วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภาษีทักษิณ เรียกตัวแทนไปพบสรรพากรวันนี้ รับทราบข้อหา

‘บิ๊กตู่’ย้ายด่วน สุระชัย-ขสมก.ประจำทำเนียบ พท.โต้แหลก

ครหาล้มกระดานปรองดอง “จาตุรนต์” ซัดฝ่ายผู้มีอำนาจใจแคบ ลั่นต่อไปไม่มีเออออห่อหมกด้วย “ชัยเกษม” บอกให้ทหารสังเคราะห์ไม่น่าเชื่อถือ งัดอภินิหารกฎหมายยิ่งทำลายบรรยากาศ “นิพิฏฐ์” บอกพวกหนุนรุนแรงจ้องล้มเวที “ปู่พิชัย” แนะ “บิ๊กตู่” หลงรักสาวต้องไปสู่ขอ เชียร์ให้นั่งหัวโต๊ะคุมเอง 6 เดือนจบ “อลงกรณ์” ฟุ้งไม่กลัวคลื่นลมแรง “เรืองไกร” เตือนอธิบดีสรรพากรคิดให้ดีรีดภาษีชินคอร์ป อาจเจอฟ้องกลับ พลิกตำรามุมไหนก็ไม่มีช่องทำได้ สรรพากรไม่สนเรียกตัวแทน “ทักษิณ” รับทราบข้อกล่าวหา สรุปเก็บ 1.6 หมื่นล้าน “สุรพงษ์” ปลงตกถูก สนช.สอยแน่ “ศรีสุวรรณ” ห้าวเป้งยื่นผู้ตรวจฯสอบ มทภ.2 ปล่อยสร้างกาสิโนบนพื้นที่ทับซ้อน “ประยุทธ์” เด้ง ผอ.ขสมก.เซ่นพิษเมล์เอ็นจีวีฉาว

จากความเคลื่อนไหวในช่วงหลังของพรรคเพื่อไทย ถูกมองว่าเป็นการตีรวนกระบวนการสร้างความปรองดองของรัฐบาลนั้น ล่าสุดทั้งนายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายชัยเกษม นิติสิริ สองแกนนำคนสำคัญพรรคเพื่อไทย ออกมาปฏิเสธพร้อมตอกย้ำว่าเป็นความคิดคับแคบของฝ่ายผู้มีอำนาจ“จาตุรนต์” ย้ำจุดอ่อนปรองดอง

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลกล่าวหาว่า ข้อเสนอพรรคเพื่อไทยเป็นการขัดขวางกระบวนการสร้างความปรองดองว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยอยากเห็นมากที่สุดคือเรื่องปรองดองโดยที่สังคมอยู่ร่วมกันได้แม้เห็นแตกต่างกัน อาศัยกฎหมายที่เป็นธรรม กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ด้วยสันติวิธี แต่สิ่งที่คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กำลังทำอยู่ เป็นห่วงว่าจะล้มเหลวเพราะยังมีจุดอ่อน ข้อบกพร่องมาก คือ ขาดผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และคนที่เป็นกลางช่วยรับฟัง ช่วยสังเคราะห์เป็นข้อเสนอทางออก ขาดการพูดถึงปัญหาในอดีตอย่างเป็นระบบ และขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ แม้จะรับฟังความเห็นหลายฝ่าย แต่ยังถือว่าเปิดให้มีส่วนร่วมยังน้อยเกินไป และยังอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ประชาชนไม่มีเสรีภาพ

