วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'มาร์ค' ส่งซิกลูกพรรคแจงภาษี เชื่อ รบ.มีทางออกหุ้นชินฯให้สรรพากรจัดการ

'มาร์ค' ส่งซิกลูกพรรคแจงภาษี เชื่อ รบ.มีทางออกหุ้นชินฯให้สรรพากรจัดการ

  • Share:

"อภิสิทธิ์" ยันลูกพรรคพร้อมแจงปมภาษี เชื่อรัฐมีทางออกเก็บภาษีหุ้นชินฯ หากชวดต้องมีคนรับผิดชอบ เชื่อทุกประเทศตื่นตัวภัยก่อการร้าย หนุนรัฐปราบอาวุธสงคราม ดักทางคนละเรื่องปรองดอง

เมื่อวันที่ 23 มี.ค.60 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่มีรายชื่ออดีตรัฐมนตรีและอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในข่ายบัญชีรายชื่อที่ต้องตรวจสอบภาษี ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในช่วงที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า คนที่มีรายชื่อก็ต้องไปชี้แจงกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภาษี ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่มีรายชื่อก็พร้อมจะชี้แจง อย่างไรก็ดีต้องเข้าใจว่าในการแสดงบัญชีทรัพย์สินและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่บางครั้งก็เป็นมูลค่าของทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น ราคาที่ดินหรือการเพิ่มขึ้นของหลักทรัพย์ แต่หากเป็นการเพิ่มขึ้นของเงินได้ก็ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง

ส่วนกรณีการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ที่ใกล้จะครบกำหนดสิ้นเดือนนี้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจว่าหลังจากที่รัฐบาลประชุมคงมีทางออก ซึ่งกรมสรรพากรก็จะต้องดำเนินการตามข้อสรุปของรัฐบาล ส่วนกรณีที่กรมสรรพากรและรัฐบาลยังมีการตีความทางกฎหมายที่แตกต่างกันนั้น ในความเห็นของตนมองว่าหากไม่สามารถดำเนินการเรียกเก็บภาษีได้ ก็ต้องพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ก็ต้องตรวจสอบการทำหน้าที่ของเจ้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการออกหมายเรียกเก็บภาษี ที่ต้องออกภายใน 5 ปี การบิดเบือนประเด็นคำวินิจฉัย ที่ออกเมื่อปี 2554 โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวมีความชัดเจนแล้วว่า ให้ไปเรียกเก็บภาษีจากเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ที่ได้รับประโยชน์จากการได้รับหุ้นมาในราคาที่ต่ำกว่าตลาด แต่พอมาถึงปี 2555 ก็ไปพูดกันว่า เป็นเรื่องของการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน สำหรับคนที่เห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถไปฟ้องร้องกับศาลได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีเหตุก่อการร้ายที่ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญ เป็นเหตุร้ายครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ซึ่งในปัจจุบันลักษณะการก่อการร้ายก็จะเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ มีการใช้ยานพาหนะก่อเหตุซึ่งในการก่อเหตุ ผู้ที่ก่อเหตุจุ่งเป้าสำคัญทางการเมืองและแหล่งชุมชน เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง พื้นที่สำคัญจึงเป็นเป้าหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนับว่าโชคดีที่ว่าเหตุครั้งนี้ผู้ที่ก่อเหตุไม่มีอาวุธที่จะสร้างความสุญเสียไปมากกว่านี้ ซึ่งทุกประเทศ ทุกรัฐบาล ต้องมีความตื่นตัวเพื่อระมัดระวังภัยจากการก่อการร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกประเทศ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่มีการจับอาวุธสงครามในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะกระทบกับการสร้างความปรองดองหรือไม่ว่า กรณีนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ใครทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ ไม่สามารถนำเรื่องการสร้างความปรองดองมากล่าวอ้างเพื่อช่วยไม่ให้คนทำผิด ไม่ต้องรับผิดได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าการปราบปรามไม่ให้นำอาวุธสงครามมาใช้เคลื่อนไหวทางการเมือง จะเป็นหลักประกันที่ดีว่าในอนาคต ปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่ลุกลามบานปลายเหมือนในอดีต จากบทเรียนที่ผ่านมาพบว่าเมื่อมีอาวุธสงครามมาเกี่ยวข้องจะทำให้การจัดการปัญหายากขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ตนไม่ได้ห้ามความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่การแสดงออกทางความคิดต้องอยู่บนหลักที่เคารพสิทธิของผู้อื่น กระทำโดยสงบปราศจากอาวุธ ตนคิดว่าการบังคับใช้กฎหมายก็ต้องเดินหน้าไปควบคู่ไปกับการสร้างความปรองดอง ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็ได้พูดชัดเจนแล้วว่า การสร้างความปรองดองต้องเกิดขึ้น และความผิดที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้