วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตรียมตัวเสียภาษีบ้านที่ดิน

ในที่สุด กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ค้างคามานาน ก็ได้ฤกษ์คลอดเสียที ผมขอยกความดีให้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ร่วมกันผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

จากนี้ไปก็เป็นหน้าที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกเป็นกฎหมาย ใช้เวลา 2-3 เดือน และให้เวลาเตรียมตัวอีก 1 ปี โดยจะเริ่มใช้จริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป

คุณวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยคลัง เปิดเผยว่า เพดานภาษียังเป็นไปตามข้อเสนอเดิม ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพดานสูงสุด 0.2% บ้านพักอาศัยเพดานสูงสุด 0.5% พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมเพดานสูงสุด 2% ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพดานสูงสุด 5% แต่การกำหนดอัตราจัดเก็บจริง ต้องออกเป็นกฎหมาย และเสนอ ครม.เห็นชอบอีกที

ส่วนที่ คณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไข เป็นการเพิ่ม คณะกรรมการวินิจฉัยภาษี การประเมินและการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ค้างชำระภาษี และ การกำหนดการบรรเทาภาระภาษี ให้แก่โรงเรียน โรงพยาบาล หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับกิจการสาธารณะอื่นที่มีเหตุปัจจัยควรแก่การบรรเทาภาษี โดยขยายเพดานการลดภาษีเป็นไม่เกิน 90% ของภาระภาษีที่ต้องเสีย จากเดิมลดไม่เกิน 75%

คุณณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ แถลงเพิ่มเติมว่า ครม.ยังเห็นชอบให้มีการออก พระราชกฤษฎีกาลดภาระภาษี เช่น กรณีที่ผู้เสียภาษีได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินในย่านทองหล่อ ต่อมาราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น แต่ผู้รับมรดกไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ก็จะมีการลดภาษีเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับเจ้าของหรือการคืนภาษี กรณีที่เจ้าหน้าที่ประเมินภาษีผิดพลาด ให้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 แต่กรณี ผู้ค้างชำระภาษี ห้ามโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยกเว้นเป็นการขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ภาษี

คุณณัฐพร บอกว่า นายกฯเร่งให้นำออกมาใช้เร็วที่สุด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

การออก กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นอกจากจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาษีเดิมที่เป็น ภาษีบำรุงท้องที่ และ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แล้ว วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คนรวยมีบ้านหลังละ 50 ล้าน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีมากกว่าคนมีบ้านหลังละล้านสองล้านบาท ที่สำคัญช่วยให้รู้มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นทางการ จากการประเมินของ กรมธนารักษ์ ทุกปี

ไปดูอัตราภาษีกันลืมกันเสียหน่อยนะครับ

ที่ดินเกษตรกรรม เพดานภาษีสูงสุด 0.2% ถ้ามูลค่าที่ดิน 50 ล้านบาทลงมา ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ที่ดินราคา 50-100 ล้านบาท เสียภาษี 0.05% ก็ปีละ 25,000-50,000 บาท ที่ดินราคามากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 0.10%

บ้านพักอาศัย เพดานสูงสุด 0.5% แบ่งเป็น บ้านหลัก ราคา 50 ล้านบาทลงมา ยกเว้นภาษี 50-100 ล้านบาท ภาษี 0.05% 100 ล้านบาทขึ้นไป ภาษี 0.10% ส่วน บ้านหลังที่ 2 จะมีกี่สิบหลังก็นับเป็นบ้านหลังที่ 2 ราคา 5 ล้านบาทลงมา เสียภาษี 0.03% แล้วเพิ่มอัตราขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ามากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ภาษี 0.30% ปีละ 300,000 บาท

พาณิชยกรรม เพดานสูงสุด 2.0% เริ่มที่มูลค่าทรัพย์สิน 20 ล้านบาทลงมา ภาษี 0.3% แล้วเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาทขึ้นไป ภาษี 1.5%

ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพดานสูงสุด 5.0% เริ่มจากปีที่ 1-3 ภาษี 1% ปีที่ 4-6 ภาษี 2% ปีที่ 7 ขึ้นไป ภาษี 3%

ผมเห็นด้วยกับ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มานานแล้ว ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้จริง คนรวยมากก็ต้องเสียภาษีมาก (แต่ของไทยเสียภาษีกันนิดเดียว) คนรวยน้อยก็เสียภาษีน้อย (แต่เสียภาษีเต็มแม็ก) นี่คือ ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย ยิ่งเป็น นักการเมือง และ ข้าราชการ เห็นแจ้งบัญชีทรัพย์สิน มีที่ดินกันมากมาย สตง.ก็ไม่ตรวจสอบ ซึ่งเป็น “ความเหลื่อมล้ำ” อีกอย่างหนึ่ง แต่ กฎหมายใหม่ต้องเสียภาษี นี่คือ การคืนความเป็นธรรม ให้กับสังคมไทย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

22 มี.ค. 2560 10:35 22 มี.ค. 2560 10:43 ไทยรัฐ