ได้เพราะมีหลายฝ่ายเรียกร้องจะเอาอย่างโน้นอย่างนี้ ทั้งนี้มีกลุ่มผู้เรียกร้อง กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ซึ่งมีนางรสนา โตสิตระกูล ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และอีกหลายคน กลุ่มคนเหล่านี้พยายามเรียกร้องและเสนอประเด็นต่างๆ มากมาย ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังมา เมื่อรวบรวมแล้วก็ส่งไปที่ สนช. และพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการพลังงาน และทราบว่าคณะกรรมาธิการ ก็ถูกกลุ่มนี้ไปกดดันอีกว่าจะต้องมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติให้ได้

ถูกขู่ปลุกม็อบบุกทำเนียบ–สภา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่ายังไม่พร้อม และยังไม่มีความจำเป็น เพราะเรามีบริษัทของเดิมอยู่แล้ว โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่จำนวนมากเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่แล้วจะซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เลยให้เป็นหน้าที่ของ สนช.พิจารณา ก็ปรากฏว่าฝ่ายนั้นก็กดดันมาก ครั้งนี้ กดดันมาอีกแล้วว่าถ้าออกมาแล้วไม่มีบรรษัทน้ำมันก็จะมาล้อมรัฐสภา-ทำเนียบรัฐบาล ถามว่าถูกต้องหรือไม่ ใช้วิธีกดดันแบบนี้ประเทศชาติเสียหาย และกลุ่มนี้ก็ยึดโยงไปสู่โรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ด้วย คือทุกที่ในเรื่องพลังงาน ตนก็ไม่เข้าใจ

ทหารไม่เจ๋งพอฮุบกิจการพลังงาน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการมองว่าแอบใส่การจัดตั้งบรรษัทน้ำมันเพื่อหวังให้ทหารเข้าไปดำเนินการนั้น กรมพลังงานทหารทำหน้าที่นี้ไม่ได้หรอก เขามีหน้าที่จำกัดไม่ใช่จะมาทำหน้าที่เป็นบริษัทประกอบการธุรกิจ มันทำไม่ได้ ไม่มีใครไปฝันเฟื่องขนาดนั้น เอามาเป็นประโยชน์ของทหาร มันไม่มี ขีดความสามารถไม่ถึง และตนก็ไม่ให้ทำอยู่แล้ว ไม่เคยมีแนวคิดอะไรที่จะให้ทหารเข้ามาดูแลทั้งสิ้น สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือให้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมออกมาให้ได้ เพราะต้องดูเรื่องการลงทุนการขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีหลายพื้นที่จะต้องมีการทำสัมปทาน ไม่ใช่ว่าทำพรุ่งนี้แล้วสามารถสร้างหรือเจาะแหล่งพลังงานได้ทันทีต้องใช้เวลาอีก 5-6 ปี กว่าจะเริ่มลงทุน ตัดสินใจหาเงินกู้ จึงต้องรีบทำในวันนี้ หลายคนก็ชอบคิดว่าทำไมต้องรีบทำ แล้วก็ไม่ทันหลายประเทศก็ไปลงทุนที่อื่น ไม่มาลงทุนประเทศที่มีปัญหาขนาดนี้ เพราะวุ่นวายไปหมด สิ่งสำคัญเราเองไม่ยอมรับ กลุ่มพวกนี้ไม่เข้าใจทั้งสิ้น เรื่องนี้จะผิดหรือถูกก็พิจารณากันมา ตนขี้เกียจยุ่งเกี่ยวด้วย ถ้ามันไม่ได้ขึ้นมาก็รับผิดชอบด้วยแล้วกัน

วอนอย่าระแวงสงสัยรัฐบาล–ทหาร

“ไม่รู้เหมือนกันว่าบรรษัทน้ำมันถ้าตั้งมาแล้วใครจะเข้ามาเป็น และใครหวังเข้ามา ผมก็ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน หากคิดว่าเพื่อบรรเทาความขัดแย้งก็จะใส่เข้าไป เพื่อเป็นการเริ่มต้นเมื่อพร้อม ซึ่งมันไม่พร้อมง่ายๆหรอก ต้องใช้ทุนมหาศาล แล้วจะเอาทุนที่ไหน รัฐบาลจะลงทุนอีกเหรอ ไม่มีเงินลงทุนหรอก เมื่อมีปัญหาก็ไปว่ากันมาในสภาอย่ามาสงสัยรัฐบาลหรือทหาร เหตุผลที่มีคณะกรรมาธิการเป็นทหารจำนวนมาก เพราะคณะนี้ถูกต่อต้านเยอะไม่มีใครกล้าเป็น เพราะโดนกลุ่มนี้ประท้วงมาตลอด มีแต่ทหารเท่านั้นที่เป็นให้” นายกฯกล่าว

