วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่งกลับบ้านเกิด! เปิดเกณฑ์เนรเทศต่างชาติ ไขวิธีปลดแบล็กลิสต์เข้าไทย

ทุกวันนี้บ้านเรามีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก บางคนมาอยู่กิน ทำธุรกิจจนสร้างครอบครัวอยู่ที่เมืองไทย หรือ ‘บางคน’ กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย จนต้องถูกเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ต้องรอเวลากว่าจะขอปลดแบล็กลิสต์ได้

และจากตอนที่แล้วนั้น (ลูกชายถูกขู่ ลูกสาวไร้ที่พึ่ง พ่อฝรั่งทำผิดติดแบล็กลิสต์ ใช้ชีวิตเร่ร่อน) ทีมข่าวฯ ได้สัมภาษณ์ เพื่อนของ นายจอห์น เดวิด ยัง ซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษ​ ที่เกิดทำผิดฐาน บุกรุกยามวิกาล และทำร้ายร่างกาย จนทำให้ศาลพิพากษาว่าเขามีความผิดมีโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ถูกเนรเทศ เขาได้พยายามทุกทางที่จะกลับเข้ามาในเมืองไทยอีกครั้ง ด้วยความเป็นห่วงลูกๆ

อย่างไรก็ดี ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามเรื่องนี้ไปยังผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสอบถามถึงหลักเกณฑ์การเนรเทศ ว่า จะต้องมีฐานความผิดอย่างไร หรือมีประวัติอาญากรรมติดตัวคดีแบบไหน ถึงจะเข้าข่ายที่จะผลักไสไม่ให้เข้ามายังเมืองไทย และหากถูกเนรเทศไปแล้ว มีหนทางใดบ้างที่จะกลับเข้ามา

ซึ่งในเรื่องนี้ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า การเนรเทศต่างชาติออกนอกราชอาณาจักรไทย มี 2 กรณี ดังนี้

กรณีแรก เป็นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

โดยปกติแล้วหากบุคคลนั้นมีหมายจับจากประเทศอื่น จะต้องเอาหมายจากประเทศนั้น มาแปลงเป็นหมายจับอาชญากรรมข้ามชาติเสียก่อน จึงจะจับกุมคนร้ายได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำหมายจับต่างชาติมาจับคนร้ายได้เลย

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินการที่ร้องขอและส่งกลับไปยังประเทศอีกประเทศหนึ่งไม่ใช่ประเทศที่บุคคลนั้นมีสัญชาติอยู่ เช่น คนประเทศ A ไปปล้นในประเทศ B และหลบหนีมาที่ประเทศไทย หากประเทศ B ร้องขอให้ส่งกลับจะส่งไม่ได้ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก่อน

ยกตัวอย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้น เป็นชาวแคนาดา ไปปล้นแบงก์ที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ทางการสิงคโปร์ขอให้ส่งตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีที่ประเทศสิงคโปร์ แต่เจ้าหน้าที่เราไม่สามารถส่งให้ได้ เพราะทางประเทศแคนาดาจะต้องคัดค้าน เพื่อให้ส่งกลับแคนาดา หากเป็นกรณีนี้ เราจะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อเรานำเรื่องขึ้นสู่ศาลจนถึงที่สุดว่า ศาลจะให้ส่งกลับในฐานะการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปที่สิงคโปร์ หรือไปที่แคนาดา

กรณีที่สอง เนรเทศตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 53 คนต่างด้าวซึ่งเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแล้วภายหลังปรากฏว่าเป็นบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 12 (7) หรือ (8) หรือเป็นบุคคลตามมาตรา 12 (10) หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 43 วรรคสอง หรือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 44 หรือเป็นผู้ได้รับโทษตามมาตรา 63 หรือมาตรา 64 ให้อธิบดีเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการ ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าควรเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ก็ให้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อสั่งเพิกถอนการอนุญาตต่อไป

มาตรา 12 ห้ามมิให้คนต่างด้าวซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เข้ามาในราชอาณาจักร
(7) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ
(8) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเข้ามาเพื่อการค้าประเวณี การค้าหญิง หรือเด็ก การค้ายาเสพติดให้โทษ การลักลอบหนีภาษีศุลกากร หรือเพื่อประกอบกิจการอื่นที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
(10) รัฐมนตรีไม่อนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 16

