วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อิทธิพลจีนในสุวรรณภูมิ ถึงเวลาต้องเตรียมตั้งรับ

โดย ซูม

ผมเกริ่นเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า ผมมีโอกาสไปร่วมฟังการสัมมนาของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ในหัวข้อ “ทิศทางและการเปลี่ยนแปลงของลุ่มแม่น้ำโขงในทศวรรษ 2560-2569” ที่โรงแรมโซฟิเทล โภคีธราฯ จังหวัดกระบี่ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่ว่านี้ จัดตั้งขึ้นโดยข้าราชการและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่ไปอุปสมบทเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ที่วัดไทย ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นก็รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

ต่อมาท่านเลขาธิการสถาบัน สุภชัย วีระภุชงค์ ซึ่งไปทำธุรกิจอยู่ในกัมพูชา เวียดนาม ลาว และพม่าอยู่หลายปี พบว่าประชากรของประเทศเหล่านี้ต่างก็นับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก จึงน่าที่จะใช้วิถีแห่งพุทธศาสนามาเป็นจุดเชื่อมโยงให้ประเทศในสุวรรณภูมิมีความรักใคร่กลมเกลียวกันมากขึ้น

เป็นที่มาของโครงการ “พุทธพลิกสุวรรณภูมิ” ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ 5 ประเทศในกลุ่ม CLMV+T คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ซึ่งนับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก หันมาสมัครสมานสามัคคีกันในทุกๆด้านผ่านพระพุทธศาสนา

มีการจัดประชุมสัมมนาโดยนิมนต์พระภิกษุระดับผู้นำของทั้ง 5 ชาติ เข้าร่วมประชุมกับฝ่ายข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจการค้าในสุวรรณภูมิไปหลายครั้งแล้ว

สำหรับการสัมมนาที่กระบี่ครั้งนี้ จะเป็นการระดมความคิด ระดมมันสมอง ภายในสมาชิกของสถาบันเอง เพื่อให้มีความรู้ในศักยภาพของกลุ่มประเทศในสุวรรณภูมิมากขึ้น รวมถึงปัญหาหลักๆที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

เพื่อให้การทำงานของสถาบันเป็นไปด้วยดี และไม่ผิดทิศทาง สามารถเชื่อมประเทศทั้ง 5 ด้วยพุทธศาสนาได้อย่างแท้จริง

ผมเองได้รับเชิญในฐานะสื่อมวลชน และเป็นเพื่อนรุ่นพี่เก่าแก่ของคุณสุภชัย ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งไว้ ณ ที่นี้ เพราะเป็นการสัมมนาที่ให้ประโยชน์และให้ความรู้แก่ผมเป็นอย่างมาก

บทสรุปที่เป็นภาพใหญ่ที่สำคัญยิ่งของการสัมมนาครั้งนี้ก็คือ จีน จะเป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากยิ่งขึ้นในเอเชีย และในสุวรรณภูมิอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เนื่องมาจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา ที่จะกลับไปปักหลักอยู่ที่บ้านตัวเองมากกว่า

เพราะฉะนั้นการติดตามจีนอย่างใกล้ชิด การหาข้อมูลที่เจาะลึกให้มากที่สุดที่จะมากได้ ตลอดจนการหาวิธีที่จะรับมือกับจีน เพื่อประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องดำเนินการนับตั้งแต่บัดนี้

ที่ประชุมเห็นว่า ทั้ง 5 ประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องรวมตัวและจับมือกันให้เหนียวแน่นมากขึ้น เพื่อตั้งรับกับทุกสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบอย่างสูงในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะจากจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลลงมาอย่างรวดเร็วดังกล่าว

ดังนั้น การจับมือกันของประเทศในสุวรรณภูมิทั้ง 5 โดยผ่านพุทธศาสนาตามโครงการพุทธพลิกสุวรรณภูมิ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องดำเนินการต่อไป

บทสรุปหลักๆของเขาน่าจะมีเพียงเท่านั้น ซึ่งผมเองก็แสดงความเห็นด้วย และให้กำลังใจสถาบันนี้ไปแล้วในการสัมมนาเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องที่ว่า “จีน” จะมาเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงในแถบนี้มากขึ้นเรื่อยๆนั้น ที่ประชุมได้ฝากข้อคิดที่เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่จีนยุคใหม่ที่ผมฟังแล้วเห็นว่าน่าจะต้องจับตาดูต่อไป

นั่นก็คือประเด็นที่อาจเป็นผลมาจากนโยบาย “ลูกคนเดียว” ของจีนในอดีตนั่นแหละครับ...บัดนี้บรรดา “ลูกโทน” ของสังคมจีนเริ่มเติบใหญ่และเข้ามารับใช้บ้านเมืองกันแล้ว โดยเฉพาะในอีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะขึ้นมาบริหารประเทศ หรือเป็นผู้นำในด้านต่างๆ...

อย่าลืมนะครับว่าเด็กเป็นลูกคนเดียวหรือลูกโทน ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจจากพ่อแม่นั้น มักเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง สปอยล์ หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย ฯลฯ

คนกลุ่มนี้มีจำนวนถึง 120 ล้านคน จาก 120 ล้านครัวเรือน ที่มีลูกคนเดียวของจีนจากการสำรวจล่าสุด

อะไรจะเกิดขึ้นกับจีน? เกิดขึ้นกับโลก? หากเด็กสปอยล์ที่ว่านี้ ขึ้นมาเป็นผู้นำ? น่าคิดเหมือนกันนะครับ.

“ซูม”

21 มี.ค. 2560 14:58 ไทยรัฐ