ซัดใจแคบต่อไปไม่มีเออออแน่

นายจาตุรนต์กล่าวว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเสนอไม่ใช่การตีรวน หรือขัดขวางการสร้างความปรองดอง แต่เสนอเพื่อให้เกิดความสำเร็จ จะเรียกว่าเป็นเงื่อนไขก็ได้ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเพื่อพรรค แต่เพื่อความสำเร็จเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยขัดขวางการปรองดอง ทั้งที่ทำหนังสือเสนอไปเป็นกิจจะลักษณะ แสดงถึงความใจแคบของฝ่ายมีอำนาจ สะท้อนจุดอ่อนว่ายังคิดแค่ให้ฝ่ายนี้พูดได้แค่ไหน พอไม่เข้าหูก็ออกมาพูดให้เสียๆหายๆ ต่อไปถ้าพรรคเพื่อไทยเห็นว่ากระบวนการผิดทิศผิดทาง คงต้องพูดกันตรงๆ และถ้าสัญญาประชาคมที่จะทำกันต่อไปเป็นการบิดเบือนความจริง ไม่มีสาระเป็นแก่นสาร ถึงเวลานั้นคงต้องพูดกันตรงๆ จะให้เออออห่อหมกคงไม่ได้ ป่วยการที่จะไปรับปากอะไรด้วย และอยากบอกว่าไม่ต้องห่วงพรรคเพื่อไทยจะเป็นต้นเหตุความขัดแย้งวุ่นวาย เพราะจะทำอะไรต่อไปจะมีการชี้แจงให้ทุกฝ่ายสบายใจ แต่ขณะนี้ยังไม่ขอพูดเกรงจะเร็วเกินไป อยากให้ ป.ย.ป.ทำงานให้เต็มที่ก่อน หวังว่า ป.ย.ป.จะรับฟังข้อเสนอ ไม่ใช่มองความเห็นที่ไม่เข้าหูไปในทางเลวร้ายไปหมด

ให้ทหารสังเคราะห์ไม่น่าเชื่อถือ

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้มองข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยว่าเป็นความปรารถนาดีดีกว่า ที่พรรคเสนอให้ยุบอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี ผบ.ทบ.เป็นประธาน เพราะเป็นชุดที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ประมวลข้อเสนอแนะ และกำหนดว่าต้องทำอะไรต่อไป ถ้าให้ทหารมาทำ หรือให้คนที่ทหารสั่งได้มาทำ จะมีความเป็นอิสระ เป็นสากลได้อย่างไร จะได้สัญญาประชาคมที่เป็นที่ยอมรับหรือไม่ เพราะทหารเองก็ถือว่าเป็นคู่ขัดแย้ง เชิญไปประชุมแล้วจับคลุมหัว มัดมือ ทำได้อย่างไร ลองไปปรึกษาดู สิ่งที่พรรคเพื่อไทยพูดถูกต้องหรือไม่

อภินิหาร ก.ม.ทำลายบรรยากาศ

นายชัยเกษมกล่าวว่า ส่วนบรรยากาศการเมืองขณะนี้ พูดง่ายๆไม่เหมาะกับการปรองดอง ยิ่งแย่เข้าไปอีก อย่างเรื่องการตรวจค้นอาวุธ ถ้าทหารมองเป็นสิ่งที่จำเป็นก็ต้องทำ เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัย แต่การไปรื้อฟื้นกรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่จบไปแล้ว แต่มาใช้อภินิหารทางกฎหมายรื้อฟื้น มันไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องอภินิหาร แต่เป็นการทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พยายามใช้ช่องเล็กช่องน้อยหาเรื่องหาราว ก็แล้วแต่พวกท่านแล้วกัน เพราะรับผิดชอบบ้านเมืองอยู่

“นิพิฏฐ์” ชี้หัวรุนแรงจ้องล้มเวที

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจะบอกว่า คสช.ไม่จริงใจทำเรื่องปรองดอง ต้องยกเหตุผลประกอบว่าไม่จริงใจตรงไหน ตนยังมองไม่เห็น ตอนตั้ง ป.ย.ป.ขึ้นมา เห็นทุกคนสนับสนุนหมด รวมถึงพรรคเพื่อไทย เห็นดีงามไม่มีใครค้าน ออกตัวแรงสนับสนุนยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ แต่พอ ป.ย.ป.เดินมาครึ่งทาง ออกอาการจะถอยหลังกลับ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถามว่าหากเวทีปรองดองรอบนี้ล่มใครได้ประโยชน์นั้น ต้องดูก่อนว่าความสำเร็จของ การปรองดองวัดผลตรงไหน ความสำเร็จคือต้องอยู่ด้วยกันได้บนความเห็นต่าง โดยไม่ต้องมีใครเอาเอ็มเจ็ดสิบเก้ามายิงกัน ถ้าหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป มีคนออกมาใช้ความรุนแรงอีก นั่นแหละคือความล้มเหลว ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าใครได้ใครเสีย อาจมีมือที่สามก็ได้ เพราะการเมืองเดี๋ยวนี้คาดเดายาก แต่ที่แน่ๆพวกที่สนับสนุนความรุนแรง คือพวกที่ต้องการให้เวทีปรองดองล้มเหลว ไม่สำเร็จ

