วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สังคายนาพระธรรมวินัย สมัยต้นรัชกาลที่ ๑๐

“สังคายนาพระธรรมวินัย สมัยต้นรัชกาล ที่ ๑๐”...เป็นประเด็นสำคัญที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี พุ่งเป้าขอกล่าวถึง

ในสมัยโบราณ...เมื่อเปลี่ยน “รัชกาล” หรือ “ราชวงศ์” สิ่งที่นิยมทำกันอย่างหนึ่งเพื่อปลุกพลังของชาติคือ การสังคายนาหลักนิติธรรม และหลักศาสนธรรม ดังที่พระเจ้าอโศกมหาราชและสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า รัชกาลที่ ๑ ทรงทำ เมื่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้สังคายนากฎหมาย ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเผดียงสงฆ์ผู้ทรงธรรมให้สังคายนา หลักธรรม

กรณี “ธรรมกาย” กำลังเป็นเรื่องโด่งดังและถกเถียงกันมากว่า แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เป็นเรื่องที่หมักหมมกันมานาน บัดนี้ควรถือเป็นโอกาสที่จะมีการสังคายนาพระธรรมวินัย (การปฏิบัติตามพระธรรมวินัย) ในต้นรัชกาลที่ ๑๐

เรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อให้เกิด “อุชุปฏิปันโน” หรือการปฏิบัติตรงของพระสงฆ์เท่านั้น แต่ในยามที่โลกกำลังวิกฤติทุกๆทาง ความเข้าใจพุทธธรรม ที่ถูกต้องมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นหลักธรรมที่ว่าด้วยธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ การปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ และการได้รับผลจากการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ คือความสุข และการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข หรือสังคมสันติสุข

ความสุข และสังคมสันติสุข เป็นสิ่งที่ขาดแคลนทั่วโลกทุกวันนี้

เพราะ...ขาดความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ

“พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างพุทธธรรมแต่เป็นกฎของธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว โดยพระตถาคตจะอุบัติหรือไม่อุบัติก็มีอยู่แล้ว พระองค์เพียงมาค้นพบและนำมาเผยแผ่ ใครๆก็อาจค้นพบกฎของธรรมชาตินี้ จะโดยรู้จักหรือไม่รู้จักพุทธศาสนาก็ได้ และไม่ต้องใช้คำว่าพุทธเลยก็ได้”

เพราะฉะนั้น “พุทธธรรม”...จึงมีความเป็นวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ และมีความเป็นสากลสุดๆ สามารถเป็นไปกับความถูกต้องตามหลักธรรมชาติในชื่อใดๆก็ได้ทั้งสิ้น เพราะมีความเป็นกลางตามธรรมชาติ ปราศจากอคติหรือมายาคติใดๆทั้งปวง

พุทธธรรมจึงเป็นทุนทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ ที่คนไทยจะใช้เพื่อพัฒนาชีวิตและสังคมเพื่อความสุข และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การสังคายนาพระธรรมวินัยในสมัยต้นรัชกาลที่ ๑๐ จึงทรงความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อาจมีแนวทางปฏิบัติดังนี้...หนึ่ง อารธนาพระสงฆ์ผู้รู้ในพุทธธรรมอย่างยิ่งยวด เป็นประธานในการสังคายนาพระธรรมวินัย ประธานเป็นผู้กำหนดองค์คณะผู้ทำการสังคายนา การสังคายนาเป็นกระ-บวนการต่อเนื่อง

สอง...นำผลการสังคายนามาจัดรูปแบบในการนำเสนอหลักธรรม และปฏิปทา ที่มีความชัดเจน เข้าใจง่ายโดยคนทั่วไป และทำการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยช่องทางการสื่อสารทุกประเภท สาม...ส่งเสริมการศึกษาพุทธธรรมอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่พระสงฆ์ สามเณร และประชาชนโดยทั่วไป

สี่...ส่งเสริมให้วัดกับชุมชนร่วมมือกันในกระบวนการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยมีชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง พระสงฆ์กับชุมชนจะกำกับซึ่งกันและกัน เพื่อความถูกต้องเป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้อำนาจส่วนกลาง

ห้า...มีการก่อตัวของกลุ่มและเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนา มีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยที่ทรงความรู้ในหลักธรรม และมีฉันทะวิริยะในการใช้หลักธรรมเพื่อการพัฒนา ควรส่งเสริมให้ท่านก่อตัวเป็นกลุ่ม และเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนา เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนาอาจเป็นภาคีกับบุคคลและองค์กรอื่นๆที่ทำงานพัฒนา ถักทอกันเป็นเครือข่ายคนไทย พัฒนาประเทศไทย โดยวิธีนี้การประยุกต์หลักธรรมเพื่อการพัฒนาจะเป็นไปได้ทั่วประเทศ

หก...รัฐและมหาเถรสมาคมไม่จำเป็นต้องทำการโดยใช้อำนาจอีกต่อไป แต่มุ่งส่งเสริมสนับสนุนตามข้อ 1 ถึง 5 ข้างต้น โดยมีคณะผู้สังคายนาตามข้อ 1 และเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนาตามข้อ 5 เป็นที่ปรึกษา