“พรเพชร” ชี้ทำเปิดเผยบรรษัทน้ำมัน

เมื่อเวลา 12.45 น. ที่รัฐสภาแห่งใหม่ แยกเกียกกาย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ระบุมีกระบวนการสอดไส้เพิ่มมาตรา 10/1 เรื่องการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่เตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช.วาระ 2-3 ในวันที่ 30 มี.ค.ว่า ไม่มีสอดไส้ เป็นเพียงแค่การแก้ไขกฎหมายของกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ยืนยันการประชุมของ สนช.ทำอย่างเปิดเผย ไม่มีประชุมลับ ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็มาพูดคุยกันในที่ประชุม ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ในชั้นการพิจารณาของ กมธ.มา 5-6 เดือน กมธ.ได้แก้ไขหลายจุด กรณีประเด็นการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่เป็นปัญหานั้น จะเรียก กมธ.มาชี้แจงต่อที่ประชุมวิป สนช.ในวันที่ 28 มี.ค. เพื่อขอทราบเหตุผลการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เท่าที่ทราบการตั้งบรรษัทดังกล่าวยังไม่ชัดเจนว่าจะตั้งหรือไม่ตั้ง เพราะในร่างกฎหมายใช้คำว่า “เมื่อมีความพร้อม” ทั้งนี้การเสนอเพิ่มหรือแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่ กมธ.สามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญของกฎหมาย ต้องส่งกลับไปให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ

ลั่นให้ สนช.ใช้ดุลพินิจตัดสิน

นายพรเพชรกล่าวว่า ส่วนที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุว่า มี 6 นายทหารอยู่เบื้องหลังในการผลักดันตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาตินั้น ไม่ทราบ ต้องไปถาม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ถ้าระบุว่ามี สนช.เข้าไปเกี่ยวข้อง ตนจะไปถาม สนช.คนนั้นให้ แต่เชื่อว่าคงไม่เกี่ยวข้องกับ สนช. เพราะเป็นเรื่องของ กมธ. ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะออกมาเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของที่ประชุม สนช. ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่พอใจแล้วจะต้องคว่ำกฎหมาย บางครั้งต้องนำไปพูดคุยในที่ประชุม สนช.ว่าจะพบกันครึ่งทางได้หรือไม่ หรือ กมธ.อาจจะยอมถอนประเด็นที่มีปัญหาออกไป ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของที่ประชุม สนช.

กมธ.แจงวิปไม่ได้ลักไก่สอดไส้

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเรียก กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มาชี้แจงประเด็นการเสนอเพิ่มเนื้อหามาตรา 10/1 เรื่องการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ถูก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรอง นายกรัฐมนตรี คัดค้านอย่างหนัก โดยระบุเป็นการสอดไส้แก้ไขเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ทั้งนี้นายพรเพชรขอให้ประชุมลับในเรื่องดังกล่าว โดยเชิญเจ้าหน้าที่ออกจากห้องประชุม เหลือเฉพาะสมาชิก สนช.เท่านั้น ซึ่ง พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ วิป สนช. ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ชี้แจงยืนยันต่อที่ประชุมวิป สนช.ว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้สอดไส้หรือลักไก่เพิ่มเติมเนื้อหามาตรา 10/1 แต่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกอย่าง มีการขอความเห็นชอบจาก ครม. ในการขอแก้ไขหลักการของกฎหมาย และได้รับความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว

ยันบรรษัทน้ำมันเป็นประโยชน์

พล.อ.สกนธ์ชี้แจงว่า การจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการพลังงานในอนาคต อีกทั้งการจัดตั้งบรรษัทดังกล่าวไม่มีการกำหนดระยะเวลาตายตัวว่า จะต้องจัดตั้งให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด คนที่ออกมาคัดค้านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนด้านพลังงานและคนที่เสียผลประโยชน์ หลังจากที่วิป สนช.ได้รับฟังคำชี้แจงจาก กมธ.แล้ว ก็มีความเข้าใจหลักการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว และจะนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ โดยขอให้ กมธ.ทุกคนช่วยชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในประเด็นที่เป็นปัญหาให้สมาชิก สนช.เข้าใจ

แจงแทรก ม.10/1 ไม่ขัดมติ ครม.

