วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"อภิศักดิ์" ร่ายมนตร์กล่อมนักลงทุน ชู 5 นโยบายรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

ลั่นนำประเทศไทยโชติช่วงชัชวาล

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยในงาน “มหกรรมการลงทุนครบวงจรแห่งปี ครั้งที่ 12 SET in the City กรุงเทพมหานคร 2017” ว่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในระดับสูง จะช่วยทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ว่าประชาชนจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ลงทุนผ่านกองทุน หรือแม้แต่การประกันชีวิต ก็ถือเป็นอีกทางเลือกของการลงทุนด้วยเช่นกัน

สำหรับบทบาทของกระทรวงการคลังในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังเร่งดำเนินการปฏิรูป 5 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1.การปฏิรูปด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งระบบรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รวมทั้งสนามบิน ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าการปฏิรูปในส่วนนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศได้ “การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานนี้จะทำให้ประเทศไทย มีศักยภาพที่เข้มแข็ง และช่วยในการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐฯและสหภาพยุโรป เป็นเหตุทำให้เราต้องพึ่งพาตัวเอง ดังนั้น การลงทุนภาครัฐจะต้องเกิด ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถือว่าดีที่สุด เพราะมีผลตอบแทนในอนาคตกลับสู่ประเทศโดยตรง”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีการปฏิรูปทางการเงิน โดยมีการนำระบบชำระเงินอัตโนมัติ (National E-Payment) มาทดลองใช้ไปแล้ว 1 ปีที่ผ่านมา มีความมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินไทยให้เหนือกว่าคู่แข่งในภูมิภาคนี้ทั้งหมด รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้มีการปรับปรุงระบบการชำระเงิน ในการซื้อขายหลักทรัพย์โดยลดเวลาลงจาก T+3 เหลือเป็น T+2

2.การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมของไทยยังเป็นอุตสาหกรรมเดิมเหมือนเช่น 20 ปีที่ผ่านมา และเข้าสู่วงจรในช่วงขาลง 3.การปฏิรูปภาษี โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่มีความล้าสมัยและไม่ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งที่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพากร 4.การปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ 5.การปฏิรูปวินัยและความมั่นคงทางการคลัง ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และกฎหมายงบประมาณ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเร็วๆนี้.