วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทหารไม่ขัดแย้ง บิ๊กป้อมอัด การเมืองตั้งแง่

ประสานลาวให้ส่งตัวโกตี๋ ขยายผลจับเพิ่มอีก10ราย

“บิ๊กป้อม” ฉุนเพื่อไทยตีรวน ย้อนถามจะเอายังไงอีก ตั้งแง่ไปเอง ย้ำทหารไม่ขัดแย้งกับใคร มทภ.3 บอกคนเหนือรักสงบ พร้อมทำสัญญาประชาคม “ชัยเกษม” แจง พท.หนุนปรองดอง แต่ชุดรวบรวมความเห็นต้องมีอิสระ หวั่นตัดความเห็นต่างทิ้ง เอาเฉพาะด้านบวกฝ่ายรัฐ เชื่อยังมีคนเป็นกลางอีกเยอะ “อำนวย” ท่องคาถารอวันเลือกตั้ง “สมชัย” ยังหวังคง กกต.จังหวัด แต่ “มีชัย” เมิน ยันทำเพื่อส่วนรวม “สุภา” ย้ำพิรุธปมเร่งคืนพาสปอร์ตนายใหญ่ “สุรพงษ์” โต้ใช้เวลาวันเดียวเรื่องปกติ “ประวิตร” ไล่บี้ขอตัว “โกตี๋” จากลาว “ศรีวราห์” สาวผู้ร่วมขบวนการอีก 10 ราย “อภิสิทธิ์” หนุนปราบพวกฮาร์ดคอร์เด็ดขาด

กระบวนการสร้างความปรองดองทำท่าสะดุด หลังพรรคเพื่อไทยทำจดหมายเปิดผนึกเสนอยุบ 2 อนุกรรมการที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และจัดทำข้อเสนอกระบวนการสร้างสามัคคีปรองดอง ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาตอบโต้พร้อมยืนยันว่าทหารไม่ใช่คู่ขัดแย้งใคร

“บิ๊กป้อม” ฉุนเพื่อไทยจ้องตีรวน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 มี.ค.ที่องค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเสนอให้ยุบคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความ สามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นประธานฯ และคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เป็นประธานฯ เพราะเห็นว่าไม่มีความเป็นอิสระ ไม่เป็นกลาง โดยให้ตั้งคณะกรรมการอิสระซึ่งมาจากทุกภาคส่วน เป็นกลางและเที่ยงธรรม ได้รับการยอมรับจากสังคม แสวงหาข้อเท็จจริงต้นเหตุของปัญหาและวิธีการเยียวยาแก้ไข รวมถึงจัดทำข้อเสนอสร้างความปรองดองขึ้นมาแทน ว่า ไม่เป็นอิสระตรงไหน อะไรคืออิสระ และความ ต้องการอยู่ตรงไหน ใช่เรื่องการแสดงความคิดหรือไม่ ใครคือคณะกรรมการอิสระให้ช่วยบอกมาหน่อย เป็นกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นอิสระ

ถามจะเอาใครอีกตั้งแง่ไปเอง

พล.อ.ประวิตรกล่าวต่อว่า คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมามีความคิดอิสระ เพราะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่กันทั้งนั้น มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เช่นนั้นคงไม่เติบโตมาจนป่านนี้ และทำหน้าที่รับฟังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วจะให้ไปเอาใครอีก ผู้ที่รับฟังก็มีทหารชั้นยศพลโท พลเอก แต่มีบางพรรค เราถามเพียง 10 ข้อยังไม่ตอบเลย ตอบมาแค่ 2-3 ข้อ นอกนั้นบอกไม่มีความคิดเห็น แล้วจะเอาอย่างไรอีก ไม่อยากเอ่ยว่าพรรคไหน เมื่อถามว่า พรรคการเมืองออกมาตั้งแง่จะ ส่งผลกระทบต่อการปรองดองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า คณะกรรมการฯเขาไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย แต่พรรคการเมืองไปตั้งแง่กันเอง คณะกรรมการทั้งหมดมีความเป็นอิสระ ไม่มีการตอบโต้ใดๆ ฟังเพียงอย่างเดียวแล้วจะเอาใครอีก