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษก วิปสนช. แถลงผลการประชุมวิป สนช.ว่า ขณะนี้บรรษัทฯยังไม่มีรูปแบบชัดเจน ดังนั้นการกำหนดให้มีบรรษัทโดยไม่ได้ระบุชัดว่า ควรมีเมื่อใดถือเป็นการยืดหยุ่นทั้งฝ่ายที่ต้องการให้มีทันที กับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มี ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการอภิปรายของสมาชิก สนช. ยืนยันว่า การแทรกมาตรา 10/1 ไม่ขัดต่อหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านวาระรับหลักการ เพราะเป็นการเพิ่มตามมติ ครม. สามารถทำได้ ส่วนการคัดค้านไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นการหักมติ ครม. สาเหตุที่หลายคนต่อต้านอย่างหนัก เพราะเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ระบุถึงตัวเลขว่า รายได้สัมปทานปิโตรเลียมมีมากถึง 7 แสนล้านบาท

“ครูหยุย” เชื่อ 100 ปีก็ตั้งไม่ได้

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ วิป สนช. กล่าวว่า การตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเกิดขึ้นได้ยาก เพราะในกฎหมายใช้คำว่าให้จัดตั้งเมื่อมีความพร้อม ซึ่งนิยามคำว่ามีความพร้อมมีความหมายกว้างมากว่า อะไรคือมีความพร้อม ดังนั้นคงเกิดขึ้นได้ยากกว่าการตั้งโรงไฟฟ้าเสียอีก เชื่อว่า 100 ปีก็จัดตั้งไม่ได้

นายมนูญ ศิริวรรณ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านพลังงาน กล่าวว่า การสอดแทรก มาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นเรื่องที่เข้ามาในวาระ 2 โดยไม่มีการพูดในวาระแรก ถือเป็นการเสนอเข้ามาโดยไม่มีที่มาที่ไป เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ สนช.พิจารณาเรื่องใหญ่ขนาดนี้โดยไม่มีหลักการและข้อมูลประกอบ หากอยากจะเสนอเข้ามา ควรเสนอเป็น พ.ร.บ.ต่างหาก มีข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน ไม่ใช่สอดไส้เข้ามา หาก สนช.จะให้ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมผ่าน ต้องเอาเรื่องที่แถมมาออกไป

ติดหมาย “จันทร์ส่องหล้า” บี้จ่ายภาษี

เมื่อเวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านพักจันทร์ส่องหล้า เลขที่ 472 ถนนจรัญสนิทวงศ์ 69 แขวงและเขตบางพลัด กทม. ซึ่งเป็นที่อยู่ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตามที่แจ้งไว้ในระบบทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย ว่าเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเขตบางพลัด ได้นำหนังสือประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เรียกเก็บนายทักษิณ พร้อมค่าปรับและเงินเพิ่มรวมมูลค่า 17,629 ล้านบาท ไปติดที่บ้านดังกล่าว ท้ายหนังสือระบุด้วยว่า โปรดนำเงินภาษีไปชำระที่สำนักงานสรรพากรเขตพื้นที่สาขาบางพลัด กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 31 มี.ค.60 โดยมี ร.ต.ท.ภานุวัฒน์ ทัศนสุวรรณ รอง สวป.สน.บางพลัด นำกำลังสายตรวจ สน.บางพลัด 3 นาย มาอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งเซ็นลงชื่อเป็นพยานว่า ได้นำหนังสือมาติดไว้ที่หน้าบ้านหลังดังกล่าวแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่สรรพากรทั้งหมดได้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด

“ทักษิณ” ขออุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการติดหนังสือประเมินภาษีดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่ต้องประเมินภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 329.2 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2549 ให้กลุ่มเทมาเสก ภายใน 10 ปี ซึ่งจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้ อย่างไรก็ตามการติดหนังสือประเมินภาษีดังกล่าวเป็นขั้นตอนหลังจากเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้นัดหมายให้นายทักษิณ หรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจมารับทราบการประเมินภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับไม่มีตัวแทนเดินทางมาแต่อย่างใด เมื่อนายทักษิณไม่ส่งตัวแทนมารับทราบการประเมินภาษีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรจึงต้องติดหนังสือประเมินภาษีเพื่อแจ้งให้นายทักษิณรับทราบ หลังจากนี้นายทักษิณสามารถขออุทธรณ์ต่อสรรพากรได้ภายใน 30 วัน หากยังไม่จ่าย กรมสรรพากรต้องไปฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคนตัดสิน ถ้าตัดสินแล้วผู้ถูกเรียกไม่พอใจก็ยังไปอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต่อไปได้

“นพดล” เผยฟอร์มทีมอุทธรณ์แล้ว

เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ รร.เอสซีปาร์ค นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แถลงภายหลังเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้ปิดเอกสารการประเมินเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาทในวันนี้ว่า ทีมกฎหมายเห็นว่านายทักษิณไม่มีภาระภาษีตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นนายทักษิณผู้ถูกประเมินจะใช้สิทธิอุทธรณ์เรื่องนี้

ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในเวลา 30 วัน ขณะนี้ได้ฟอร์มทีมนักกฎหมายขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าจะสามารถอุทธรณ์และชี้แจงได้ทุกประเด็น ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย สำหรับเรื่องภาษีเกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ปผ่านมาหลายรัฐบาลเป็นเวลาร่วม 10 ปี แต่ทำไมยังมีความพยายามที่จะประเมินภาษีอีก เรื่องนี้เป็นการดำเนินการที่เท่าเทียม เสมอภาค สอดคล้องกับหลักนิติธรรมแล้วหรือไม่

ลุยฟ้อง ม.157 ต่อกรอภินิหาร ก.ม.

นายนพดลกล่าวด้วยว่า กรณีที่มีการดำเนินการใดๆ ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักนิติธรรม มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย นายทักษิณขอสงวนสิทธิที่จะดำเนินการฟ้องร้องตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นๆ และดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็นตามกระบวนการยุติธรรมในเวลาต่อไป เพื่อรักษาสิทธิและรักษาระบบกฎหมายและหลักนิติธรรม แม้จะอยู่ในต่างประเทศแต่ท่านก็ยังอยากเห็นประเทศมีหลักนิติธรรมที่จะนำไปสู่ความปรองดอง เมื่อถามว่า หากคณะกรรมการไม่รับอุทธรณ์จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายนพดลตอบว่า ทีมทนายเชื่อว่าจะมีสาระ สำคัญการต่อสู้ทางกฎหมายและข้อเท็จจริง หวังว่าคณะกรรมการฯจะรับอุทธรณ์ด้วยดี และจะมีกระบวนการต่อเนื่องไปในชั้นศาลภาษีอากรกลาง เมื่อถามว่า การใช้สิทธิอุทธรณ์เท่ากับว่าเป็นการยอมรับกระบวนการนี้หรือไม่ นายนพดลตอบว่า เราจำเป็นต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ เราจะไปเขียนในคำอุทธรณ์ว่าเรื่องนี้จบสิ้นไปแล้ว ไม่สามารถใช้อภินิหารทางกฎหมายเพื่อมาบอกว่ายังไม่ขาดอายุความ ขณะเดียวกัน มีเนื้อหาสาระทางกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดภาษีทางกฎหมายแต่ต้น

“บิ๊กตู่” ว้ากภาษีหุ้นชินไม่เกี่ยวปรองดอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่กรมสรรพากรนำหมายแจ้งเรียกเก็บภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท กรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ไปติดไว้หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าว่า เป็นธรรมเนียมของกรมสรรพากร หากจะเรียกภาษีถ้ามีตัวก็ส่งกลับเจ้าตัว แต่กรณีนี้ตัวอยู่หรือไม่ ตัวอยู่ไหน เมื่อไม่อยู่ เขาก็ต้องไปติดไว้ที่บ้าน เหมือนพวกเราหมายศาลหรือหมายเรียก เขาก็ติดที่หน้าบ้าน ส่วนที่ถามว่าจะมีผลต่อการปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำอยู่หรือไม่นั้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการปรองดอง อันนี้มันผิดกฎหมาย ปรองดองก็คือปรองดอง ชอบเอามาโยงกันไปมา ทำไมเหรอถ้าจะปรองดองต้องปล่อยให้ทำผิดกฎหมายทุกเรื่องหรืออย่างไร รัฐบาลต้องละเว้นหรืออย่างไร ที่ผ่านมายังละเว้นกันไม่พอหรือ ผิดหรือไม่ผิดก็มาต่อสู้คดี ซึ่งสามารถอุทธรณ์ได้ ตนยังไม่ใช้มาตรา 44 เลย ก็ยังใช้กฎหมายปกติ ก็ไปสู้กันเอง

“บิ๊กป้อม” ปัดกลั่นแกล้งตระกูลชิน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีหุ้นชินคอร์ป จะกระทบต่อการสร้างความปรองดอง หรือไม่ว่า ไม่เกี่ยวกัน ปรองดองเป็นเรื่องที่ทุกภาค ส่วนมาให้ข้อคิดเห็น ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทั้งสิ้น จากนั้นจะสรุปข้อคิดเห็น และบูรณาการว่ามีข้อใดบ้างที่จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติในอนาคต ยืนยันไม่ได้เล่นงานตระกูลชินวัตร เขาทำผิดกฎหมายหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่รัฐบาลเดินตามกฎหมายทุกอย่าง และไม่คิดจะไปเล่นงานใครยืนยันได้ เรื่องทั้งหมดต้องว่าไปตามกฎหมาย ครม.ก็ไม่เคยคุยกันในเรื่องนี้ ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เมื่อถามถึงกรณีนายทักษิณจะฟ้องกรมสรรพากร รองนายกฯตอบว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่จะต้องทำ ถ้าไม่ทำจะโดนมาตรา 157 ว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าดำเนินการแล้วถูกฟ้องจะทำอย่างไรได้ ตนก็ไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่

