วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

47 ปีแห่งความหลัง! รัก&คิดถึง "ดุสิตธานี"

โดย ซูม

เมื่อต้นเดือนมีนาคมช่วงที่มีข่าวว่าเจ้าของโรงแรมดุสิตธานีจับมือกับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาฯทุบโรงแรมเก่าเพื่อสร้างโครงการใหม่ ซึ่งจะมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม ออฟฟิศทำงาน ตลอดจนที่พักอาศัยรวมอยู่ด้วยกันนั้น ผมฟังจากวิทยุตอนแรกรู้สึกใจหายไปวูบใหญ่

ประสาคนคุ้นเคย ทั้งเดินผ่าน นั่งรถผ่าน และเคยไปใช้บริการหลายๆอย่าง เช่น ไปงานแต่งงาน ไปงานสัมมนา ไปนั่งกินกาแฟ ที่คอฟฟีช็อป ไปกินอาหารจีนที่ภัตตาคารจีนของโรงแรมนี้มาหลายต่อหลายครั้ง

บางครั้งก็เต๊ะจุ๊ยขึ้นไปรับประทานอาหารฝรั่งบนภัตตาคารชั้น 22 ซึ่งสมัยแรกๆชื่อ ภัตตาคารเทียร่า อร่อยแค่ไหนจำไม่ได้แล้ว จำได้

อย่างเดียวว่าวิวสวยมาก เพราะเป็นภัตตาคาร “ลอยฟ้า” ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรมที่สูงสุดของประเทศไทยเมื่อปี 2513

จะไม่ให้ผมมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ได้อย่างไรล่ะครับ

นอกจากประสบการณ์ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆของผมดังที่เล่าไว้ข้างต้นนี้แล้ว โรงแรมดุสิตธานียังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเจริญของกรุงเทพมหานครในยุคหนึ่งอีกด้วย

จำได้ว่าในช่วง พ.ศ.2513-2514 ญาติและเพื่อนๆผมหลายๆคนที่มาจากต่างจังหวัดจะต้องแวะไปยืนแหงนคอตั้งบ่าเพื่อดูยอดแหลมสูงสุดของดุสิตธานี พร้อมกับหาทางถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

ในภาพยนตร์ไทยที่สร้างด้วยเทคนิคพิเศษและฮิตมากเก็บเงินได้เป็นล้าน เรื่อง “ท่าเตียน” ของ ไชโยภาพยนตร์ โดย สมโพธิ

แสงเดือนฉาย เมื่อปี 2516 ใช้ตัวตึกดุสิตธานีเป็นฉากสำคัญของการปะทะระหว่างยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ ที่ไล่ต่อยตีกันไปทั่วกรุงเทพฯ อยู่หลายช็อต ก่อนจะมาจบที่บริเวณท่าเตียนตามเรื่องเล่าในตำนาน

ต่อมาในปี 2529 ห้องนภาลัย ดุสิตธานี ก็กลายเป็นเวทีคอนเสิร์ตชั่วคราวสำหรับ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีลูกทุ่งของประเทศไทย ที่นำเพลงลูกทุ่งมาแสดงที่โรงแรมนี้จนกลายเป็น 1 ในตำนานลูกทุ่ง และทำให้เพลงลูกทุ่งได้รับการยอมรับจากสังคมไฮโซอย่างเต็มตัว

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เฮ้อ! ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งอาลัยและเสียดายอย่างบอกไม่ถูก ที่อีกไม่นานนักจากนี้อาคารโรงแรมดุสิตธานี หลังเก่า 22 ชั้น จะต้องหายไปจากพื้นที่เดิม

ตามข่าวที่ทางผู้บริหารโรงแรมและผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนาฯร่วมกันแถลง ณ บริเวณนี้จะเกิดอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างหลังใหม่ให้บริการหลายๆอย่างแบบสารพัดประโยชน์ที่เรียกว่า “มิกซ์ยูส”

น่าจะเป็นอาคารที่ใหญ่โตมาก จะมีกี่หลังหรือสูงกี่ชั้นยังไม่ทราบ

...ทราบแต่ว่าสนนราคาของโปรเจกต์นี้สูงถึง 36,700 ล้านบาท

จึงเป็นเหตุให้ทั้ง 2 เครือ คือดุสิตกับเซ็นทรัลต้องมาจับมือกัน

โดยดุสิตธานีจะถือหุ้น 60 เปอร์เซ็นต์ เซ็นทรัล 40 เปอร์เซ็นต์ ในการต่ออายุการเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในบริเวณดังกล่าวเป็นเวลา 30 ปี +30 ปี

ผู้บริหารของดุสิตธานีย้ำว่าเอกลักษณ์ของดุสิตธานีที่เคียงคู่ย่านสีลมและกรุงเทพมหานคร มาเป็นเวลา 47 ปี จะยังคงอยู่ต่อไป แม้จะมีการรื้อตึกเก่าเพื่อสร้างใหม่ขึ้นมาทั้งหมดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ดุสิตธานีของเดิมจะยังคงอยู่ต่อไปอีก 1 ปีเต็มๆ โดยจะเปิดบริการไปจนถึง 31 มีนาคม 2561 จากนั้นก็จะโบกมืออำลา

และใช้เวลาประมาณ 3 ปี ในการก่อสร้างอาคารใหม่

ครับ! มองอย่างคนที่นับถือพุทธศาสนาก็คงต้องปลง และเชื่อในคำสอนที่ว่า การเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดาของโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อมองในแง่ธุรกิจ การทุบทิ้งสร้างใหม่ก็เป็นแนวโน้มของธุรกิจและการลงทุนทั่วโลกมานานช้า ยิ่งในต่างประเทศเรายิ่งจะเห็นการระเบิดตึกเก่าทิ้งทั้งหลัง โดยไม่มีเยื่อใยมานักต่อนัก

ดังนั้น หากดุสิตธานีซึ่งเติบโตมาถึงขีดสุดแล้ว จะเติบโตต่อไปอีกในรูปแบบของการเกิดใหม่สร้างใหม่กับเขาบ้าง แม้จะรักและคิดถึงตึกเก่าแค่ไหน แต่คนนอกอย่างเราก็คงต้องทำใจ

รูปแบบดุสิตธานีใหม่จะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ ผมก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้สวยหรือโดดเด่น หรือโดนใจคนไทยรุ่นใหม่จนเกินไปนัก

เพราะไม่อยากให้คนรุ่นนี้ ซึ่งจะกลายเป็นคนรุ่นเก่าในอนาคตเกิด ความอาลัยอาวรณ์ดุสิตธานีใหม่ที่อาจจะถูกทุบสร้างใหม่อีกใน 47-48 ปี ข้างหน้าตามเส้นทางของธุรกิจ

เหมือนคนหนุ่มเมื่อ 47 ปีก่อน และกลายมาเป็นคนแก่ในปัจจุบันอย่างผมกำลังอาลัยอาวรณ์ดุสิตธานีหลังเก่าอยู่ในขณะนี้.


“ซูม”