วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยันคดียิงลาหู่ สมเหตุสมผล

เพื่อนที่ขับรถชี้ประเด็นสำคัญ!

รองแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมประชุมกับทหารและตำรวจชุดสอบสวนเจ้าของคดีทหารกระทำวิสามัญฆาตกรรมนักกิจกรรมลาหู่ ก่อนเดินทางไปดูที่เกิดเหตุ ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 3 ยืนยัน การกระทำของทหารชุดดังกล่าวสมเหตุสมผล เป็นการป้องกันตัวเอง สามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดยืนยันได้ ด้านรอง ผบช.ภ.5 เตรียมเรียกญาติผู้ตายมาสอบสวน หลังผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ แฉญาติผู้ตายหลายคนมาวนเวียนที่รถอ้างเปลี่ยนน้ำมันเครื่องก่อนถูกทหารเรียกตรวจค้นพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ “บิ๊กป้อม” เผยยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ ต้องรอผลการสอบสวนของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายก่อน

เจ้าหน้าที่เดินหน้าสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเคลียร์ข้อกังขากรณีเจ้าหน้าที่ทหารร้อย ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม.5 ประจำจุดตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงนายชัยภูมิ หรือจะอุ๊ ป่าแส อายุ 21 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียน เชียงดาววิทยาคม เป็นนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ เสียชีวิตเมื่อตอนสายวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังเรียกตรวจ ค้นรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ สีดำ ทะเบียน ขก 3774 เชียงใหม่ ที่ผู้ตายนั่งมา พบยาบ้า 2,800 เม็ด โดยอ้างว่าผู้ตายวิ่งหนีและจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ ส่วนนายพงศ์นัย แสงตะล้า อายุ 19 ปี คนขับ ถูกล็อกตัวได้ ซึ่ง พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 เผยว่า ผู้ตายมีประวัติพัวพันยาเสพติด แต่จะให้สอบสวนให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ความคืบหน้าการตรวจสอบคดีจับตายนักกิจกรรมชาวลาหู่ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มี.ค. พล.ต.สมพงษ์ แจ้งจำรัส รองแม่ทัพภาค 3 เดินทางมาที่ค่ายพิชิตปรีชากร อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เรียกประชุมนายทหารและตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีเจ้าหน้าที่ทหารกระทำวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส โดยมี พล.ต.จิรเดช กมลเพชร ผบ.กองกำลังผาเมือง พ.ต.อ.มงคล สัมภวะผล รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.สถาพร โพธิ์ศรี รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ชลเทพ ใหม่ไชย รรท.ผกก.สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พร้อมพนักงานสอบสวนมาร่วมประชุม จากนั้น พล.ต.สมพงษ์และคณะได้เดินทางไปดูจุดเกิดเหตุแล้วเดินทางกลับทันที ขณะที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีก็ไม่ยอมเปิดเผยความคืบหน้าใดๆ แจ้งว่าขอให้เป็นทางฝ่ายทหารให้ข่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อนายสุรนัย แสงตะล้า อายุ 53 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ในตัวเมืองเชียงใหม่ พ่อของนายพงศ์นัย แสงตะล้า ที่ถูกควบคุมตัวในวันเกิดเหตุ โดยนายสุรนัยกล่าวว่า เพิ่งเข้าเยี่ยมนายพงศ์นัย ลูกชายที่ สภ.นาหวาย ซึ่งนายพงศ์นัย เล่าว่าก่อนเกิดเหตุลูกชาย นายชัยภูมิ และเพื่อนนักเรียนหญิงไปเที่ยวน้ำตกที่บ้านแก่งปันเต้า หลังไปส่งเพื่อนหญิงกลับบ้าน นายชัยภูมิขับรถพาลูกชาย ไปค้างที่บ้านของนายชัยภูมิที่บ้านกองผักปิ้ง ต.เมืองนะ กระทั่งเช้ามีญาติของนายชัยภูมิหลายคนมาที่บ้าน โดยญาติคนหนึ่งบอกว่าจะดูน้ำมันเครื่องและตรวจห้องเครื่องหน้ารถ จากนั้นนายชัยภูมิบอกให้ลูกชายขับรถให้ แต่ลูกชายบอกว่าขับรถเกียร์ออโต้ไม่เป็น นายชัยภูมิบอกให้หัดขับจะสอนให้ จึงขับรถออกมาจนมาถึงด่านตรวจทหาร ลูกชายจอดรถให้ตรวจค้นโดยดี แต่นายชัยภูมิมีอาการผิดปกติ พอทหารตรวจ เจอยาเสพติด นายชัยภูมิโวยวายขึ้นและวิ่งหลบหนี ทหารวิ่งไล่ตามแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น และทราบว่านายชัยภูมิถูกยิงตาย ซึ่งลูกชายตนย้ำว่าไม่ได้ทำผิดอะไรจึงไม่หนี อยากขอความเป็นธรรมให้ลูกชายด้วย

ด้าน พล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบช.ภ.5 ได้รับมอบหมายให้ควบคุมคดีดังกล่าว กล่าวว่า ในส่วนของนายพงศ์นัยที่ถูกจับได้ในที่เกิดเหตุ ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครอง ซึ่งข้อมูลในคดีส่วนใหญ่ได้มาจากนายพงศ์นัย ตั้งแต่เห็นญาติผู้ตายมาที่รถอ้างจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง วนเวียนอยู่กับรถถึง 4 รอบ ซึ่งจะต้องตามตัวบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมาสอบสวน รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ ประกอบ หากข้อมูลเป็นไปตามที่นายพงศ์นัยให้ไว้ ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีการดำเนินการทางกฎหมายกับนายพงศ์นัยอาจเบาลงหรือสั่งไม่ฟ้องก็เป็นได้