“ปู่พิชัย” แนะหลงรักสาวต้องสู่ขอ

นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ติดตามกระบวนการสร้างความปรองดอง ด้วยความเป็นห่วง สมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ยังทรงเน้นอยู่บ่อยๆว่าถ้าไม่ปรองดองกันในบ้านเมือง พระองค์ท่านจะเสียใจเพียงใด คิดว่ารัฐบาลตั้งใจจริง เชื่อในความบริสุทธิ์ใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อยากทำให้การปรองดองเกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมายังเป็นแค่นามธรรม ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม คล้ายตกหลุมหลงรักสาว เที่ยวไปบอกว่าผมรักคุณเหลือเกิน แต่กลับไปยอมไปบอกพ่อแม่ให้ยกขันหมากไปสู่ขอ ฉันใดฉันนั้นเมืองไทยของเราทำแต่นามธรรมทั้งสิ้น

เชียร์ “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะหกเดือนจบ

นายพิชัยกล่าวต่อว่า วันนี้นายกฯควรเป็นตัวตั้งตัวตีเป็นหัวเรือใหญ่ เรียกทุกฝ่ายมาปิดประตูห้องคุย ให้ทุกคนเสนอความเห็นเต็มที่ นายกฯฟังอย่างเดียวไม่ต้องตอบโต้ แค่พยายามโน้มน้าวในฐานะคนกลางแล้วเอาแต่ละเงื่อนไขแต่ละฝ่ายมาเทียบกันแล้วคัดแยก ถ้าความเห็นไหนตรงกันก็เร่งเดินหน้าไม่ต้องเสียเวลา ส่วนอันไหนเถียงยังไม่ตกฟากให้แยกพักไว้ก่อน พอทำเรื่องที่เห็นตรงกันสำเร็จค่อยกลับมาพูดเรื่องที่ยังขัดแย้งอีกครั้ง แบบนี้ ถึงจะคืบหน้า เชื่อว่าโมเดลแบบนี้ 6 เดือนน่าจะสำเร็จ ต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น ไม่เชื่อว่าคนอื่นจะเป็นคนกลางได้จริง พรรคเพื่อไทยจะพูดอย่างไรก็เรื่องของเขา แต่ถ้าปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ใช่ นายกฯทำ ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะสำเร็จ ต่อให้ใช้มาตรา 44 หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญให้คนปรองดองกัน ก็ไม่สำเร็จ

“อลงกรณ์” ฟุ้งไม่กลัวคลื่นลมแรง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับ เคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป และคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ป.ย.ป. กล่าวว่า งานปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม มีความคืบหน้าภายใต้ ป.ย.ป.โมเดล สนช.ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ ครม.ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สปท.ผ่านการพิจารณา 3 วาระปฏิรูปเร่งด่วน ส่งต่อไปยัง ป.ย.ป. อาทิ ธนาคารที่ดิน สถาบันการเงินชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม ต้องแยกการเมืองและปัญหารายวันออกจากการปฏิรูปประเทศ ส่วนการสร้างความสามัคคีปรองดอง ยิ่งคลื่นลมสงบมากเท่าใด เรายิ่งนำรัฐนาวาไทยปฏิรูปไปได้เร็วขึ้นเท่านั้น เป็นหน้าที่ทุกคนโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่จะทำให้คลื่นลมสงบมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ว่าคลื่นสูง ลมแรงแค่ไหนก็ต้องเดินหน้า จะไม่ยอมให้ประเทศถอยหลังกลับไปสู่ปัญหาเก่าอีก

“เอกชัย” เชื่อได้นั่ง กก.ยุทธศาสตร์

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ป.ย.ป. กล่าวว่า การทำงานของที่ปรึกษาฯ ทั้ง 39 คน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ขอให้ทำงานคู่ขนานไปกับ 4 คณะกรรมการใน ป.ย.ป. และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมา รัฐบาลได้เตรียมกฎหมาย 2 ฉบับไว้แล้ว คือ ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมส่งให้ สนช.พิจารณาทันที ส่วนการตั้งคณะกรรมการและทำแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 39 คน จะทำหน้าที่เสนอแนะ กลั่นกรอง ตรวจสอบ กำหนด จัดลำดับความสำคัญ และดูจากหน้าตาผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 39 คน คิดว่าน่าจะเข้าไปนั่งเป็นกรรมการทั้ง 2 คณะในอนาคต ไปทำหน้าที่ตรงนั้นแทน

