วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 หน่วยร่วมดัน โรงเรียนคนแก่

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อผลักดันนโยบาย “โรงเรียนผู้สูงอายุสู่ชุมชน” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อวันก่อน

“โรงเรียนผู้สูงอายุ” หรือ “โรงเรียนคนแก่” มีหน้าตาอย่างไร แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปตรงไหน เขาเรียนหรือสอนวิชาอะไรกันบ้าง แล้วจะเรียนไปทำไม...นั่นอาจเป็นคำถามที่หลายคนอยากทราบ

โรงเรียนผู้สูงอายุ นับได้ว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่สถาบัน หน่วยงาน องค์กร หรือชุมชนใดสามารถจัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้คนชรา หรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้ออกจากบ้านไปพบปะผู้อื่น คลายความเหงา สร้างความแช่มชื่น รื่นเริง ความสุข และ ได้รับความรู้ใหม่ๆ

ข้อดีของการที่คนแก่หรือบรรดาผู้สูงวัยทั้งหลาย ได้กลับเข้าไปเป็นนักเรียนกันอีกครั้ง ที่เห็นชัดสุดน่าจะเป็นเรื่องความรู้ต่างๆที่ได้รับเพิ่มเติม และสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่นและมีความสุข

ยกตัวอย่าง การที่ผู้สูงอายุสักคน ใฝ่ฝันอยากจะเป็น ผู้สูงวัยที่ประสบความสำเร็จ (Successful Aging) หรือมีสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจที่ดี การได้เข้าไปศึกษาใน ร.ร.ผู้สูงอายุ จะได้เรียนกันตั้งแต่ วิชากินต้านโรค วิชาสุขภาพจิตดีชีวีสดใส วิชาใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข วิชาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การใช้ยาชนิดต่างๆ พืชผักสมุนไพรเพื่อสุขภาพ วิธีออกกำลังกาย และ วิธีพักผ่อนแบบผู้สูงวัย เป็นต้น

หรือกรณีที่อยากจะพัฒนาทักษะความสามารถทางสังคม เมื่อเข้าไปอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ผู้สูงอายุจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ วิชาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และ การปรับตัวให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ เพื่อจะได้ไม่เป็นคนหลงยุค วิชากฎหมายที่ผู้สูงวัยควรทราบ วิชาการมีส่วนร่วมในสังคม วิชาเกษตร วิชาดนตรี และ งานประดิษฐ์ เป็นต้น

ความสามารถในการควบคุมตนเอง ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงวัย เพราะคงไม่มีลูก หลานหรือเพื่อนบ้านคนใด ที่อยากจะเข้าใกล้ ผู้สูงวัยที่มีอารมณ์แปรปรวน หรือชอบระเบิดอารมณ์ใส่คนรอบข้าง ดังนั้น ที่โรงเรียนผู้สูงอายุ จึงมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับ มารยาททางสังคม การพัฒนาบุคลิกภาพ การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารสมัยใหม่ เป็นต้น

การสร้างความพึงพอใจให้ผู้สูงอายุ นับเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ในโรงเรียนผู้สูงอายุ จึงมีการสอน วิชาจิตอาสา การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขของผู้สูงวัย ศาสนาในชีวิตประจำวัน ภูมิปัญญา และ วัฒนธรรม

นอกจากการเป็นผู้สูงอายุที่ประสบความสำเร็จ ผู้สูงอายุบางท่าน อาจต้องการเป็นแค่ ผู้สูงอายุ ที่ยังคุณประโยชน์ ก็จะเน้นการสอนให้ท่านเหล่านั้น สามารถดูแลและพึ่งพาตนเองได้ เป็นหลัก

เช่น สอนวิชาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย โภชนาการ อาชีพและสวัสดิการสังคม ความสามารถเชิงการเงินและการออม การท่องโลกไอที เช่น การใช้ไลน์ และเฟซบุ๊ก รวมทั้งวิชาการปรับตัว เป็นต้น

โรงเรียนผู้สูงอายุ อาจได้รับการจัดตั้งโดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. หรือ อบต. มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล วัด ชมรมผู้สูงอายุ หรือ หน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียน ก็ได้

ยกตัวอย่าง โรงเรียนผู้สูงอายุ ที่มีการจัดตั้งและดำเนินการแล้ว 9 แห่ง

เช่น ร.ร.ดอกซอมพอ ที่ จ.ลำพูน ร.ร.ผู้สูงอายุตำบลหัวง้ม จ.เชียงราย ร.ร.ชราบาลวุฒิวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ร.ร.ผู้สูงอายุเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จ.สุพรรณบุรี ร.ร.ผู้สูงอายุเมืองท่าขอนยาง จ.มหาสารคาม

