วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เศรษฐศาสตร์ความโสด โจทย์ใหม่ในสังคมไทย

เศรษฐศาสตร์ความโสด โจทย์ใหม่ในสังคมไทย

  • Share:

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่า อายุที่เหมาะสมกับการแต่งงานของคนเรามากที่สุด คือ ช่วงวัย 26-27 ปี

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะช่วงเวลาดังกล่าวคนเราเริ่มมีวุฒิภาวะ ประสบการณ์ ทั้งทางด้านสังคม และการใช้ชีวิตมาพอควร เริ่มต้นชีวิตการทำงานมาได้สักระยะ รวมทั้งเริ่มรู้จักการวางตัวที่เหมาะสมมากขึ้น

ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นสนับสนุนด้วยว่า การที่คนเราแต่งงานเมื่อมีอายุเกินกว่า 25 ปีขึ้นไป ยิ่งตัวเลขเกิน 25 ขึ้นไปมากเท่าไร มักจะมีปัญหาในการหย่าร้างกัน...น้อยลงเท่านั้น เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคู่ต้องหย่าร้างกัน มักเกิดจากปัญหาเรื่อง เงิน และ ทัศนคติ ที่ไม่ตรงกัน

ส่วนในเมืองไทย สภาพแวดล้อมทางสังคม การศึกษา และภาระรับผิดชอบต่างๆ ทำให้ อายุเฉลี่ยของคู่แต่งงาน ขยับเพิ่มขึ้นไปเป็น 28 ปี ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะขยับเพิ่มไปไกลกว่านี้ขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากหลายปัจจัย ที่ทำให้หนุ่มสาวไทยครองตัวเป็นโสดนานขึ้น หรือแต่งงานช้าลง เช่น ต้องการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น บ้างก็ห่วงว่ายังอยากมีเวลาทำอย่างอื่น หรืออยู่กับเพื่อนฝูงมากขึ้น หรืออยากมีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น

บางคนอ้างว่า มีแฟนแล้วต้องคอยเอาใจแฟน เมื่อยังไม่มีก็ไม่ต้องคอยเอาใจใคร ไม่ต้องทะเลาะกับใคร และอยากทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจแฟน...บ้างก็ว่า ยังไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่น...อยากมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้ สังคมไทยสมัยนี้ ชายกับชาย หญิงกับหญิง...หันมากินกันเองมากขึ้น (ฮ่าๆๆ) เป็นต้น

ตัวอย่างชุดความคิดดังกล่าว คือ สาเหตุที่ทำให้การตกลงปลงใจที่จะแต่งงานมีความยากขึ้น

เมื่อคนเราเลือกครองตัวเป็นโสด หรือไร้แฟนกันมากขึ้น...สิ่งที่ตามมา ส่งผลกระทบชิ่งไปถึงการลดลงของประชากรเกิดใหม่ เชื่อกันว่าอีกไม่เกิน 10 ปี หรือทศวรรษหน้า อัตราเพิ่มของประชากรไทยจะกลายเป็น 0 หรืออัตราประชากรเกิดใหม่ เท่ากับอัตราการตายของประชากรนั่นเอง

มองมุมนี้ไม่ต่างกับภาษิตที่ว่า เด็ดดอกไม้ สะเทือนไปถึงดวงดาว... เพราะในอนาคต เมื่อประเทศใดไร้อัตราเพิ่มของประชากร ในวันข้างหน้า จะเอาอะไรไปเป็นแรงงานในการขับเคลื่อน และแข่งขันทางเศรษฐกิจกับชาวโลก หรือจะมีใครคอยปกป้อง สู้รบ เป็นรั้วให้ประเทศชาติ

คิดแค่ 2 เรื่องนี้...ก็หนาวไส้

วันก่อนสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ส่งงานวิจัยดีๆมาให้อ่านเรื่องหนึ่ง ใช้ชื่อว่า “เศรษฐโสด...คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์ ที่ว่าด้วยความเป็นโสด” เป็นงานวิจัยของ ดร.จรัมพร โห้ลำยอง นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม

ดร.จรัมพรเปิดประเด็นว่า การแต่งงานนอกจากเป็นเรื่องของคนสองคนที่ตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน ยังเป็นกระบวนการทางสังคม ที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มหน่วยของสถาบันครอบครัว และสัมพันธ์โดยตรงต่อการเกิดของประชากร

การตัดสินใจว่าจะแต่งงานหรือไม่ จึงส่งผลในวงกว้าง ไปยังสังคมรอบตัว ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน เรื่อยไปจนถึงประเทศ ผลพวงที่เห็นชัด คือ ความไม่นิยมแต่งงานของคนรุ่นใหม่ ทำให้ประชากรไทยเกิดน้อยลง โครงสร้างของประชากรผิดรูปร่าง และส่งสัญญาณต่อความมั่นคงของประเทศในหลายมิติ

“การครองโสดของหนุ่มสาวสมัยนี้ ดูจะไม่เป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว เฉพาะคนทำงานในภาคการศึกษาที่เรียกว่าเป็นมันสมองของประเทศ ยังครองโสดกันสูงถึงร้อยละ 60 ของคนทำงานในวัยเจริญพันธุ์”