รัฐใส่ใจคุณภาพชีวิตผู้พิการ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยเฉพาะเรื่องการจ้างงานให้คนพิการมีโอกาสประกอบอาชีพสร้างรายได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่น ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าส่งเสริมให้คนพิการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น 10,000 คน โดยจะรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายการจ้างงานคนพิการอย่างจริงจัง เพื่อให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนการสร้างอาชีพให้แก่คนพิการ และนายกฯ เน้นย้ำให้หน่วยงานของรัฐไปสำรวจว่าพื้นที่ของตนได้ปรับปรุงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนพิการเพียงพอแล้วหรือยัง เช่น ทางเดินทางขึ้นอาคาร ห้องน้ำ ลานจอดรถ ฯลฯ ส่วนสถานที่สาธารณะ แหล่งท่องเที่ยว ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เพื่อส่งเสริมให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป

โพลชี้จับอาวุธ “โกตี๋” มีเบื้องหลัง

อีกเรื่อง สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็น กรณีการจับอาวุธสงคราม “โกตี๋” พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.33 เห็นว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองและเรื่องส่วนตัว รองลงมาร้อยละ 73.35 ขอให้ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดและเป็นไปอย่างถูกต้อง ยุติธรรม ร้อยละ 67.71 มองว่าอาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่านี้ ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าเพื่อลอบสังหารผู้นำประเทศนั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.69 ระบุไม่แน่ใจ อาจเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ร้อยละ 31.90 ระบุเชื่อ และร้อยละ 22.41 ระบุไม่เชื่อ นอกจากนี้ส่วนใหญ่มองว่ากรณีดังกล่าว กระทบกับการสร้างความปรองดอง และมองว่าสังคมไทยยังมีความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน

“เรืองไกร” แจงปมภาษีชินคอร์ป

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ในฐานะหนึ่งในตัวแทนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีการเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป กล่าวว่า จากแรงกดดันของผู้มีอำนาจ ให้กรมสรรพากรประเมินการจัดเก็บภาษีจากนายทักษิณ กรณีขายหุ้นชินคอร์ปเป็นจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท โดยอ้างอภินิหารทางกฎหมายนั้น นายทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินจากการซื้อหุ้นแอมเพิลริช เมื่อปี 2549 เคยมีหนังสือประเมินไปที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรนายทักษิณ เพื่อเรียกเก็บภาษีไปแล้ว ถือว่าหนังสือที่เรียกประเมินย่อมถือเป็นหนังสือที่เรียกประเมินไปที่นายทักษิณด้วย แต่ในปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์นายทักษิณ และในปีเดียวกันศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาว่าเมื่อศาลฎีกาฯเห็นว่าหุ้นชินคอร์ปที่ขายให้เทมาเส็ก เป็นของนายทักษิณและคู่สมรส การเรียกเก็บภาษีจากบุตรจึงไม่ชอบให้เพิกถอนการประเมิน

พลิกตำรามุมไหนก็รีดภาษีไม่ได้

นายเรืองไกรกล่าวว่า แม้มีความพยายามจะเก็บภาษีจากนายทักษิณ แต่ถ้าดูจากเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องจะเห็นหลายประเด็นว่าทำไม่ได้ เช่น ประเภทเงินได้ตามมาตรา 40, ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมิน, อายุความเลยกำหนด 10 ปี จึงจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปแจ้งเตือนอธิบดีกรมสรรพากรให้ยุติการดำเนินการ พร้อมทั้งนำเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงเหตุผลให้ทราบด้วย ในวันที่ 27 มี.ค. เวลา 10.30 น. ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวทางกรมสรรพากรเตรียมส่งใบประเมินภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปไปให้นายทักษิณนั้น ทางฝ่ายกฎหมายของนายทักษิณที่ดูแลเรื่องดังกล่าว ยังไม่เห็นเอกสารใดๆจากกรมสรรพากร แต่จากการพิจารณาเอกสารการประเมินภาษีที่ผ่านมา ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ถือว่าไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ไม่มีสถานะที่จะประเมินได้ จึงเชื่อว่าไม่ว่ากรมสรรพากรพลิกกฎหมายมาตราใด ก็ไม่มีช่องทางทำได้ แต่หากยังส่งแบบประเมินมาจริง จะพิจารณาว่าการประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ชอบจะดำเนินการฟ้องกลับต่อไป