5 องค์กรวิชาชีพสื่อร่วมถกปรองดอง

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และคณะอนุกรรมการฯได้เชิญภาคประชาสังคมเข้าให้ข้อคิดเห็นเสนอเเนวทางสร้างความปรองดอง ในส่วนขององค์กรวิชาชีพสื่อ นำโดยนายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายเทพชัย แซ่หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

วอนทบทวน ก.ม.แทรกแซงสื่อหลัก

นายเทพชัยกล่าวว่า สื่อมีความพร้อมในการสะท้อนความเห็นส่วนต่างๆของสังคมเพื่อนำไปสู่การปรองดอง ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะอำนาจการเมืองเข้ามาแทรกแซงนำไปสู่การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก สื่อในยุคนี้ควรกลับมาทำหน้าที่เป็นพื้นฐาน หากทำหน้าที่ได้อย่างดี สื่อกระแสหลักก็จะกลับมาเป็นที่ไว้ใจของสังคม และในช่วงเปลี่ยนผ่าน บทบาทของสื่อกระแสหลักที่น่าเชื่อถือจะมีบทบาทสำคัญ

นายชวรงค์กล่าวว่า เราพยายามชี้ให้อนุกรรมการเห็นถึงความแตกต่างและความสำคัญของสื่อกระแสหลัก เพราะทุกวันนี้มีข่าวที่ยังเป็นข่าวหลอกในโซเชียลมีเดีย คนที่ทำหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงของข่าวก็คือสื่อกระแสหลัก ดังนั้นไม่ควรทำอะไรที่เป็นการจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อกระแสหลัก หากออกกฎหมายคุมสื่อกระแสหลักก็เป็นเรื่องที่อนุกรรมการควรทบทวนให้ดีว่าสิ่งที่กำลังทำสอดคล้องกับสถานการณ์มากน้อยเพียงใด

“บิ๊กตู่” ชี้ปมกาสิโนต้องดูเขตพื้นที่

เมื่อเวลา 14.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. กรณีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อนกาสิโนชายแดนไทย-กัมพูชา ด่านช่องสายตะกู ตรงข้าม จ.บุรีรัมย์ว่า จริงๆแล้วนายวีระไม่มีหน้าที่อะไรจะไปตรวจพื้นที่ ให้ระมัดระวังหน่อยแล้วกัน เพราะเป็นพื้นที่ชายแดน พื้นที่ที่มีความอ่อนไหว สำหรับการสร้างบ่อนกาสิโนเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่ดูเรื่องการปักปันเขตแดนเป็นผู้ตัดสินใจ เมื่อไหร่ที่มีการปักปันเขตแดนเสร็จ หากเป็นพื้นที่ของเราเขาก็ต้องรื้อทิ้งออกไป แต่หากเป็นพื้นที่ของเขา เราก็ต้องให้เขาไป ทั้งหมดมีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่ อีกทั้งการปักปันเขตแดนต้องเห็นชอบกันทั้งสองประเทศ ทั้งนี้เขตแดนมีระยะทางยาว หลายพื้นที่ที่ยังปักปันไม่เสร็จ มีพื้นที่อ้างสิทธิ์นี้ด้วย โดยพื้นที่อ้างสิทธิ์คือพื้นที่ที่เรากำหนดไว้ก่อนในแผนที่ของเรา และเขาก็มาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพื้นที่ของเขา แต่ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน

เตือน “วีระ” ระวังโดนกัมพูชาจับ

“เราไม่มีนโยบายสนับสนุนทำกาสิโนอยู่แล้ว แต่ในส่วนการจะไปลงทุนกันอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของธุรกิจ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าในฝั่งโน้นมีเยอะแยะ ผมก็ไม่รู้ใครไปลงทุนบ้าง อย่าไปมองประเด็นเดียว ว่ารู้จักผู้มีอำนาจ ไปกันใหญ่โต ไปดูสิเขาสร้างกันมาเมื่อไหร่ มันมีทุกที่ ผมเคยทำงานชายแดนมา ก็ให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา พูดคุยกันมาทั้งสองประเทศ ขอให้เข้าใจด้วย อย่าไปสร้างความขัดแย้ง หากเข้าไปในเขตของเขาแล้วโดนจับอีก คราวนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เคยโดนจับไปแล้วรอบหนึ่ง ผมก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรแล้ว ถ้าคนของเขาเข้ามาในเขตนี้เราก็จับด้วยเหมือนกัน คนของเราไปเขาก็จับ เพราะต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ของตัวเอง ผมไม่ได้ขู่นะ” นายกฯกล่าว

