วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขนส่งฯ แจงม.44 เบี้ยวจ่ายค่าปรับ ต่อภาษีไม่ได้-ไขข้อสงสัยเข็มขัดนิรภัย

ขนส่งแจงด่วน!หลัง ออกม.44 คุมเข้มวินัยจราจร มีผลบังคับใบสั่งที่ออกตั้งแต่ 21 มี.ค.เป็นต้นไป หากไม่เสียค่าปรับ ต่อทะเบียนได้แค่ป้ายภาษีชั่วคราว 30 วันเท่านั้น หากเกิน ตร.ส่งฟ้องศาลทันที พร้อมอำนวยความสะดวกตั้งโต๊ะรับชำระค่าใบสั่ง...

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังคสช. ออก ม.44 แก้ปัญหาความปลอดภัยรถโดยสาร และคุมเข้มวินัยจราจร ว่า ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายนั้น กรณีการออกใบสั่งรถยนต์ทั่วไป จะมีผลตั้งแต่ใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. 2560 เป็นต้นไป หากประชาชนได้รับใบสั่งและไม่เสียค่าปรับ จะไม่สามารถต่อภาษีได้ตามปกติ เนื่องจากจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก แต่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายกับประชาชนที่โดนใบสั่ง

ทั้งนี้ กรณีที่ทำผิดกฎหมายจราจร และยังไม่เสียค่าปรับ ในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบก จะใช้พื้นที่ของขนส่งเปิดโต๊ะรับชำระค่าปรับแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหากผู้ต่อภาษีรายใดชำระค่าปรับเรียบร้อยก็สามารถต่อภาษีได้ทันที แต่หากผู้ต่อภาษี ไม่สะดวกชำระค่าปรับทางเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก จะออกป้ายต่อภาษีชั่วคราว ซึ่งจะมีลักษณะเป็นใบเสร็จ พร้อม แสตมป์ข้อความที่ระบุว่า ใช้เป็นป้ายต่อทะเบียนภาษีชั่วคราว

“หากกรณี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเรียกตรวจสอบรถ ก็สามารถแสดงป้ายดังกล่าวได้ โดยป้ายต่อภาษีชั่วคราวจะมีอายุ 30 วัน และในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวผู้ต่อภาษีต้องไปชำระค่าปรับ ให้ครบถ้วน แต่หากไม่ดำเนินการหลังพ้น 30 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินคดีฟ้องร้อง”

อย่างไรก็ตามในวันที่ 23 มี.ค. 60 นี้ทางขนส่งทางบก จะมีประชุมที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อหารายละเอียด และข้อสรุปร่วมกันในเรื่องของรายละเอียดโดยเร็วของการเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจ เนื่องจากมีการประกาศ ม.44 มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งรัดการดำเนินการให้มีผลสอดคล้องกัน

ส่วนประเด็นการออกประกาศ ม.44 ที่ควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลนั้น ในประเด็นรถโดยสารจะมีผลทันที โดยเฉพาะในส่วนของรถตู้โดยสารซึ่งเดิมรถตู้ที่วิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งปกติจะมี 15 ที่นั่ง และรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัดมี 14 ที่นั่ง ในการประกาศ ม.44 ครั้งนี้จะมีผลทำให้รถทั้งสองประเภทจะต้องไปแก้ไขปรับปรุงตัวรถให้มี 13 ที่นั่งเหมือนกัน ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของประกาศ คสช. ต้องการให้มีการนำเบาะท้ายสุดของตัวรถออกไป 1 ที่นั่ง รวมทั้งเบาะกลางระหว่างคนขับกับผู้โดยสารด้านหน้า อีก 1 ที่นั่ง ซึ่งเมื่อเอาออกไป 2 ที่นั่งก็จะมีจำนวนที่นั่งพอดี

สำหรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยเป้าหมายสำคัญของประกาศ ต้องการให้การบรรทุกผู้โดยสารในรถตู้ มีที่เหลือและเกิดความคล่องตัวในการเปิดประตูด้านหลังกรณีรถเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยมีการมอบหมายให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นเจ้าพนักงานรับไปดำเนินการ ดังนั้นในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบกจะมีการนำประกาศดังกล่าว เข้าหารือในคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อประกาศบังคับใช้กับรถตู้โดยสารทุกคัน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยซึ่งจะต้องมีการติดตั้งในรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลทุกคัน แต่มีข้อสงสัยว่าจะมีผลครอบคลุมถึงรถกะบะที่มีการต่อหลังคาคลุมกะบะด้านหลัง หรือ cab ด้านหลังหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ ชี้แจงว่าประกาศดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะรถที่มีการกำหนดโครงสร้างว่ามีจำนวนกี่ที่นั่งเท่าใด หากรถคันใดมีการต่อเติมที่นั่งเพิ่มเติมหรือเป็นพื้นที่ในรถที่ไม่ได้ถูกระบุเพื่อการใช้สำหรับโดยสาร (ใช้วางสิ่งของ) ก็จะไม่เข้าข่ายตามประกาศดังกล่าว รวมทั้งรถสองแถว ซึ่งตามโครงสร้างไม่สามารถติดเข็มขัดนิรภัยได้สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ก็จะใช้มาตรการควบคุมดูแลความปลอดภัยอื่นๆ มาทดแทน.

ขนส่งแจงด่วน!หลังออกม.44 คุมเข้มวินัยจราจร มีผลบังคับใบสั่งที่ออกตั้งแต่ 21 มี.ค.เป็นต้นไปหากไม่เสียค่าปรับ ต่อทะเบียนได้แค่ป้ายภาษีชั่วคราว 30 วันเท่านั้น หากเกินตร.ส่งฟ้องศาลทันที พร้อมอำนวยความสะดวกตั้งโต๊ะรับชำระค่าใบสั่ง 22 มี.ค. 2560 16:33 22 มี.ค. 2560 17:12 ไทยรัฐ