สรรพากรสรุปเก็บ 1.6 หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมสรรพากรว่า ในเวลา 10.30 น.วันนี้ 27 มี.ค. ตัวแทนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเดินทางมายังกรมสรรพากรเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาของกรมสรรพากร กรณีที่นายทักษิณมีภาระภาษีจากการขายหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก เมื่อปี 2549 ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อินทัช (INTUCH) โดยกรมสรรพากรระบุว่าเป็นการออกหมายเรียกตามคำสั่งของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากวันที่ 31 มี.ค.นี้ คดีดังกล่าวจะหมดอายุความตามประมวลรัษฎากรมาตรา 19 คาดว่าผู้ที่จะมารับทราบข้อกล่าวหาน่าจะเป็นนายเรืองไกร หรือนายนพดล ปัทมะ สำหรับจำนวนเงินที่กรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณครั้งนี้มีประมาณ 16,000 ล้านบาท

เร่ง ป.ป.ช.ปิดคดีทุจริตข้ามชาติ

อีกเรื่อง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ว่า ขอชื่นชม ป.ป.ช.ที่ทำงานหนักต่อเนื่อง จนสามารถชี้มูลความผิดปิดคดีได้ เพราะการเสาะแสวงหาข้อมูลเอาผิดกับข้าราชการระดับสูงรับสินบนบริษัทต่างชาติไม่ใช่เรื่องง่าย และยังมีคดีสินบนข้ามชาติอีกหลายเรื่อง เช่น กรณีสินบนโรลส์รอยซ์ ป.ป.ช.ควรเร่งดำเนินการให้รวดเร็วหาตัวคนผิดมาลงโทษ และยึดทรัพย์สินที่ทุจริตกลับคืนมาให้ได้ ไม่ว่าจะเอาไปจะซ่อนไว้ในที่ไหน จะทำให้ผู้ที่คิดทุจริตไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือนักธุรกิจ เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าทุจริต เท่ากับเป็นการป้องกันปราบปรามไปอีกทางด้วย

ป.ป.ช.สอบพยานค่าต๋งโรลส์รอยซ์

ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีบริษัท โรลส์รอยซ์ ประเทศอังกฤษ จ่ายสินบนแก่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการซื้อขายเครื่องยนต์เครื่องบินช่วงปี 2547-2548 ว่า คณะทำงานรวบรวมเอกสารหลักฐานรายงานต่อคณะไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว หลังจากนี้จะเริ่มสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่ระบุในเอกสารหลักฐานซึ่งมีจำนวนมาก โดยจะสอบทั้งพยานบุคคล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องสอบไว้เป็นพยานตามลำดับขั้นตอนการไต่สวน


“สุรพงษ์” ปลงตกถูก สนช.สอยแน่

ทางด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้นักการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล คสช. ถูกปิดปากถูกกระทำจนแทบไม่มีที่ยืนในสังคม วันนี้ประชาธิปไตยแบบ คสช. เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ทำอะไรได้หมด อยากขอร้องว่าคนไทยด้วยกันต้องรู้จักให้อภัย มีเมตตาธรรม วันที่ 30 มี.ค. คงถูกที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนกรณีการออกหนังสือ เดินทางแก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยมิชอบ ทั้งที่ไม่ได้กระทำผิดหรือบีบบังคับให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเร่งรีบดำเนินการ ซึ่งข้าราชการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ ป.ป.ช. ว่าดำเนินการตามแนวปฏิบัติและระเบียบกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 โดยที่ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร อยากเห็นความเป็นธรรมเกิดขึ้นสักครั้งในชีวิตนี้ หากถูกถอดถอนก็ต้องยุติชีวิตและบทบาททางการเมือง แต่ภาวนาอยากให้ประเทศไทยก้าวข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ ความปรองดองของคนในชาติจะได้กลับคืนมาโดยเร็ว