มาตรา 43 วรรคสอง เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศที่นำเข้ามาลงทุน คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามวรรคหนึ่งต้องแสดงฐานะการเงินตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปีแต่ไม่เกินห้าปี ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

มาตรา 44 ห้ามมิให้คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรถ้าปรากฏว่า
(1) เป็นผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาของศาลไทยหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดที่ยกเว้นไว้ในกฎกระทรวง
(2) เป็นผู้ไม่สามารถประกอบการหาเลี้ยงชีพได้ เพราะกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีโรคอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ความใน (2) มิให้ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวผู้เป็นบิดา มารดา สามี ภริยา หรือบุตรของบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร และมีฐานะที่จะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันได้

มาตรา 63 ผู้ใดนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา 64 ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

ผู้ใดให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้เข้าพักอาศัย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนไม่รู้โดยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของผู้กระทำ ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่อว่า หากชาวต่างชาติกระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย หรือทำให้มีเหตุอันควรในการเพิกถอนการอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร เช่น มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเป็นภัยต่อสังคม หรือ เป็นบุคคลที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ จะถือว่า บุคคลนี้เป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 12 จะนำมาสู่เหตุในการเพิกถอนไม่ให้บุคคลนั้นอยู่ในราชอาณาจักรได้

“เมื่อไม่อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ทางเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการควบคุม และกักตัวบุคคลนั้นไว้ เพื่อรอการส่งกลับไปยังประเทศที่เขามา หรือประเทศที่เขามีสัญชาติ ซึ่งก็จะใช้วิธีเหล่านี้ในการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร โดยเป็นหลักปฏิบัติสากลของตรวจคนเข้าเมืองทุกประเทศ เพราะว่ากระบวนการตรงนี้เราจะสามารถดำเนินการส่งกลับไปยังต้นทางได้อย่างรวดเร็ว” ผบช.ตม. กล่าว

เนรเทศคดีลักลอบเข้าเมืองอันดับ 1 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ที่ผ่านมาคดีลักษณะใดที่เข้าข่ายในการถูกห้ามเข้าราชอาณาจักรไทยบ้าง พล.ต.ท.ณัฐธร ตอบว่า คดีทุกประเภท ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นกลุ่มมาเฟีย หรือกลุ่มที่เข้ามาก่ออาชญากรรม เพราะหากมีการกระทำความผิดในราชอาณาจักรไทยเกิดขึ้น ตม.ก็จะบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ที่จะเอาเหตุมาเพื่อการเพิกถอนไม่ให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย จากนั้น เมื่อไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศ เราจะควบคุมตัวและผลักดันกลับไปยังประเทศที่เขามีสัญชาติอยู่

นอกจากนี้ ก่อนที่จะผลักดันออกนอกราชอาณาจักรได้นั้น หากเป็นการกระทำความผิดในประเทศไทย จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายไทยจนเสร็จสิ้นกระบวนความเสียก่อน ทั้งการดำเนินคดีและรับโทษ ไม่ว่าจะรับโทษจำคุกกี่ปีก็ตาม แต่เมื่อเสร็จสิ้นจนพ้นโทษออกจากเรือนจำ จะนำตัวมาไว้ที่ห้องกัก ภายในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเตรียมผลักดันออกนอกราชอาณาจักร หรือส่งตัวไปยังประเทศที่เขามีสัญชาติอยู่

"ส่วนใหญ่แล้วที่ส่งกลับประเทศจะเป็นกรณีของการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง โดยไม่มีหนังสือเดินทาง หรือไม่มีบัตรสีชมพูตามมติ ครม. จะเยอะเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนคดีอาชญากรรมนั้น มีบ้างบางส่วน ไม่ว่าจะทำร้ายร่างกาย ลัก วิ่ง ชิง ปล้น หรือคดีอื่นๆ ที่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เมื่อเป็นบุคคลต่างชาติจะต้องถูกส่งตัวกลับประเทศที่เขามีสัญชาติอยู่" ผบช.ตม. กล่าว