ย้ำทหารไม่ได้ขัดแย้งกับใคร

รองนายกฯกล่าวอีกว่า ที่พรรคเพื่อไทยมองว่ามีทหารมานั่งเป็นประธานทุกชุดนั้น ทหารไม่ได้ไปขัดแย้งกับใคร เราให้ข้อมูลทั้งหมดว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่างไร ไม่ต้องมารื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ เรื่องเกิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แล้วมาบอกว่านี่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง ใช้ได้ที่ไหน บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรมอะไร และเคยพูดเรื่องกระบวนการยุติธรรมของไทยไปแล้วก็ว่ากันไป ต่อไปในอนาคตที่หมดวาระรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว จะทำอะไรก็เป็นเรื่องของรัฐสภาและนายกฯ ในชุดนั้น เมื่อถามว่า การปรองดองต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่พรรคการเมืองดูเหมือนจะไม่ไว้ใจทหาร พล.อ.ประวิตรตอบว่า ทหารไปทำอะไรให้ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทหารไปเกี่ยวกับการปรองดองอย่างไร ตนยังไม่เคยบอกว่าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ใคร แล้วถ้าพูดบ้างล่ะ แต่นี่ยังไม่เคยพูด มีแต่ฝ่ายพรรคการเมืองที่พูดอยู่ข้างเดียว

มทภ.3 บอกคนเหนือรักสงบ

ขณะที่ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 3 (กอ.รมน.ภาค 3) กล่าวว่า การพูดคุยเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่ต้องการให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า มีเศรษฐกิจสังคมที่ดี การเมืองมีความโปร่งใสเป็นธรรมทุกฝ่าย คิดว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว คนภาคเหนือรักสันติ รักสงบ และใจบุญ พร้อมให้ความร่วมมือกับราชการ แต่จะให้ทุกคนเป็นคนดีทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ จะทำอย่างไรไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง และจากการรับฟังความคิดเห็น ทุกกลุ่มต้องการให้มีการทำสัญญาประชาคม

พท.หนุนปรองดองแต่ต้องอิสระ

ด้านนายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยกรณีทำจดหมายเปิดผนึกเป็นการขัดขวางการสร้างความปรองดอง ว่า พรรคไม่เคยปฏิเสธเรื่องการสร้างความปรองดอง เพียงแต่เห็นว่าเมื่อจบขั้นตอนกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ควรมีคณะกรรมการอิสระเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อน สำหรับการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลรวบรวมความคิดเห็นส่งให้คณะกรรมการอิสระไปดำเนินการต่อสิ่งที่พรรคแสดงความกังวลหากเดินตามแนวทางของผู้มีอำนาจ คือขั้นตอนการรวบรวมความเห็น หากทำโดยคนที่ฝ่ายรัฐบาลแต่งตั้ง อาจไม่ได้ความคิดเห็นที่หลากหลาย เพราะที่สุดแล้วเชื่อว่าจะนำข้อมูลเฉพาะด้านที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัฐ ไปดำเนินการเท่านั้น ส่วนข้อเสนอที่เห็นต่างอาจไม่ได้รับการตอบรับ หรือนำไปปฏิบัติ

เชื่อยังมีคนเป็นกลางอีกเยอะ

นายชัยเกษมกล่าวต่อว่า ที่สำคัญหลักในการสร้างความปรองดอง ต้องไม่ละเลยฝ่ายเหยื่อผู้ถูกกระทำ หากผู้มีอำนาจที่ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งเข้ามาทำหน้าที่รวบรวมความเห็น อาจไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้สูญเสีย ดังนั้นการเลือกกรรมการอิสระที่ทุกฝ่ายยอมรับ เข้ามาดำเนินการต่อจากการรับฟังความเห็น จะเป็นประโยชน์ทำให้การปรองดองเกิดขึ้นได้จริง สำหรับกรรมการกลางจะได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมหรือไม่นั้น คิดว่ายังมีนักวิชาการ หรือบุคคลที่ยึดหลักการ เป็นที่ยอมรับ สามารถทำหน้าที่และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมอีกจำนวนมาก

“อำนวย” ท่องคาถารอวันเลือกตั้ง

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ความขัดแย้งทางการเมืองแบ่งเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน คือ ฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายเผด็จการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการปฏิรูปประเทศเพื่อรอวันเลือกตั้งตามโรดแม็ป จึงอยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยอดใจรอ อย่าใช้ความรุนแรง เราต้องช่วยกันประคับประคองประเทศ ให้ถึงเวลาที่จะได้แสดงออกด้วยวิธีการประชาธิปไตย คือการเลือกตั้ง ค่อยออกมาแสดงพลังผ่านวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้ประเทศมีทางออกตามกระบวนการประชาธิปไตย ออกมาแสดงพลังตอนนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่ทำให้เกิดความสูญเสีย ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้ยุบ 2 อนุกรรมการที่มี ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.ทบ. เป็นประธาน และให้ตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระขึ้นมาแทนนั้น เห็นด้วยกับแนวทางของพรรค เพราะมองว่าผู้จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ควรเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นกลาง มีแนวคิดใหม่ๆ แก้ไขปัญหาให้ประเทศ หากใช้คนกลุ่มเดิมๆ ที่มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานอาจสำเร็จได้ยาก

