วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก้าวข้าม“ทักษิณ”สร้างจุดปรองดอง : หยุดวิกฤติประเทศ

ก้าวข้าม“ทักษิณ”สร้างจุดปรองดอง : หยุดวิกฤติประเทศ

  • Share:

ภาษีหุ้นชินคอร์ปฯถูกปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

คดีนี้เคยถูกปิดหีบไปแล้ว เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้ยึดทรัพย์นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีร่ำรวยผิดปกติกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท

หลังจากขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง มูลค่า 73,269 ล้านบาท ในจำนวนนั้นมีหุ้น 329.2 ล้านหุ้น ที่ถือไว้ในชื่อ “โอ๊ค-เอม” นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา บุตรชาย-บุตรสาวนายทักษิณ ที่ได้มาในราคาหุ้นละ 1 บาท ก็ถูกเทขาย ออกไป เกิดประโยชน์ส่วนต่างราคาหุ้นละ 48.26 บาท แต่หุ้นเหล่านี้มีนายทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง

สุดท้ายกรมสรรพากรตามเรียกเก็บภาษีเงินได้อีก 1.2 หมื่นล้านบาท “โอ๊ค-เอม” ได้ใช้ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อสู้ในการอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง ในที่สุดชนะคดี

ไม่ต้องจ่ายภาษีและค่าปรับตามระยะเวลาที่ไม่เสียภาษี

แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งไปยังกรมสรรพากรว่า กรณีนี้ไม่เข้าข่าย ยกเว้นภาษีตามกติกาตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณวงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 60 ไม่เช่นนั้นคดีจะขาดอายุความครบ 10 ปีและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

มุมมองข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่าง สตง.กับกรมสรรพากรเกิดขึ้นทันที

บทสรุปสุดท้ายเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในส่วนที่เหลือจากการถูกยึดทรัพย์เข้าข่ายพึงประเมินจ่ายภาษีหรือไม่ ติดตามมุมมองอีกด้านของ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ เรื้อรังมานาน เริ่มตั้งแต่ชินคอร์ปฯขายหุ้นให้เทมาเส็ก

เรื่องนี้ยุติไปนานแล้ว จนคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรหยิบยกขึ้นมาพิจารณา สุดท้ายมีความเห็นว่าไม่สามารถขยายเวลาเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณได้อีก แต่รัฐบาลกลับเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนเจอช่องกฎหมายว่ามีแนวทางการเก็บภาษีได้ด้วย “มิราเคิล ออฟลอร์” จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก

ขณะนี้เราทำได้เพียงรอความชัดเจนจากเอกสารประเมินก่อนว่า กรมสรรพากรจะประเมินจากส่วนไหน เท่าที่ติดตามข่าวคงประเมินภาษีจากหุ้น 329.2 ล้านหุ้น ที่บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด โอนไปยัง “โอ๊ค-เอม”

ประเด็นคือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่า นายทักษิณ และภรรยายังคงไว้ในหุ้นชินคอร์ปฯ ต่อมาศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยสรุปความตอนหนึ่งว่า หุ้นที่ “โอ๊ค-เอม” ซื้อจากแอมเพิลริชเป็นหุ้นของนายทักษิณและภรรยา

“โอ๊ค-เอม” ถือแทนไว้เป็น “นอมินี”

เมื่อศาลภาษีอากรกลางตัดสินเช่นนี้ นายทักษิณนำหุ้น 329.2 ล้านหุ้นไปรวมกับหุ้นอื่นเป็น 1,400 ล้านหุ้นไปขาย เป็นการขายหุ้นของตัวเอง คำถามที่นักกฎหมายภาษีตั้งขึ้นคือ เมื่อหุ้นยังอยู่กับนายทักษิณมาตลอด จะมีการขายเกิดขึ้นระหว่าง “แอมเพิลริช” กับ “โอ๊ค-เอม” ได้อย่างไร

กรรมสิทธิ์หุ้นยังติดอยู่ที่นายทักษิณ

ไม่สามารถประเมินภาษีจาก “โอ๊ค-เอม” ได้

หลายฝ่ายมองต่างมุมชี้ไปที่มีการขายหุ้นนอกตลาด แม้ “โอ๊ค-เอม” ถือหุ้นแทนพ่อ แต่ในส่วนของนายทักษิณจะต้องเสียภาษี นายนพดล บอกว่า ขอย้อนกลับไปดูข้อเท็จจริงเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่า นายทักษิณและภรรยาคงไว้ซึ่งหุ้นนี้

หุ้นไม่ได้เป็นของ “แอมเพิลริช” และ “โอ๊ค-เอม”

ขอย้ำว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นยังอยู่ที่นายทักษิณตั้งแต่ต้น จนกระทั่งมีการขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการยกเว้นภาษี และนักกฎหมายมีความเห็นว่าธุรกรรมระหว่าง “แอมเพิลริช” กับ “โอ๊ค-เอม” เสมือนไม่ได้เกิดขึ้น

ถ้าจะพิจารณาความรับผิดในการชำระภาษี ขอให้ดูข้อเท็จจริงว่าหุ้นเป็นของใคร มีการโอนจาก “แอม– เพิลริช” ไปยัง “โอ๊ค-เอม” หรือไม่ การตีความกฎหมายภาษีต้องชัดเจน หากตีความที่แตกต่างจากบรรทัดฐานที่กรม สรรพากรวางเอาไว้ จะไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่น ในระบบการจัดเก็บภาษี

ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความชัดเจนในกฎหมายและบรรทัดฐานที่กรมสรรพากรทำมา คำนึงถึงหลักนิติธรรม ความปรองดองเกิดขึ้นได้หากยึดตามหลักนิติธรรม แต่วันนี้หลายคนอดแปลกใจไม่ได้ ที่คนในรัฐบาลระบุทำนองว่า หากไม่ดำเนินการเรื่องนี้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา มาตรา 157

ทั้งที่กรมสรรพากรก็บอกว่าทำไม่ได้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ระบุว่า กรมสรรพากรบอกว่าเรื่องนี้ทำไม่ได้ แต่มีการอธิบายไปถึงอภินิหารทางกฎหมาย เป็นช่องทางที่สมควรจะเสี่ยงดูในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ในความเห็นของนักกฎหมายที่ดูแลเรื่องนี้ ก็คิดว่าจะเสี่ยงไปทำไมในเมื่อกรมสรรพากรบอกว่าทำไม่ได้

ฉะนั้น แปลกใจที่เรื่องนี้ยุติไปนานแล้วถูกหยิบยกขึ้นมาใหม่ มีความพยายามจะเก็บภาษีกับ “โอ๊ค-เอม” และมีความพยายามเก็บภาษีจากทักษิณก็ไม่สามารถทำได้

มีเหลี่ยมมุมไหนบ้างที่เป็นข้อเท็จจริงจะนำไปสู่การประเมินภาษีใหม่ได้ในขณะนี้ นายนพดล บอกว่า ไม่ทราบว่าท้ายที่สุดจะมีข้อเท็จจริงใหม่ เพิ่มจากที่ฝ่ายรัฐให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนหรือไม่ แต่ไม่น่าจะมีอะไรที่ไกลกว่าที่พูดไป ยืนยันจุดสำคัญคือหุ้นเป็นของนายทักษิณและขายในตลาดหลักทรัพย์

ส่วนประเด็นอายุความยังถกเถียงกันได้ เพราะมีความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน แต่เราเชื่อว่าขาดอายุความไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความรับผิดในการชำระภาษีและอายุความ เท่าที่เราหารือกันในเบื้องต้นพร้อมชี้แจงได้หมด ถ้ามีการประเมินภาษีเราก็ต้องชี้แจงตามกระบวนการ จนถึงการอุทธรณ์ในชั้นศาลภาษีอากรกลางต่อไป

เชื่อมั่นว่าสามารถชี้แจงประเด็นนี้ต่อกรมสรรพากรและกระบวนการยุติธรรมได้ หวังว่ากรมสรรพากรจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยดี เมื่อรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายเราแล้วไม่เดินหน้าประเมิน แต่จะต้อง รอดูจนถึงสิ้นเดือนนี้ เราไม่ประมาท เพราะนักกฎหมายเมื่อมีความคิดทางกฎหมายแตกต่างกันต้องใส่ใจ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ทำไมศาลอาญาถึงได้พิพากษาจำคุกนางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรองอธิบดีกรม สรรพากรและพวก ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ช่วย “โอ๊ค-เอม” เลี่ยงภาษีโอนหุ้นชินคอร์ปฯ นายนพดล บอกว่า...

...เท่าที่ทราบคดีนี้ยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์และขอให้กลับไปดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ตั้งข้อ สังเกตอย่างไรที่ฝ่ายการเมืองพยายามเดินหน้าที่จะจัดเก็บภาษีให้ได้ นายนพดล บอกว่า กรมสรรพากรพูดชัดเจนว่า ทำไม่ได้ เราก็ขอตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมฝ่ายการเมืองถึงพยายามเดินหน้าเรื่องนี้

เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่

ส่วนตัวอยากเห็นความปรองดองเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศเดินหน้า จะเกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายต้องจริงใจในกระบวนการสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง หากปฏิบัติตามหลักนิติธรรมจะก่อให้เกิดความยุติธรรม มันจะสร้างบรรยากาศให้บ้านเมืองสู่ความปรองดองได้เร็วขึ้น

บางคนพยายามพูดว่าอย่าเอาหลักการปฏิบัติตามกฎหมาย มาต่อรองเรื่องการปรองดอง ขออธิบายว่าถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรม มันไม่กระทบต่อการปรองดอง ที่น่าเป็นห่วงคือขอถาม ว่าได้ทำตามหลักนิติธรรมหรือไม่

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องได้สื่อสารกับนายทักษิณอย่างไรบ้าง นายนพดล บอกว่า ช่วงหลังๆท่านไม่ให้ความคิดเห็นทาง การเมือง เพราะบางครั้งถูกแปลเจตนาผิดหลายครั้ง มีการบิดเบือน ทำให้เกิดข้อโต้แย้งในสังคม เราน่าจะก้าว

ข้ามนายทักษิณ เพราะท่านไม่ใช่อุปสรรคหรือเงื่อนไขไม่ให้เกิดความปรองดอง

ท่านอยากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดอง

ท่านทักษิณเคยระบุว่าเป็นเพียงหนูตัวเล็กๆ อยู่ต่างประเทศแบบเงียบๆ

ยังห่วงประเทศ อยากเห็นความปรองดอง อยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้า

เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็อยากเห็นรัฐบาลคำนึงถึงหลักนิติธรรม

จะนำไปสู่ความปรองดองแน่นอน.

ทีมการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้