“ประวิตร” แจงกาสิโนไม่อยู่เขตไทย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชา ระหว่าง 29-30 มี.ค. มีวาระสำคัญในการทำให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ร่วมกันทำมาค้าขายให้ทั้ง 2 พื้นที่เกิดความเรียบร้อย เมื่อถามว่าจะยกประเด็นกาสิโนบริเวณชายแดนมาพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เรื่องกาสิโนจะนำมาหารือได้อย่างไร ส่วนที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน จะเดินทางไปดูพื้นที่ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับตน ไปคนละพื้นที่ ถ้าเขายังยืนยันจะไปก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ตอนนี้มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนกันอยู่ ต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ก็ว่ากันไป ถ้าปักปันแล้วสิ่งเหล่านี้อยู่ในเขตไทยเราก็รื้อ ถ้าอยู่ในเขตเขาก็ว่ากันไป แต่ตนถามแม่ทัพ 2 เมื่อคืนวันที่ 27 มี.ค. บอกว่าอยู่ฝั่งเขาแน่นอน ไม่เกี่ยวกับเรา ต่อข้อถามว่า กลุ่มทุนที่สร้างกาสิโนดังกล่าวมีคนไทยรวมอยู่หรือไม่ รองนายกฯตอบว่า ไม่ทราบ ตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้มีหุ้นส่วนกับเขา ไม่รู้เรื่อง

“ดอน” ยันสำรวจพื้นที่แล้วอยู่กัมพูชา

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เตรียมเดินทางไปตรวจบ่อนกาสิโน บริเวณด่านช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ว่า ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา จากการตรวจสอบข้อมูลจากนักวิชาการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้านแผนที่ สามารถเปิดแผนที่ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบ่อนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของไทย และไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงอย่างไรก็หวังว่านายวีระจะไม่เดินทางไปจริง เพราะเกรงจะเกิดปัญหาเหมือนในอดีตที่ถูกทางการกัมพูชาจับตัวไป

ครม.ยังไม่พิจารณาจัดซื้อเรือดำน้ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.ไม่ได้มีการพิจารณาโครงการการจัดซื้อเรือดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นงวดไหนยังไม่ได้มีการประชุมอะไรทั้งสิ้น เรื่องนี้เป็นงบค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลและเหล่าทัพ กระทรวงกลาโหมคำนึงถึงกันอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือระหว่างปี 2560-2566, 2564-2569 และ 2565-2570 วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่จ่ายเงินแล้วจะได้เรือดำนํ้ามาทันที ยังเป็นเพียงแค่เหล็กแผ่นอยู่ จำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างเรือ 3 ปีอย่างน้อยกว่าจะเสร็จ 1 ลำ จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนของกองทัพเรือ 10-20 ปี

“บิ๊กตู่” ยันจำเป็นฉุนเซ้าซี้ไม่จบ

“แล้วคนที่อนุมัติมันจะได้รับผลประโยชน์หรือ มันจะหน้าด้านขนาดนั้นเชียวหรือ ผมอยากจะรู้นัก อย่ามองรัฐบาล และผมแบบนั้น เพราะถ้ามองแบบนั้นมันก็จบทุกเรื่อง ทำอะไรไม่ได้ ปกติเรือดำน้ำราคา ลำละ 1.8 หมื่นล้านบาท แต่เท่าที่พูดคุยวงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาทซื้อได้ถึง 3 ลำ เหมือนกับซื้อ 2 ลำ แถม 1 ลำ รวมถึงระบบอาวุธด้วยพร้อม เป็นราคามิตรภาพ ถามผมว่าผมอยากซื้อของประเทศอื่นไหม ผมก็อยากซื้ออาจจะดูดี ชื่อเสียงดี คุณภาพดีกว่า 3 เท่า แล้วจะซื้อได้หรือไม่ ทั้งๆที่ก็ดำน้ำได้เหมือนกัน คนก็ปลอดภัย มันก็มีวิธีการที่จะต้องคิดใหม่ ในการจัดซื้อจัดหาจำเป็นก็ต้องทำ ถ้าไม่จำเป็นจะไปทำให้เมื่อยและถูกตำหนิทำไม ขอร้องให้ดูถึงความตั้งใจของรัฐบาล ทุกคนอยากจะทำให้ดีที่สุด สถานการณ์แบบนี้ไม่มีใครเข้ามาเพื่อกอบโกย เว้นแต่พวกที่ชอบแอบอ้างก็ต้องไปหามา” นายกฯกล่าว

