วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สหกรณ์ภาคการเกษตรยื่น 1ล้านรายชื่อ ถึงนายกฯแก้ปัญหา'โซลาร์ฟาร์ม'

บุกทำเนียบ!! สหกรณ์ภาคการเกษตรจากทุกภาค ยื่น 1 ล้านรายชื่อ ร้องขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน เพื่อความโปร่งใสโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ภาคเกษตร และสวัสดิการที่ดีให้กับเกษตรกร และอนาคตของลูกหลานเกษตรกรกว่า 50 ล้านคน...

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 21 มี.ค.60 สหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ นำโดยนายปฏิพล เกตุรัตนัง ประธานสหกรณ์ภาคการเกษตร นาบอน จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมแกนนำเครือข่ายสหกรณ์ฯ จากทั่วประเทศได้เดินทางไปยื่นรายชื่อสมาชิกฯจากทุกภาคของประเทศ กว่า 1 ล้านรายชื่อต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ภาคการเกษตร ระยะที่ 2 และขอให้นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 จัดการกับข้าราชการที่ประพฤติมิชอบ ที่พยายามบิดเบือนข้อมูลฯเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม จงใจบิดเบือนข้อมูลและจ้องรังแกเกษตรกร ทั้งๆ ที่มีการประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 มี.ค.58 จากนั้นเดินทางไปยื่นรายชื่อพร้อมหนังสือ ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และที่กระทรวงพลังงาน


จากนั้นช่วงบ่ายได้แถลงข่าว โปรดอย่าค้ากำไรกับเกษตรกรสู้ตาย เพื่อ 5.66 บาท และขอคืนโควตาราชการ (ที่ไม่สามารถดำเนินการได้) ที่เหลือ 250 เมกะวัตต์ คืนมาให้สหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ห้องทรัพย์มณี ชั้น 2 โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพฯ โดย ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ ประธานมูลนิธิลดโลกร้อน นายปฏิพล เกตุรัตนัง ประธานสหกรณ์การเกษตรนาบอน จำกัด จ.นครศรีธรรมราช นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล ประธานเครือข่ายปราบโกงแห่งชาติ นายไสว ผลาวงศ์ ผู้ตรวจสอบสหกรณ์เมืองอำนาจเจริญ จำกัด เป็นต้น


นายปฏิพล กล่าวว่า เนื้อหาจดหมายระบุ กระทรวงพลังงานโดย สนพ.ได้ยืนยันว่าจะลดราคาโซลาร์ฟาร์มระยะที่ 2 จาก 5.66 บาท/หน่วย เหลือ 4.12 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 25 ปี และจะโอนโควตาราชการที่เหลือไปทำอย่างอื่น ทางสหกรณ์การเกษตรเห็นว่า ไม่เป็นธรรม เนื่องจาก 1.การลดราคาลงทำให้สหกรณ์ภาคการเกษตรได้รับความเสียหาย ขาดรายได้ ทำให้สวัสดิการลดลงซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ ของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีการดำเนินการที่โปร่งใส และช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศให้มีสวัสดิการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นหนึ่งในโครงการประชารัฐของรัฐบาลนี้ ซึ่งการลดราคารับซื้อไฟฟ้าเหลือ 4.12 บาท/หน่วย นั้นถูกกว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองเสียอีก กฟภ.และ กฟน. ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต 4.22 บาทต่อหน่วยและ ขายให้กับประชาชนฯ 4.26 ถึง 5 บาท ต่อหน่วย แต่ กระทรวงพลังงาน (สนพ.ฯลฯ) จะมา กดราคากับเกษตรกรทั่วประเทศ รับซื้อไฟฟ้าฯจากสหกรณ์ภาคการเกษตรลดลงเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วย และระยะที่ 1 กำหนดตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่ราคา 5.66 บาท/หน่วย ผ่านไปเพียงแค่ 1 ปีระยะที่ 2 กระทรวงพลังงานฯ จะมาเปลี่ยนแปลงลดเหลือ 4.12 บาท/หน่วยซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง สหกรณ์ฯในระยะที่ 2 ทั่วประเทศที่รอเข้าโครงการฯ จะรู้สึกอย่างไรทั้งๆ ที่เป็นโครงการเดียวกัน 


2.การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยวิธีการจับสลากมีความโปร่งใสและทุกฝ่ายยอมรับได้ 3.โควตา 800 เมกะวัตต์ จากที่ประกาศราชกิจจานุเบกษา ไม่ได้แบ่งว่าให้สหกรณ์ภาคการเกษตร 400 เมกะวัตต์ และให้ราชการ 400 เมกะวัตต์ ทางกระทรวงพลังงานแบ่งโควตาเอง ซึ่งเมื่อหน่วยงานราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมดที่เหลือ 250 เมกะวัตต์ ก็ควรโอนคืนมาให้กับสหกรณ์ฯ และที่จริงตั้งแต่เริ่มโครงการควรแบ่งสัดส่วนให้สหกรณ์ฯมากกว่านี้ เพราะมีเกษตรกรทั่วประเทศมากกว่า 30 ล้านคน ซึ่งไม่มีสวัสดิการใดๆ ขณะที่ข้าราชการมีแค่ 2-3 ล้านคน และมีสวัสดิการต่างๆ ของรัฐช่วยเหลืออยู่แล้ว สหกรณ์ภาคการเกษตรและภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศ ซึ่งได้รวบรวมรายชื่อ หนึ่งล้านรายชื่อ ขอความเมตตาและความเป็นธรรมมายังนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ เพื่อเกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งรอความหวังจะได้มีสวัสดิการ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้สมดั่งเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี ให้เกิดขึ้นจริงได้ในเร็วๆ นี้.