ร.ร.ผู้สูงอายุหนองลาน จ.กาญจนบุรี ร.ร.สร้างสรรค์สร้างสุขผู้สูงวัย จ.นครราชสีมา ร.ร.ผู้สูงอายุ เทศบาลนครรังสิต จ.ปทุมธานี และโครงการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จ.สงขลา เป็นต้น

สรุปแล้ว การได้เข้าเรียนในโรงเรียนผู้สูงอายุ จะให้ประโยชน์ด้านต่างๆแก่ผู้สูงวัยทั้งหลาย เช่น ได้ไปพบปะผู้อื่น ช่วยให้คลายเหงาได้ไปออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืนนาน ได้รับความรู้ ด้านต่างๆเพิ่มขึ้น ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพอย่างถูกวิธีและมีความสุข โดยใช้กิจกรรมนันทนาการตามอัธยาศัย

พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย บอกว่า การจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ตามแนวคิดการศึกษานอกโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก็เพื่อต้องการพัฒนาผู้สูงอายุให้มีศักยภาพ (Active Aging) และเตรียมความพร้อมไปสู่สังคมสูงอายุของประเทศ ในอนาคตอันใกล้

“เวลานี้โรงเรียนผู้สูงอายุ มีความหลากหลาย ทั้งสถานที่ รูปแบบ และวิธีการ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ และความต้องการของผู้สูงอายุในแต่ละแห่ง”

ยกตัวอย่าง ระหว่างที่อยู่ในช่วงทดลองโครงการนี้ พบว่ามีบางปัญหาเกิดขึ้น เช่น ขาดงบประมาณในการดำเนินงาน สถานที่เรียนไม่เหมาะสม ขาดงบประมาณในการจัดรถรับ-ส่งนักเรียนผู้สูงอายุ บางวิชาขาดครูผู้สอน บางวิชาไม่เป็นที่ต้องการของนักเรียนผู้สูงวัย ในชนบท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า เพื่อให้ผู้สูงอายุ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ การเรียนการสอนต่างๆ ควรใช้เวลาในการเรียนรู้อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป และควรเรียนต่อเนื่อง 4-8 เดือน โดยมีระยะเวลาเรียนตลอดหลักสูตร รวมไม่น้อยกว่า 96 ชั่วโมง

มีข้อน่าสังเกตว่า ผู้ที่เรียนในโรงเรียนผู้สูงอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

เช่น มองเห็นคุณค่าในชีวิตตนเองมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น รอบรู้เรื่องราวต่างๆมากขึ้น ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ทุกระดับ มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น...ทำให้ไม่ถูกมองว่าเป็นมนุษย์ป้า และมีอาชีพเสริมนำไปสู่การสร้างรายได้ เป็นต้น

ดังนั้น หน่วยงานที่จะจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ควรเข้าใจจุดมุ่งหมายและบริการของโรงเรียนผู้สูงอายุ ศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชน โดยพิจารณาถึงที่ตั้งของโรงเรียน ห้องเรียนที่เหมาะสม การเดินทางไปโรงเรียนด้วยความสะดวก ปลอดภัย

พญ.ลัดดาบอกว่า ด้วยเหตุนี้จึงต้องหาต้นแบบในการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุที่ดี โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย เตรียมเสนอจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุต่อ คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ซึ่งมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในเดือนมีนาคมนี้ ทั้งยังเสนอให้เป็นภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จะรับผิดชอบบริหารจัดการศึกษาให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ของตนเอง

เอาเข้าจริงแล้ว การที่คนแก่สักคน จะเป็นผู้สูงอายุที่ได้ชื่อว่า “ประสบความสำเร็จ” นั้น จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ครบ คือ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีจิตใจที่แข็งแกร่ง สามารถดูแลและพึ่งตนเองได้ มีความพึงพอใจในชีวิต ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเห็นว่าตนเองมีคุณค่า มีลูกหลานรักใคร่นับถือ มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คน ต้องมีสินทรัพย์พอที่จะเลี้ยงตนเอง และต้องจัดการกับความเสี่ยง หรือสิ่งที่จะคุกคามได้

“ขอแค่ ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้สูงอายุในเมืองไทยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นพลังของสังคม และชุมชนอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเกิดการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตอย่างแท้จริง เท่านี้ก็วิเศษแล้ว” พญ.ลัดดาทิ้งท้าย.

22 มี.ค. 2560 14:36 22 มี.ค. 2560 14:38 ไทยรัฐ