ลต.ท้องถิ่นรอ ก.ม.กกต.เสร็จก่อน

วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมีชัยกล่าวก่อนการประชุมถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อยากให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งระดับชาติว่า เรื่องนี้สามารถทำได้โดยปกติ ไม่กระทบต่อโรดแม็ปและการทำงานของกรธ. แต่โดยหลักการควรเกิดขึ้นหลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.เสร็จก่อน และเห็นว่ารัฐบาลต้องแก้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นคุณสมบัติ ที่จะต้องสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ไม่ทราบว่ารัฐบาลดำเนินการแล้วหรือไม่

ปชป.จี้ คสช.ใช้ ม.44 ลุยเลือกท้องถิ่น

นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อยากให้จัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งสนามใหญ่ว่า จริงๆตอนนี้รัฐบาลไม่ควรรีรอ ไม่มีข้ออ้างเหตุผลใดมาดึงเกมยืดอายุ ให้คนเก่าในท้องถิ่นได้อยู่ในวาระยาวอีกต่อไป กรณีที่บอกว่า จะจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเพื่อขจัดอำนาจนักการเมืองครอบงำนั้นไม่จริง รัฐบาลต้องแยกเเยะ ถ้าเห็นว่าใครครอบงำ หรือทำผิด ก็ใช้กติกาเล่นงาน ไม่ต้องให้เข้ามาสู่การเมืองเด็ดขาดไปเลย วันนี้ถึงเวลาเเล้ว จะใช้มาตรา 44 จัดเลือกตั้งท้องถิ่นตาม อำนาจที่รัฐบาลมีอยู่ไปก่อน อาจติดปัญหานิดหน่อยเรื่อง กกต.ที่ยังไม่พร้อม ยังเคลียร์กันไม่ลงตัวเรื่อง บุคลากรบางตำแหน่ง กฎหมายลูกเลือกตั้งก็ยังไม่ชัด รัฐบาลต้องไปจัดการ กกต.ให้เรียบร้อย

จี้ กสทช.ทบทวนพักใบอนุญาตวอยซ์ทีวี

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ กสทช. ทบทวนคำสั่ง กสท.ที่สั่งพักใบอนุญาตวอยซ์ทีวี เป็นเวลา 7 วัน โดยอ้างเหตุผลว่า กระทำผิดซ้ำซาก เพราะมีการออกอากาศรายการที่ขัดต่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97 และ 103 ใน 3 รายการ ยังมีเนื้อหาไม่เหมาะสม ยุยงให้เกิดความแตกแยก เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบกับวอยซ์ทีวี ในฐานะองค์กรธุรกิจและองค์กรสื่อ ซึ่งมีคนทำงานหลายส่วนและอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหารายการ หรือมีส่วนรับรู้ในการกระทำของพิธีกรรายการแต่ได้รับผลกระทบไปด้วย การใช้อำนาจสั่งพักใบอนุญาตย่อมก่อให้เกิดผลกระทบให้เกิดความเสียหายรุนแรงยิ่งกว่าสั่งพักรายการ หากไม่ระมัดระวังการใช้อำนาจ กสทช.จะเป็นองค์กรทำลายเสรีภาพสื่อและองค์การธุรกิจสื่อเสียเอง รวมทั้งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่และความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนไทย

ศาลยกฟ้อง “สุเทพ” คดีหมิ่น นปช.

อีกด้านหนึ่ง ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีอัยการ ฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นจำเลย ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. กรณีให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2554 พาดพิง นพ.เหวง โตจิราการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ทำนองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง ทำให้ทั้งสามเสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการให้สัมภาษณ์ขณะนั้นได้รับข้อมูลและข้อเท็จจริงจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช.ปี 2553 การเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และศาลากลางจังหวัด 3 แห่ง จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

“วัฒนา” เฮศาลทหารปล่อยตัวชั่วคราว

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ได้อิสรภาพแล้ว” ศาลทหารมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยกำหนดเงื่อนไขแบบที่ห้ามนักการเมืองคนอื่นๆ คือห้ามปลุกปั่นยุยง และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล ตนถูกนำตัวมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (คลองเปรม) เพื่อทำประวัติ พิมพ์มือและถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อเวลา 17.10 น. ทั้งนี้ คสช.แจ้งความกล่าวหาว่าทำผิดเงื่อนไขการปล่อยตัว เพราะเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยการโพสต์ แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม จะมีความเห็นต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ประชาธิปไตย อย่าลืมมาจับอีกก็แล้วกัน กล่าวหาทั้งทีจะทำให้ดูดีมีความรู้น่าเชื่อถือหน่อยก็ไม่ได้ ชอบทำอะไรแบบ คสช.จริงๆ

