วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหตุเพราะธุรกรรมอำพราง

โดย สายล่อฟ้า

ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้

เป็นคำพังเพยโบร่ำโบราณที่แยกออกเป็นสองความหมาย “ตกน้ำไม่ไหล” นั้นแปลความออกมาได้ว่า “คนดีอยู่ที่ไหนย่อมมีคนช่วยเหลือ”

“ตกไฟไม่ไหม้” ก็คือไม่มีภัยอันตรายใดๆ

แต่มักจะนำมาใช้รวมกัน คือ “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้”

มีการนำไปเปรียบเทียบกับคำที่ว่า “เงินหลวง ของหลวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ก็คือใครนำไปใช้ในทางที่ผิด ไม่ถูกต้อง ไม่ยอมใช้ให้ทางราชการ ก็มักจะมีอันเป็นไปต่างๆ นานา

“ภาษี” ที่กำลังพูดกันมากในเวลานี้ ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย คือ กรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งล่าสุดมีการประเมินตัวเลขแล้วกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้กรมสรรพากรจะนำหมายไปติดที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า เพื่อแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการว่า ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเสียให้กับทางราชการ

ก่อนที่คดีนี้จะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.2560 หากมีการดำเนินการก่อนจะถึงวันนั้นก็จะทำให้มีการยืดอายุความออกไปได้

ขึ้นอยู่กับเมื่อได้รับทราบแล้วจะยอมจ่ายดีๆ หรือถ้าไม่ยอมจ่ายก็ต้องอุทธรณ์คดีต่อศาลภาษี ซึ่งเชื่อว่าในการต่อสู้คงจะยื่นอุทธรณ์แน่เพราะไม่มีทางเลือกอย่างอื่น

หากศาลพิจารณาแล้วว่าต้องจ่ายก็ต้องจ่าย หากไม่ต้องจ่ายก็จบกันแค่นี้แหละ...เรื่องนี้จึงไม่ใช่ “อภินิหาร” แต่อย่างใด

เป็นกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อมีช่องทางดำเนินคดีได้ก็ต้องว่ากันไปตามครรลอง อยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไรเท่านั้น

ปัญหานี้เป็นเรื่องค้างคามานานแล้ว ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกรมสรรพากรโดยตรง เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินการให้ชัดเจนเท่านั้น

ด้านหนึ่งก็อ้างว่าไม่ต้องเสียภาษีเพราะเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ก็เลยใช้หลักนี้เป็นข้อวินิจฉัยและมั่นใจว่าจบแล้วตั้งแต่ปี 2555

อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปนั้นเกี่ยวพันกับการเมืองอย่างแยกไม่ออก เพราะเป็นผลประโยชน์โดยตรงของอดีตนายกฯในสมัยนั้น

ทุกขั้นตอนจึงเข้าลักษณะ “ธุรกรรมอำพราง”

ไม่ใช่เป็นการซื้อขายหุ้นกันตามปกติอย่างที่กระทำกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงกลายเป็นประเด็นการเมือง อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

กระแสหลักในเรื่องนี้ก็คือประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงความไม่พอใจเมื่อมีการซื้อขายหุ้นโดยมองว่าไม่ชอบมาพากล

ทำให้เกิดการต่อสู้กันทางการเมืองที่เข้มข้นไล่เรียงกันมาจนถึงบทสุดท้ายก็คือการที่ผู้นำทหารเข้ามายึดอำนาจจนทำให้รัฐบาลชุดนั้นต้องพ้นสภาพไป

นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องของสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เป็นรอยร้าวลึกของสังคมไทยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

วันนี้ คสช.ซึ่งเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ แม้ด้านหนึ่งจะทำให้เกิดความสงบ

แต่นั่นเป็นเพียงผิวที่ฉาบอยู่เท่านั้นและเรื่องภาษีก็กลับมาเป็นอีกปมหนึ่งที่ทำให้องคาพยพต่างๆ เริ่มผุดออกมาให้เห็นกันชัดตาขึ้น

ท่ามกลางความพยายามของ คสช.ที่จะสร้างความปรองดองด้วยกรรมวิธีที่กำลังดำเนินการอยู่แต่ไม่มีใครมั่นใจได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่?

อันจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญทางการเมือ

28 มี.ค. 2560 14:45 ไทยรัฐ