ขณะเดียวกัน พล.ท.วิจักขฐ์ ศิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ทหารกระทำเกินกว่าเหตุ กรณีวิสามัญฯ นักเคลื่อนไหวชาติพันธุ์ชาวลาหู่ ว่า พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 ชี้แจงว่า นายชัยภูมิมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีหลักฐานการโอนเงิน การใช้จ่าย เพราะการที่เด็กคนหนึ่งไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เป็นนักเคลื่อนไหว เข้าไปพัวพันในวงจรนี้ได้อย่างไร ถือเป็นการหลงผิด ยืนยันว่าเป็นการตั้งด่านตามปกติสามารถตรวจสอบได้จากกล้องวงจรปิด CCTV สถานที่ตั้งด่านเป็นที่แจ้งไม่ได้ลึกลับ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีอาวุธ เมื่อเจ้าหน้าที่พบรถเป้าหมายก็ไปตรวจค้นธรรมดา แต่มีพิรุธจึงเชิญตัวออกมา จากนั้นตรวจค้นรถอย่างละเอียดจนไปเจอแหล่งซ่อนยาเสพติด ขณะที่นายพงศ์นัย ที่ถูกกักตัวโดยเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่ารถมียาเสพติด แต่ตัวผู้เสียชีวิตทราบว่ามียาเสพติดจึงวิ่งหนี ก่อนเตรียมหันมาจะขว้างระเบิด เจ้าหน้าที่จึงยิงป้องกันตัว 1 นัด

“คดีนี้ว่าด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง ไม่ใส่ร้าย รวมทั้งผู้บังคับหน่วยสอนลูกน้องดี มีการฝึกอบรม ทบทวนการตรวจค้นเสมอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ยิงไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขาตั้งใจทำงาน ผมสั่งให้ดูแลขวัญกำลังใจเพราะเขาตั้งใจทำงาน แต่กลับกลายเป็นคนร้าย ต่อไปจะไม่มีเจ้าหน้าที่กล้าปะทะ ส่วนตัวคิดว่าการกระทำดังกล่าวสมเหตุสมผล เพราะเป็นการป้องกันตนเอง โดยพยายามยิงจุดไม่สำคัญ แต่ก็เกิดความสูญเสีย ขอแสดงความเสียใจต่อกรณีดังกล่าว ทุกอย่างต้องว่าไปตามรูปคดี และพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย” พล.ท.วิจักขฐ์กล่าว

พล.ท.วิจักขฐ์กล่าวอีกว่า สำหรับนายชัยภูมิมีอายุ 21 ปี เพราะเกิดเดือน มี.ค.2539 ไม่ใช่อายุ 17 ปีตามที่เป็นข่าว จากนี้ไปเจ้าหน้าที่จะดูแลครอบครัวในฐานะคนไทยด้วยกันต่อไป ส่วนกรณี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. สั่งการให้กองทัพภาคที่ 3 ตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมี พล.ต.สมพงษ์ แจ้งจำรัส รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานฯนั้น เป็นการสอบข้อเท็จจริงว่ากองทัพภาคที่ 3 วางตัวเป็นกลางในการสอบสวนผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่ และสอบถามข้อมูลจากตำรวจ และพยาบาลในการชันสูตรพลิกศพ เพื่อได้ข้อมูลเป็นกลาง

ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า แนวทางการสืบสวนสอบสวนมีอยู่แล้ว โดยจะตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ตำรวจ แพทย์ อัยการ และฝ่ายปกครอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ไม่สามารถสรุปอะไรได้ต้องรอขั้นตอนการสอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อน ขอให้คณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่ายร่วมการทำงาน จึงจะออกมาบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด ในส่วนของกองทัพบกได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำเกินกว่าเหตุ ส่วนกรณีที่พบว่านายชัยภูมิ ป่าแส มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด หากพบข้อมูลที่เชื่อมโยงคณะกรรมการฯจะออกมาเปิดเผยเอง

ผู้สื่อข่าวถามถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่สีแดงและพื้นที่สุ่มเสี่ยงแก่การเกิดวิสามัญฯ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะติดตั้งกล้องในพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่สุ่มเสี่ยงแก่การวิสามัญฯ รวมถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะให้ทุกหน่วยงานรวมถึงภาคเอกชน เข้ามาร่วมกันติดกล้องวงจรปิดและไฟส่องสว่าง เพื่อป้องกันเหตุร้าย และยังสามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่มีการใช้อำนาจข่มขู่พยาน ขอให้ทุกฝ่ายพูดตามข้อเท็จจริง

รองแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมประชุมกับทหารและตำรวจชุดสอบสวนเจ้าของคดีทหารกระทำวิสามัญฆาตกรรมนักกิจกรรมลาหู่ ก่อนเดินทางไปดูที่เกิดเหตุ ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 3 ยืนยัน การกระทำของทหารชุดดังกล่าวสมเหตุสมผล เป็นการป้องกันตัวเอง 24 มี.ค. 2560 07:33 ไทยรัฐ