วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับตารัฐบาล “ทุ่มงบฯ” ปั่นเนื้องานต่อเวลาอำนาจ ปล่อยโกงซ้ำ ย้ำจุดตาย

ข่าวดีๆก็พอมีให้ชื่นใจ ตามที่เว็บไซต์บลูมเบิร์กได้จัดอันดับให้เมืองไทย “ครองแชมป์” ประเทศที่ “มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก” จาก 74 ประเทศทั่วโลก

หรือในมุมกลับกันคือมีความสุขมากที่สุดในโลก

วัดจากตัวเลขการว่างงานและภาวะเงินเฟ้ออยู่ในจุดที่เบาบาง

แน่นอนโดยการสำรวจของสำนักข่าวระดับโลก มันคือของจริง ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือล็อบบี้กันได้

ก็ต้องยกความดีความชอบให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ใช้อำนาจพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพในเชิงบวก

และต้องให้เครดิตนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ทำงานอย่างหนักในการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจของไทยในภาวะที่ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งนอกและในประเทศ

ผลออกมาเป็นรูปธรรม ตามสถิติ “ว่างงาน” และ “เงินเฟ้อ”

ทั้งๆที่อยู่ภายใต้ภาวะอำนาจพิเศษ โดนแซงก์ชั่นจากนานาชาติ บีบกันหน้าดำหน้าเขียว

เรื่องของเรื่องมาถึงจุดนี้ก็พอใจชื้นขึ้นระดับหนึ่ง ไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมืองโลกจะปั่นป่วนยังไง สถานการณ์ในประเทศไทยจะยังไม่ฟื้นจากวิกฤติแตกแยกลากยาวมาหลายปี

แต่พื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังแกร่ง พอยืนบนลำแข้งตัวเองได้

ไม่ต้องตื่นตกใจกับข่าวที่ “นายกฯลุงตู่” ขอให้คนไทย เสียสละ รัฐบาลจะขอขึ้น “แวต” หรือภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 1 เพื่อจะจัดเก็บรายได้ในการบริหารประเทศอีกแสนล้านบาท

รัฐบาล “ถังแตก” ต้องหาเงินปะ “ตูดขาด”

ตามอาการแบบที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาบอกปัดเป็นพัลวัน แก้ข่าวกันแทบไม่ทัน

มันก็ทั้งข่าวร้าย ข่าวดี สลับกันไป

แต่ที่เจอข่าวร้ายมาตลอด ไม่มีข่าวด้านดี สถานการณ์วัดพระธรรมกายที่ตึงเครียดมาเกือบเดือน

ล่าสุดประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ถอดถอนสมณศักดิ์ “พระราชภาวนาจารย์” หรือ “พระทัตตชีโว” อดีตรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพราะเข้าข่ายการเป็นผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา และการนำเงินของวัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้น

เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ในสถานการณ์ต่อเนื่องจากการถอดถอนสมณศักดิ์พระเทพญาณมหามุนีของ “ธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฐานไม่ยอมมอบตัวตามหมายเรียกและได้หลบหนี

เบอร์หนึ่ง เบอร์รอง สำนักธรรมกาย โดนมาตรการแรงๆ

ถึงขั้นหลุดจากสมณศักดิ์กลางอากาศ

ส่วนพระลูกวัดที่มีบทบาทสำคัญในการเดินเกมมวลชนยื้อกับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นพระปลัดเสกสรรค์ หรือพระสนิทวงศ์ ต่างก็ต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ก่อนได้รับอนุญาตให้ประกันตัวไป แต่ก็มีเงื่อนไขห้ามมีพฤติกรรมปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวาย

ถ้ายังเคลื่อนไหวก่อความวุ่นวาย เข้าเงื่อนไขศาลถอนประกันต้องติดคุก

นั่นหมายถึงการโดนจับสึกทันทีตามพระวินัย

ไม่เว้นเหล่าศิษย์สาวกที่เป็นฆราวาสก็เจอหมายเรียกสอบไปตามๆกัน ไม่ว่าจะเป็นรายของ “ป้าเช็ง” นางศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ ผู้ให้เช่าที่ตลาดหน้าวัดพระธรรมกาย หรือทายาทของเจ้าสัวบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่มีข้อมูลเป็นเจ้าของที่ดินภายในเขตวัด ก็เจอตรวจสอบข้อหาร่วมกันฟอกเงินกับ “ธัมมชโย”

