วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นพดล ยันปมหุ้นชินฯ ไม่ต้องเสียภาษี ทักษิณ พร้อมตั้งทนายสู้

"นพดล" ตั้งโต๊ะแจงปมขายหุ้นชินฯไม่เกิดภาระภาษี ขู่สรรพากรระวังโดนฟ้อง 157 ปฏิบัติมิชอบ บอกรัฐยึดหลักนิติธรรม อย่าใช้อภินิหารทาง ก.ม. แจง "โอ๊ค-เอม" ถือหุ้นแทนไม่ใช่นอมินี ขู่หากไม่หยุด พร้อมตั้งทีมทนายฟ้องกลับ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.60 ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพยายามเรียกเก็บภาษีจาการขายหุ้นชินคอร์ปเมื่อปี 2549 จำนวน 329.2 ล้านหุ้นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใครมีเจตนาไม่ชำระภาษี แต่การขายหุ้นดังกล่าวนั้น ไม่มีภาระภาษีตามกฎหมาย เนื่องจาก 1.เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาในปี 2553 ว่า หุ้นในชินคอร์ปที่รวมขายให้กลุ่มเทมาเส็กนั้น นายทักษิณและภรรยา ยังคงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปดังกล่าว นอกจากนั้นศาลภาษีอากรกลางก็เคยมีคำพิพากษาว่า หุ้นที่นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรทั้ง 2 ของนายทักษิณ ซื้อมาจากแอมเพิลริชเป็นหุ้นของนายทักษิณและภรรยา นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาถือหุ้นไว้แทน และไม่ใช่เจ้าของแท้จริงของหุ้นที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่จะประเมินภาษี ในส่วนการโอนหุ้นโดยแอมเพิลริช 329.2 ล้านหุ้น ไปให้นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทานั้น เมื่อหุ้นดังกล่าวยังคงเป็นหุ้นของนายทักษิณและภรรยา ไม่ใช่หุ้นของแอมเพิลริช เจ้าหน้าที่จะสรุปว่ามีการซื้อขายหุ้นดังกล่าวระหว่างแอมเพิลริชและนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาได้อย่างไร ธุรกรรมซื้อขายดังกล่าวจึงถือเสมือนว่าไม่ได้เกิดขึ้น จึงไม่มีเงินได้และภาระภาษี เพราะหุ้นเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทักษิณและภรรยามาแต่ต้น จะไปซื้อหุ้นซึ่งเป็นของตนเองอยู่แล้วหรือขายหุ้นของตนเองให้ตนเองได้อย่างไร

นายนพดล กล่าวต่อว่า 2.นอกจากนั้นการขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็ก กระทำผ่านตลาดหลักทรัพย์จึงไม่มีภาระภาษี ทั้งนี้เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2(23) ซึ่งกฎหมายนี้ใช้บังคับกับทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ส่วนเงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผลจากหุ้นประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 3.การขายหุ้นชินคอร์ปเกิดขึ้นมาสิบปีประเด็นภาษีเกี่ยวกับเรื่องนี้ น่าจะได้ข้อยุติไปนานแล้ว กรณีที่รองนายกฯระบุอาจดำเนินการไม่ได้ แต่เป็นอภินิหารทางกฎหมาย เพราะเจอช่องทางที่สมควรจะเสี่ยงดู หลายคนตั้งคำถามว่าจะเสี่ยงไปทำไม ในเมื่อกรมสรรพากรให้ความเห็นชัดเจนไปแล้ว ในยามที่เราต้องการสร้างความปรองดอง หลักนิติธรรมจะนำเราไปสู่ความปรองดองแน่นอน ไม่ต้องเสี่ยง ทั้งนี้นายทักษิณเคยพูดว่าท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ อายุก็ 68 ปีแล้ว อยู่ต่างประเทศเงียบๆ แต่ก็ยังรักและปรารถนาดีต่อประเทศเสมอมา ท่านก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร พิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบและบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรม เท่าเทียม เสมอภาค เชื่อว่ากรมสรรพากรจะพิจารณาเรื่องนี้โดยสุจริต ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ก็จะได้รับความคุ้มครองและไม่ถูกฟ้องตามมาตรา 157

เมื่อถามว่า ถ้ากรมสรรพากรมีการออกใบกำกับภาษีให้ นายทักษิณ จะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ถ้ามีการประเมินแล้วเรื่องต้องไปสู่กระบวนการยุติธรรม ตนคิดว่าจะมีการแต่งตั้งทนายความ หรือที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อไป ส่วนจะฟ้องร้องใครเป็นเรื่องที่ทีมทนายความต้องไปพิจารณาก่อน แต่โดยหลักเราต้องรักษาสิทธิที่พึงมีของนายทักษิณ

เมื่อถามว่า สตง.แย้งว่าสามารถเรียกเก็บภาษีได้ ใช้ตามช่องทางมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร นายนพดล กล่าวว่า มองว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว การจะประเมินภาษีนายทักษิณต้องใช้มาตรา 19 ของประมวลรัษฎากร ซึ่งเจ้าหน้าที่ประเมินจะต้องออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีภายใน 5 ปี ขาดอายุความไปแล้ว แม้กระทั่งกรมสรรพากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องภาษีระบุว่าทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามที่รัฐระบุว่าส่งหมายให้นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทาถือเสมือนว่า ส่งให้ตัวการถือหุ้นแทนนายทักษิณแล้วนั้น ทั้งสองไม่ใช่ตัวแทนนายทักษิณ ซึ่งภาษาอังกฤษของการถือหุ้นแทนใช้คำว่า นอมินี แต่คำว่าตัวแทนคือคำว่า เอเจนต์

เมื่อถามว่า โดยหลักกฎหมายจะอ้างได้หรือไม่ว่าแจ้งไปที่ผู้ถือหุ้นแทนแล้ว นายนพดล กล่าวว่า ตนมองว่าอ้างไม่ได้ แต่รัฐบาลคงมองว่าอ้างได้ ซึ่งนี่ก็คืออภินิหารทางกฎหมาย