ผู้สื่อข่าว ยกตัวอย่างให้ พล.ต.ต.ณัฐธร ฟังในกรณีที่ 'คดีบุกรุกยามวิกาล ทำร้ายร่างกาย ศาลมีคำตัดสินให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ตามหลักการแล้วสามารถเนรเทศชาวต่างชาติคนนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเขาไม่เคยมีประวัติอาชญากร และยังมีการเสียภาษีให้รัฐด้วย'

ทาง ผบช.ตม. นิ่งคิดก่อนให้คำตอบว่า สำหรับการรอลงอาญาต้องดูคำสั่งศาลเป็นหลัก ว่า ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่ หากศาลไม่ได้มีคำสั่งห้ามบุคคลนั้น เดินทางออกนอกประเทศ ทาง ตม. ก็สามารถผลักดันให้เขาออกนอกประเทศได้ แต่หากศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลนั้น เดินทางออกนอกประเทศ เราก็ต้องปฏิบัติตาม คือ ให้เขาอยู่ในประเทศไทย จนกว่าคำสั่งศาลจะถึงที่สุด

และถึงแม้ว่า พฤติการณ์ของต่างชาติคนนั้นจะไม่เคยมีประวัติอาชญากร รวมทั้งยังเสียภาษีให้กับรัฐบาลไทย แต่ถ้าเข้าเกณฑ์ห้ามเข้าประเทศ ทางเจ้าหน้าที่ ตม. เองก็ต้องดำเนินการตามระเบียบที่มีอยู่ไม่สามารถยกเว้นได้

แต่เมื่อเวลาผ่าน 5 ปีขึ้นไป ทางบุคคลนั้นก็มีสิทธิที่จะมาร้องขอคณะกรรมการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการถอนแบล็กลิสต์ได้ โดยก็แล้วแต่กรณีเช่นกัน แต่หลักๆ แล้วผ่าน 5 ปีขึ้นไป ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ

ปลดแบล็กลิสต์ พิจารณาจาก...

พล.ต.ต.ณัฐธร กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาปลดแบล็กลิสต์ในการห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทยนั้น จะพิจารณาว่า เมื่อกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง จะก่อปัญหาต่อสังคมไทยอีกหรือไม่ รวมทั้ง โทษที่เขาได้รับเป็นโทษที่สมควรที่จะเข้ามาในราชอาณาจักรได้หรือไม่ หรือว่าเขามีบุตรมีภรรยาอยู่ในเมืองไทย ตัวเองกระทำความผิดซึ่งไม่ใช่ความผิดที่มากมายใหญ่โต แล้วถูกส่งตัวกลับออกไป ต่อมาได้ขอปลดแบล็กลิสต์ก็มีเหตุผลที่คณะกรรมการจะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้เข้าประเทศหรือไม่ให้เข้าก็ได้

แต่ส่วนใหญ่เมื่อเป็นกรณีในลักษณะนี้ คือ มีภาระอยู่ที่เมืองไทย มีภรรยาคนไทย มีลูกอยู่ในไทย ที่จะต้องกลับมาอุปการะเลี้ยงดู และความผิดนั้น ไม่ใช่ความผิดโดยกมลสันดาน หรือความผิดที่แก้ไม่ได้จริงๆ ด้วยหลักแล้วเราก็จะพิจารณาอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ หากเป็นคดีความขึ้นมา และศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกก็ต้องผลักดันออกนอกราชอาณาจักร แต่หากศาลให้รอลงอาญาก็ต้องดูในคำสั่งศาลว่าห้ามออกนอกประเทศหรือไม่ หากไม่ได้ห้ามไว้ก็จะผลักดันออกไป ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีประวัติอาชญากร หรือแม้แต่เสียภาษีให้กับรัฐบาลไทยก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำตามกฎหมายผลักดันออกนอกราชอาณาจักรอยู่ดี ส่วนหลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องขอปลดแบล็กลิสต์ก็ย่อมได้.


ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน


อ่านเพิ่ม

ลูกชายถูกขู่ ลูกสาวไร้ที่พึ่ง พ่อฝรั่งทำผิดติดแบล็กลิสต์ ใช้ชีวิตเร่ร่อน