“สมชัย” ยังฝันดัน กกต.จังหวัด

ช่วงเช้าที่รัฐสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการ กกต. เข้าหารือกับคณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นพ.เจตน์ ศิรธารานนท์ เป็นประธาน จากนั้นนายสมชัยให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ กกต.จังหวัดมาจากการสรรหาบุคคลที่หลากหลาย จาก 5 สายงาน คือ 1.ผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองและการเลือกตั้ง 2.ด้านกฎหมายและสืบสวนสอบสวน 3.ด้านการบริหารองค์การ 4.ภาคประชาสังคม 5.ด้านการศึกษาให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชน มีลักษณะการทำงานแบบบอร์ด ให้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมไม่ใช่เงินเดือน เพื่อประหยัดงบประมาณ คาดว่าใช้เงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าใช้ผู้ตรวจการการเลือกตั้งตามข้อเสนอ กรธ.จะไม่คุ้นเคยพื้นที่ มีค่าใช้จ่ายมากกว่าถึง 6 เท่า และเชื่อว่าผลกระทบที่อาจเกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กกต.น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช.

ปธ.กกต.ไม่กังวลโดนเซ็ตซีโร่

ที่สำนักงาน กกต.นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวว่า หากมีการเซ็ตซีโร่ กกต.เราไม่ได้กังวลใจ หากเห็นว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือทำให้ดีขึ้น ก็ไม่เป็นไร เพราะ กกต.ไม่ได้ยึดติดตำแหน่ง ไม่ได้กังวลว่าเราจะอยู่หรือไป ถ้าเกิดเซ็ตซีโร่แล้วบ้านเมืองดีขึ้นก็ยินดี ทั้งนี้ กกต.เข้ามาเพื่อช่วยประเทศชาติให้การเลือกตั้งดีขึ้นเทียบเคียงนานาประเทศ อย่าไปกังวลเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว เอาประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

แต่ “มีชัย” เมินยันทำเพื่อส่วนรวม

ต่อมาช่วงบ่าย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม กรธ. ถึงข้อเสนอ กกต.ต่อ สนช.ขอให้คง กกต.จังหวัดไว้ว่า ที่ กรธ.ยกเลิก กกต.จังหวัดเพราะมีข้อครหาว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มการเมือง ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นไปได้ยาก การหาคนที่มาจากหลากหลายและปลอดการเมืองนั้นยาก สิ่งที่ กรธ.กำหนดไว้เพื่อแก้ปัญหาการส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำที่ต่างๆจนเกิดข้อครหา เมื่อถามว่า มองว่าข้อเสนอของ กกต.ไปคนละทางกับ กรธ. จะเกิดปัญหาในชั้น สนช.หรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ขึ้นอยู่กับ สนช. กรธ.จะชี้แจงในหลักการและเหตุผล สนช.จะตัดสินใจอย่างไรขึ้นอยู่กับการพิจารณา และต้องดูด้วยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรธ.ไม่ได้ดึงดันว่าจะต้องยึดติดกับสิ่งที่ กรธ.เขียนไว้ หากพบว่าเป็นทางที่ดีกว่าก็ยอม เราไม่หนักใจเพราะทำไปเพื่อส่วนรวม หากคิดว่าอะไรสำคัญก็ต้องทำโดยไม่ยึดติดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา ใครมาแตะต้องไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้

“สุภา” ยํ้าพิรุธเร่งคืนพาสปอร์ต

อีกเรื่องที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กรณีออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมิชอบ ซึ่งการประชุมนัดนี้เป็นขั้นตอนกระบวนการซักถามต่อคู่กรณี คือกรรมการ ป.ป.ช.และนายสุรพงษ์

โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ยืนยันว่าการใช้ดุลพินิจของนายสุรพงษ์ออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณนั้น กระทำโดยมิชอบ เพราะมีเงื่อนไขว่าไม่สามารถออกหนังสือเดินทางแก่ผู้มีคดีก่อการร้ายได้ อีกทั้งนายทักษิณมีชื่ออยู่ในบัญชีห้ามออกหนังสือเดินทาง แต่กลับใช้เวลาแค่ 1 วันก็ออกหนังสือเดินทางให้ โดยไม่ตรวจสอบข้อมูล จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และศาลอ้างว่า เป็นอำนาจปลัดกระทรวงต่างประเทศที่จะพิจารณานั้น เห็นว่านายสุรพงษ์สั่งการในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ให้ออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