“การปฏิบัติตามหกข้อข้างต้น...จะเป็นสัมพันธภาพใหม่แห่งการสร้างความรู้ การเรียนรู้ และการพัฒนา อันเป็นพลวัตที่ขยายตัว และเพิ่มคุณภาพขึ้นตลอดไป แห่งปัญญาและปฏิปทาเพื่อความสุขและการอยู่ร่วมกัน อย่างสันติสมดุล ทุกอย่างจะลงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องใช้อำนาจ”

และน่าจะมีความเห็นพ้องกันทุกฝ่าย เป็นอเนกนิกรสโมสรสมมติก็ว่าได้ ว่าพระผู้เหมาะสมที่สุดที่จะอาราธนาให้เป็นประธานในการสังคายนาพระธรรมวินัย คือสมเด็จพระราชาคณะรูปแรกในรัชกาลที่ ๑๐ อันได้แก่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)

ย้อนไปราวกลางปีที่แล้ว ศ.นพ.ประเวศ วะสี สะท้อนมุมมองที่จะเปลี่ยนวิกฤติ “ธรรมกาย”...ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร? ไว้น่าสนใจ ย้ำว่า “วิกฤติธรรมกาย”...เป็นวิกฤติชาวพุทธไทย ไม่ใช่วิกฤติพุทธศาสนา

“พุทธศาสนา” หมายถึง คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพุทธไทยวิกฤติมากกว่าธรรมกาย และเพราะชาวพุทธไทยวิกฤติ

จึงเกิดวิกฤติธรรมกาย...วิกฤติชาวพุทธไทยเกิดจากความไม่เข้าใจหลักพุทธธรรม และปฏิบัติตามหลักพุทธธรรม ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนต่างๆนานา....

การที่โลกวิกฤติและไม่หายวิกฤติ เพราะต้องอยู่กับ “อำนาจ” และ “เงิน”

พุทธศาสนาสอนให้ถอนตัวออกจากโลภะ โทสะ โมหะ โดยเรียกทั้ง 3 นี้ว่า “อกุศลมูล”...ในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยคำสอนให้ละอกุศลมูล เงินเป็นพาหะโลหะ เมื่อเงินมีขนาดใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ก็ทำให้โลภะใหญ่ขึ้นอย่างสุดๆ อำนาจและเงินเชื่อมโยงกันไปมา คือใช้อำนาจแสวงหาเงินและใช้เงินแสวงหาอำนาจ เงินและอำนาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือโทสะ ทั้งโลภะและโทสะ เกิดจากความหลงผิดไปหรือโมหะ และทั้งโลภะและโทสะทำให้โมหะมากขึ้น...โลภะ...โทสะ...โมหะ จึงสัมพันธ์กันเป็นเกลียว ส่งให้อกุศลมูลมีกำลังมากขึ้น

ต้องแยกระหว่างผู้มีศรัทธาในวัดพระธรรมกายที่มาปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ กับผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางของธรรมกาย...ผู้มาปฏิบัติธรรมก็คงไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โดยเห็นว่ามาปฏิบัติสมาธิภาวนาก็เป็นของดี แต่ที่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นก็เพราะทิศทางของธรรมกายเป็นทิศทางแห่งอำนาจและเงิน ซึ่งไม่ต่างจากแนวคิดแนวทางของมหาอำนาจ

“วิกฤติโลก”...เกิดขึ้นท่ามกลางความก้าวหน้าทางความรู้และเทคโนโลยีอย่างยิ่ง แต่ยังไม่สามารถทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และไม่มีหวังอันใด ว่าความรู้และเทคโนโลยีในทำนองเดียวกันที่มากยิ่งขึ้น จะช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ตราบใดที่...โลภะ โทสะ โมหะ หรืออกุศลมูลยังครอบงำมนุษย์อยู่

มนุษยชาติไม่มีทางไปต่อไปด้วยการพัฒนาในระนาบหรือภพเดิม โดยไม่วิกฤติ...คงต้องหันมามองศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ไปตามเหตุปัจจัยหรือความเป็นเหตุเป็นผล เป็นกระแสของเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) ...อันไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีตัวตน...(อนัตตา) ที่แยกส่วนเป็นเอกเทศ...ความจริงตามธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง

แต่มนุษย์เพราะความไม่รู้ (อวิชชา)...เข้าไปยึดมั่นในตัวตน (อัตตา) ซึ่งทำให้ขัดแย้งกับความเป็นจริง ความขัดแย้งคือทุกขตาอาการของอัตตาก็คือโลภะ โทสะ โมหะ อันก่อให้เกิดความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น แต่ศักยภาพสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์คือ ศักยภาพในการเข้าถึงความจริง ตามธรรมชาติที่ไม่มีอัตตา

ชาวพุทธไทย ทั้งพระและฆราวาสทั้งสาวกของธรรมกายหรือมิใช่ ในยามวิกฤติธรรมกายและวิกฤติโลก ถือเป็นโอกาสที่จะทำความเข้าใจหลักพุทธธรรมที่แท้และปฏิปทา เพื่อปูทางไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ?

“สังคายนาพระธรรมวินัย สมัยต้นรัชกาล ที่ ๑๐”...เป็นประเด็นสำคัญที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี พุ่งเป้าขอกล่าวถึง ในสมัยโบราณ...เมื่อเปลี่ยน “รัชกาล” หรือ “ราชวงศ์” สิ่งที่นิยมทำกันอย่างหนึ่งเพื่อปลุกพลังของชาติ 28 มี.ค. 2560 10:50 29 มี.ค. 2560 01:35 ไทยรัฐ