นายกฯชื่นชม “เจ้าแหลม” คว้าแชมป์

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุม คสช. และประชุม ครม. โดยก่อน ประชุม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นำนายวิศักดิ์ศิลป์ วังเอก หรือ “เจ้าแหลม-ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น” แชมเปียนโลกของสภามวยโลก (ดับเบิลยูบีซี) รุ่นซุปเปอร์ฟลายเวท ที่ชกชนะคะแนนนายโรมัน กอนซาเลซ เจ้าของเข็มขัดแชมป์โลก ที่สหรัฐอเมริกา เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ นายกฯกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชม ได้มีโอกาสดูการชก เห็นถึงความตั้งใจอดทน การชกที่ใช้สมองจนสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ อยากให้ ทีมงานรักษาความดีความตั้งใจไว้ การเอาชนะเป็นแชมป์ไม่ง่าย การรักษาแชมป์โลกไว้ยากกว่า จึงต้อง ฟิตและรักษาตัวให้ดี ส่วนการรับราชการตำรวจ ผบ.ตร. รับปากแล้ว ยินดีด้วย ทั้งนี้ ระหว่างพูดคุย นายกฯหยอกล้อกับเจ้าแหลม-ศรีสะเกษ ที่ไว้หนวดเคราเหมือนแมนนี ปาเกียว นักชกแชมป์โลกชาวฟิลิปปินส์ ที่ตนชื่นชม ขณะที่ เจ้าแหลม-ศรีสะเกษ ได้มอบนวม ชกมวยและเข็มขัดแชมป์จำลองให้แก่นายกฯ ก่อนที่นายกฯจะสวมนวมและแสดงท่าชกที่ปลายคางให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ พร้อมจะมอบสมุดโน้ตแก่เจ้าแหลมเป็นที่ระลึก

แก้เอ็นจีวีอืดปมเด้ง ผอ.ขสมก.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งให้นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากกรณีปัญหาโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศ (เอ็นจีวี) จำนวน 489 คัน ว่า ขณะนี้ ยังไม่ถือว่านายสุระชัยพ้นจากตำแหน่ง ผอ.ขสมก. เพียงแต่ให้ไปปฏิบัติราชการประจำสำนักนายกฯ เพราะงานใน ขสมก.หลายเรื่องมีความล่าช้า รวมถึงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่มีปัญหา ทั้งที่เป็นโครงการสำคัญ ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ได้ถึง 2,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ต้องรีบแต่งตั้งคนใหม่ ตั้งแค่มารักษาการแทน เพราะบอร์ด ขสมก.ต้องรีบตัดสินใจจะทำอย่างไรกับปัญหารถเมล์เอ็นจีวี จะยกเลิกสัญญาหรือไม่ และยังไม่มีการเสนอ ครม.เปลี่ยนตัว ผอ.ขสมก.

สภาใหม่คืบ 35% ส่อเสร็จไม่ทันอีก

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นำนายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ดูความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่บริเวณแยกเกียกกาย เพื่อรับฟังบรรยายสรุปความคืบหน้าการก่อสร้าง ภายหลังการลงพื้นที่ นายพรเพชรกล่าวว่า ความคืบหน้าขณะนี้สามารถก่อสร้างไปได้แล้ว 35% งานโครงสร้างพื้นฐานอาคารด้านล่าง 3 ชั้น สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนปัญหาความล่าช้าเรื่องการส่งมอบพื้นที่โรงเรียนโยธินบูรณะ และการขนดิน 1 ล้านคิวไปทิ้ง สามารถแก้ได้แล้ว ต่อไปคงไม่มีปัญหาอะไร สำหรับสัญญาการขยายเวลาก่อสร้างครั้งที่ 2 จะครบกำหนดวันที่ 9 ก.พ.2561 แต่ขณะนี้บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ขอขยายระยะเวลาก่อสร้างครั้งที่ 3 อีก 900 วัน เข้ามาแล้ว สภาฯต้องพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ หากขยายเวลาครั้งที่ 3 แล้วยังก่อสร้างไม่เสร็จ ต้องไปดูสาเหตุเป็นเพราะอะไร เรื่องนี้เป็นอนาคต พูดล่วงหน้าไม่ดี

นายกฯแฉถูก “คปพ.” ที่นำโดย “รสนา-ปานเทพ” กดดันตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ขู่ปลุกม็อบล้อมทำเนียบฯ-สภา ยันทหารไม่ฝันเฟื่องไปฮุบกิจการพลังงาน ชี้ไม่มีขีดความสามารถพอ 29 มี.ค. 2560 05:18 29 มี.ค. 2560 11:12 ไทยรัฐ