“ปึ้ง” โต้ใช้เวลาวันเดียวเรื่องปกติ

ด้านนายสุรพงษ์ชี้แจงว่า การออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณเป็นการวินิจฉัยทางการเมือง ไม่ใช่การวินิจฉัยในข้อกฎหมาย สามารถเห็นแตกต่างกันได้ เพราะไม่เห็นว่านายทักษิณมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อประเทศไทย ส่วนการใช้เวลาดำเนินการเพียง 1 วันนั้น หากทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็ดำเนินการได้ทันที ดังนั้นกรณีของนายทักษิณถือเป็นขั้นตอนปกติ ส่วนที่บอกว่านายทักษิณมีรายชื่อติดแบล็กลิสต์นั้น ก่อนหน้านี้กระทรวงต่างประเทศสอบถามข้อมูลไปยัง สตช.และศาลแล้ว แต่ไม่เคยมีหนังสือตอบกลับมาว่าไม่ควรออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ และที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะมอบหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณเป็นของขวัญปีใหม่นั้น เป็นแค่มุกการให้สัมภาษณ์ แต่การดำเนินการไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือหลักเกณฑ์ หรือสั่งให้ทำสิ่งผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมนัดต่อไปคือ วันที่ 29 มี.ค. เป็นการให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาแถลงปิดคดี และนัดลงมติถอดถอนในวันที่ 30 มี.ค.

“เรืองไกร” ยื่นฟ้องดะ ป.ป.ช.-สนช.

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ให้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.กับพวกรวม 33 คน ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต จากกรณีที่ พล.ต.อ.วัชรพลและกรรมการ ป.ป.ช.รวม 6 คน ประธาน สนช.และรองประธานสนช. รวม 3 คน สมาชิก สนช. 24 คน ร่วมกระบวนการถอดถอนนายประชาออกจากตำแหน่ง รมช.มหาดไทย กรณีแทรกแซงการทำงานองค์การตลาด เนื่องจากกระบวนการยื่นถอดถอนดังกล่าวไม่มีคำร้องประกอบการถอดถอน ซึ่งศาลอาญาได้รับคำฟ้องและนัดไต่สวนสำนวนคดีวันที่ 22 พ.ค. และจากกระบวนการถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ เท่าที่เห็นกระบวนการแล้ว คงจะได้ดำเนินคดีกับ สนช.และ ป.ป.ช. ในข้อหาพิจารณาคำร้องถอดถอนโดยไม่ชอบตามกฎหมายต่อไป

ชี้ รบ.มีทางออกเก็บภาษีหุ้นชินฯ

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ว่า รัฐบาลคงมีทางออกแล้วกรมสรรพากรต้องดำเนินการตามข้อสรุปของรัฐบาล ส่วนการตีความทางกฎหมายที่แตกต่างกันนั้น ส่วนตัวมองว่าหากที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้ ก็ต้องพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องตรวจสอบการทำหน้าที่ของเจ้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการออก หมายเรียกเก็บภาษี การบิดเบือนประเด็นคำวินิจฉัยที่ออกเมื่อปี 2554 โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวมีความชัดเจนแล้ว สำหรับคนที่เห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถไปฟ้องร้องกับศาลได้

คุยเปิดเวทีรับฟังหนึ่งเดือนพอ

ที่องค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจและรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ว่า การทำงานเป็นชุดคณะกรรมการ ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชน ผบ.ทบ.ไม่ได้ทำคนเดียว เพราะมีคณะกรรมการชุดต่างๆ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ รับฟังความคิดเห็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ว่า ปัจจุบันรัฐบาลผลิตพลังงานได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะต้องทำอย่างไร โดยให้ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ดูแล และคิดว่าระยะเวลา 1 เดือนที่จะเปิดรับฟังน่าจะเพียงพอ และจะเริ่มตั้งเวทีและรับฟังคำชี้แจงได้ทันที

ดีเดย์ 27 มี.ค. เปิดเวที 3 จว.หลัก

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และเลขาธิการคสช. ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า วันที่ 27 มี.ค. คสช.ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครอง จัดเวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจและความคิดเห็น ที่ จ.กระบี่ สงขลา และสุราษฎร์ธานี พร้อมเปิดเวทีรับทราบความคิดเห็นจากประชาชนและภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดบรรยากาศความปรองดอง โดยจะนำความคิดเห็นจากเวทีต่างๆ รายงานต่อหัวหน้า คสช.ต่อไป แต่การนำเสนอความคิดเห็นในเวทีนี้ ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ คสช.และรัฐบาลจะนำไปประกอบการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้า แต่จัดขึ้นเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตามเจตนารมณ์ของนายกฯที่ต้องการรับทราบความเห็นของคนในพื้นที่ เพื่อหาทางออกให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และต้องรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติด้วย