ดร.จรัมพรบอกว่า “ความโสด” นั้นในทางเศรษฐศาสตร์ อธิบายได้ตั้งแต่เมื่อคนเราเริ่มคิดที่จะครองโสดเลยทีเดียว เพราะเป็นศาสตร์เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ภายใต้ความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุด

เธอขยายความว่า การตัดสินใจแต่งงานเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่ต้องคิดกันให้หนักเพราะการเลือกที่จะโสด จากตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ บนฐานคิดของต้นทุนค่าเสียโอกาส อธิบายได้ว่า ไม่ว่า เราจะทำอะไร ล้วนมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเกิดขึ้นทั้งสิ้น

“คนที่เลือกครองโสด อาจจะเห็นว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสในการแต่งงานมีอยู่สูง ไม่คุ้มที่ตัวเองจะสละโสด จึงเลือกที่จะไม่แต่งงาน ตัวอย่างต้นทุนค่าเสียโอกาสของการแต่งงาน เช่น อิสระในการเที่ยว เวลาที่จะได้เจอเพื่อนฝูงน้อยลง เมื่อแต่งงานแล้วต้องมีการปรับตัวและปรับวิถีการดำเนินชีวิต ต้องซื้อบ้านใหม่ จะอยู่หอพักใกล้กับที่ทำงานแบบเดิมก็ไม่ได้แล้ว รวมทั้งหมดโอกาสที่จะนำเงินเดือนไปใช้อย่างอื่น เป็นต้น”

บางคนอาจบอกว่า ฉันไม่ได้เลือกที่จะโสดเลยสักนิด...กรณีนี้ เธอว่า ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ก็มีคำอธิบายไว้เช่นกันว่า เหตุใดผู้ที่ไม่อยากโสด แต่ยังโสด จึงมีแนวโน้มมากขึ้น

“ตามทฤษฎีมือที่มองไม่เห็นของ Adam Smith นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง จะปล่อยให้กลไกตลาดเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตลาดสินค้า แต่สำหรับตลาดความรัก มันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา รูปแบบตลาดเดิมๆที่เคยมีแม่สื่อมาคอยเป็นผู้สานสัมพันธ์ให้ หรือการไปพบปะกันของหนุ่มสาว ตามงานวัดหรืองานบุญต่างๆ ได้หายไปหมดแล้ว”

“ตลาดความรักยุคใหม่ ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ที่จะทำให้เชื่อใจได้ว่า จะได้เจอคู่ครองที่ดี ตามผับ บาร์ หรือจากเว็บหาคู่ จึงทำให้เรายังไม่เจอเนื้อคู่ หรือเนื้อคู่ยังหาเราไม่เจอ จึงต้องเป็นโสด ไปโดยปริยาย”

ดร.จรัมพรบอกว่า สำหรับคนโสดที่เคยล้มเหลวในการหาคู่ ในทางเศรษฐศาสตร์ยืนยันว่า ไม่ใช่ความผิดของตัวบุคคลเลยสักนิด แต่ต้องโทษ “ตลาด” เพราะคนที่โสดสนิท สังคมมักจะมองสาเหตุแบบโทษตัวบุคคล เช่น เพราะไม่สวย ไม่หล่อ ไม่รวย หรือเป็นคนนิสัยประหลาด เป็นต้น

แต่ ดร.จรัมพรบอกว่า แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กลับมองเรื่องนี้ในมุมต่าง เห็นว่าเป็นเพราะกลไกตลาด ที่ให้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ต่างหาก คือที่มาของการโสดสนิท

ฟังดูอาจจะแปลกๆ แต่เธอว่าเรื่องนี้ Peter Diamond, Dale Mortensen และ Christopher Pissarides นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ในแบบจำลองการค้นหา และการจับคู่ว่า

ความล้มเหลวในการจับคู่ เกิดจากความไม่สมบูรณ์ในตลาดเลือกคู่

“พูดอีกอย่าง ในโลกนี้ยังมีคนที่ต้องการเราอยู่ แต่ด้วยความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล เช่น ระยะทางที่ห่างไกล ความสัมพันธ์ที่เชื่อมไม่ถึง คาบเวลาที่คลาดกัน ทำให้คู่ของเราไม่ทราบว่า เรามีคุณสมบัติตามที่เขาต้องการ เช่น มีนิสัย รูปลักษณ์ ฐานะทางเศรษฐกิจ และความสามารถ รอเค้าอยู่ คนสองคนจึงไม่เจอกัน และไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน”

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความโสด...จึงช่วยสะท้อนข้อคิดในการตัดสินใจเลือกคู่ว่า ความรักไม่ใช่เรื่องของอารมณ์เท่านั้น ถ้าเรามองความรัก แบบใช้เหตุผล ก็จะทำให้ได้รับผลจากการตัดสินใจ ที่น่าพึงพอใจสูงสุด ดร.จรัมพรทิ้งท้ายว่า

“ถ้าภาครัฐอยากส่งเสริมให้คนหันมาแต่งงาน ก็อาจจะเริ่มที่การลดต้นทุนในการใช้ชีวิตคู่ หรือสนับสนุนในเรื่องของตลาด เช่น ที่สิงคโปร์ มีการจัดทริปล่องเรือหาคู่ให้แก่หนุ่มสาว และจัดโครงการบ้านราคาถูกให้กับคู่แต่งงาน เป็นต้น”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้