“ศรีสุวรรณ” ยื่นผู้ตรวจฯสอบ มทภ.2

อีกเรื่อง นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันที่ 27 มี.ค. เวลา 10.00 น. จะไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ขอให้ตรวจสอบจริยธรรมการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการก่อสร้างบ่อนกาสิโนในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่อนปรนช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทับซ้อนอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติตาพระยาด้วย ถือได้ว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ให้มีธุรกิจการพนันอบายมุขในพื้นที่ทับซ้อน เป็นการส่งเสริมให้คนไทยเล่นการพนัน

เด้ง ผอ.ขสมก. เซ่นเมล์เอ็นจีวีฉาว

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ให้นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี กรณีดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจของนายกฯในการบริหารจัดการอัตรากำลัง กรณีมีอัตราว่างสามารถจัดกำลังไปลงในอัตรานั้นได้ ซึ่งคำสั่งนี้มีผลทันที ส่วนตำแหน่ง ผอ.ขสมก.ที่ว่างลง เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารกิจการ ขสมก. (บอร์ด) ที่มี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ เป็นประธาน จะพิจารณาแต่งตั้ง โดยคาดว่าบอร์ด ขสมก.จะเรียกประชุมหารือเรื่องดังกล่าววันที่ 27 มี.ค. ส่วนสาเหตุการโยกย้ายนายสุระชัยพ้นจากตำแหน่ง ผอ.ขสมก.นั้น อาจมีส่วนมาจากปัญหาจัดซื้อรถโดยสาร (NGV) จำนวน 489 คัน

“สุระชัย” อ้างทำอะไรไม่ได้มาก

ช่วงค่ำวันเดียวกัน นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.ขสมก. กล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงคำสั่งของนายกฯ ที่ให้ไปปฏิบัติงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี แต่หากเป็นตามข่าวก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า สาเหตุมาจากที่ตนไม่กล้าตัดสินใจเรื่องการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีนั้น ยืนยันว่าได้ดำเนินการเต็มที่ แต่คงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด ขสมก.ด้วย

ด้านนายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม แจ้งว่าได้มีคำสั่งนายกฯเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ให้ ผอ.ขสมก.ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกฯ หลังจากนี้บอร์ด ขสมก.จะแต่งตั้งรักษาการ ผอ.ขสมก.เข้ามาทำงานต่อไป

จี้ รก.ผอ.ขสมก.เร่งสางปัญหา

ต่อมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า คำสั่งให้นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.ขสมก. ไปปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกฯ เป็นการอ้างตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 68/2559 เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของงาน และแก้ไขข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นของรัฐ สำหรับสาเหตุการโยกย้ายส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี เนื่องจากการจะรับรถหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของผู้ซื้อที่จะพิจารณา นอกจาก ผอ.ขสมก.จะเป็นผู้ลงนามแล้ว ยังมีบอร์ด ขสมก.ช่วยพิจารณาด้วย กรณีมีข้อผิดพลาดไปจากที่สั่งซื้อ ผอ.ขสมก.ต้องพิจารณาเรื่องแหล่งกำเนิดรถ แหล่งประกอบรถ ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาและทีโออาร์หรือไม่ หากไม่ถูกต้องครบถ้วนคงไม่มีใครกล้ารับรถ หลังจากนี้ ขสมก.ต้องเร่งพิสูจน์เพื่อแก้ปัญหานี้ แต่คงไม่สามารถระบุได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบตามข้อกฎหมาย ซึ่งรักษาการ ผอ.ขสมก.จะมีอำนาจเต็มในการบริหารองค์กร เช่นเดียวกับรักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สามารถใช้อำนาจบริหารองค์กรได้เต็มที่เพื่อขับเคลื่อนองค์กร

ครหาล้มกระดานปรองดอง “จาตุรนต์” ซัดฝ่ายผู้มีอำนาจใจแคบ ลั่นต่อไปไม่มีเออออห่อหมกด้วย “ชัยเกษม” บอกให้ทหารสังเคราะห์ไม่น่าเชื่อถือ งัดอภินิหารกฎหมายยิ่งทำลายบรรยากาศ “นิพิฏฐ์” บอกพวกหนุนรุนแรงจ้องล้มเวที... 27 มี.ค. 2560 07:37 ไทยรัฐ