ไล่บี้ขอตัว “โกตี๋” จากทางลาว

อีกเรื่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการประสานขอตัวนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี ในฐานะผู้รายข้ามแดน ว่ากำลังทำเอกสารยื่นไปทางสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ต้องไปเร่งรีบ อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและดูความเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องหาทั้ง 9 คน หลังจากมีความชัดเจนแล้ว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามขั้นตอน ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน และไม่ต้องห่วงว่าจะหนีไปประเทศที่ 3 หรือ ประเทศที่ 4

สาวผู้ร่วมขบวนการอีก 10 ราย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า วันที่ 24 มี.ค. เจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคงจะนำตัวผู้ร่วมขบวนการของนายโกตี๋ที่อยู่ในการควบคุมตัวทั้งหมด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามดำเนินคดีตามกฎหมาย จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมอีก 10 ราย ที่ดำเนินการพบในเรื่องอั้งยี่ซ่องโจร และอยู่ระหว่างการขอออกหมายจับ

หนุนรัฐปราบฮาร์ดคอร์เด็ดขาด

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การบุกค้นจับอาวุธสงครามรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ใครทำผิดต้องได้รับการลงโทษ ไม่สามารถนำเรื่องการสร้างความปรองดองมากล่าวอ้างไม่ต้องรับผิดได้ การปราบปรามไม่ให้นำอาวุธสงครามมาใช้เคลื่อนไหวทางการเมือง จะเป็นหลักประกันที่ดีว่าในอนาคต ปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่ลุกลามบานปลายเหมือนอดีต จากบทเรียนที่ผ่านมาพบว่าเมื่อมีอาวุธสงครามมาเกี่ยวข้อง ทำให้การจัดการปัญหายากขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องจัดการปัญหาอย่างจริงจัง คิดว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างความปรองดอง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พูดชัดเจนแล้วว่าการสร้างความปรองดองต้องเกิดขึ้น และความผิดที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

โฆษกฯไขข้อ ก.ม. “อริสมันต์” ขอฎีกา

อีกด้าน นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมีข้อสงสัยว่าคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ฐานบุกรุกก่อความวุ่นวายในการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่พัทยา จ.ชลบุรี เมื่อปี 2552 เป็นเวลา 4 ปี ว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก บัญญัติว่าในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลลงโทษจำคุก 4 ปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่หากเป็นการฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย เช่น การตีคำว่าการชุมนุม หรือการตีความคำว่าเข้าไปในสถานที่ราชการ แบบนี้ทำได้ถือเป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เป็นหน้าที่ของทนายจำเลยจะหาข้อกฎหมายมาต่อสู้ แต่มาตรา 218 ยังมีข้อยกเว้นอยู่ เนื่องจากในมาตรา 221 บัญญัติว่าคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 ถ้าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรืออัยการสูงสุดลงรายชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรให้ศาลสูงสุดวินิจฉัยก็จะฎีกาได้ แต่วิธีนี้ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กำหนด หากทำไม่ทันถือว่าคดีถึงที่สุดศาลจะออกหมายจำคุกต่อไป

“ยิ่งลักษณ์” เข้าเฝ้าพระสังฆราช

ช่วงเย็นวันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวคำถวายธูปเทียนแพ พานดอกไม้ผ้าไตร และเครื่องไทยธรรมแก่สมเด็จพระสังฆราช ในนามอดีตนายกฯ 3 คน ประกอบด้วย นายทักษิณ ชินวัตร นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ โอกาสนี้สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานเหรียญตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ พร้อมหนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และสมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธฯ

“บิ๊กป้อม” ฉุนเพื่อไทยตีรวน ย้อนถามจะเอายังไงอีก ตั้งแง่ไปเอง ย้ำทหารไม่ขัดแย้งกับใคร มทภ.3 บอกคนเหนือรักสงบ พร้อมทำสัญญาประชาคม “ชัยเกษม” แจง พท.หนุนปรองดอง แต่ชุดรวบรวมความเห็นต้องมีอิสระ 24 มี.ค. 2560 07:54 24 มี.ค. 2560 08:04 ไทยรัฐ