ตามรูปการณ์คนของธรรมกายยิ่งแข็งขืน ยิ่งดื้อดึง ก็ยิ่งโดนหนัก

เพราะอย่างไรเสีย “ศรัทธา” ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ไปกว่า “กฎหมาย”

และถึงจะอันตราย ปมธรรมกายเสี่ยงกระตุกหัวเชื้อความขัดแย้งให้ร้อนระอุรอบใหม่ แต่ก็เป็น “ภารกิจพิเศษ” ที่รัฐบาลทหาร คสช.ไม่สามารถหลบเลี่ยง หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้

เพราะหมิ่นเหม่อันตรายต่อพระพุทธศาสนา เป็นภัยต่อความมั่นคง

ขณะเดียวกัน ก็ต้องถือว่าส่งผลโดยตรง ตามรูปการณ์ศึกธรรมกายที่ย้อนแย้งกับการเดินหน้ากระบวนการปรองดอง ที่ล่าสุดถึงคิวของ “โจทย์สำคัญ”

ขั้วขัดแย้งหลักอย่างพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค และ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นำทีมเข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางปรองดองกับคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่กระทรวงกลาโหม



ในจังหวะก่อนหน้านั้นก็เป็นคิวของพรรคภูมิใจไทยที่นำทีมโดย “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ที่เข้าชงพิมพ์เขียวปรองดองให้ทหาร

แต่แทนที่สถานการณ์จะคืบหน้าไปในอนาคต โดยกระแสทิศทางข่าวกลับย้อนไปโฟกัสเรื่องที่นายอนุทินเป็นคนพา“บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ไปพบอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศ เพื่อเคลียร์ปัญหาค้างคาใจ

“เสี่ยหนู” ถูกตั้งแง่เป็นนอมินี “ดีล” ลับเกี้ยเซียะกับ “นายใหญ่”

สรุปรายการปรองดองยังวนไม่พ้น “นิรโทษกรรม”

ที่ปลายอุโมงค์ยังมองไม่เห็นแสงสว่าง

อย่างไรก็ดี ตามรูปการณ์ที่สังเกตว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์พยายามเบี่ยงตัวหลบจากกระแสร้อนๆ ด้วยการก้าวข้ามช็อตเรื่องของธรรมกาย

ปรับโหมดมาเร่งปั่นเนื้องานตามที่ให้สัญญาประชาคมไว้

โดยในช่วงต้นสัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นประธานการประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) นัดประเดิม พร้อมกับปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 39 คน

และก็เป็น “ด็อกเตอร์ซุป” นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ที่การันตีเลยว่า สิ่งที่รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ทำถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ในการประสานยุทธศาสตร์ชาติกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด ที่สำคัญ

ทุกภาคส่วนของประเทศช่วยกันทำ

มั่นใจสิ่งที่รัฐบาลทำจะสำเร็จ ต้องไปได้แน่นอน ไม่มีไม่ได้

“ด็อกเตอร์ซุป” นับเป็นแรงส่งอย่างดีในการเริ่มต้นออกตัวของ ป.ย.ป.เพื่อไปสู่เป้าหมาย

ประชาชนคนไทยได้ลุ้นกันในเส้นทางยาวๆ

แต่ก่อนอื่นเลย มันก็มีเนื้องานที่จ่อทดสอบเชิงบริหารของรัฐบาลอยู่เบื้องหน้า

ตามการประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมเป็นต้นไป จะไปสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

ต้องเจอแน่ๆ ภัยแล้งที่มาพร้อมอากาศร้อน

ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่หนักหน่วงขึ้นทุกปี แบบที่ไม่ทันไรน้ำในเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่น้ำแห้งจนถนนมิตรภาพสายเก่าโผล่ขึ้นมา

ไหนจะสถานการณ์ไฟป่า อย่างที่ล่าสุดต้องใช้น้ำในเขื่อนภูมิพลดับไฟในเขตพื้นที่ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ซึ่งมีป่าไม้มากที่สุดในประเทศไทย

ขณะที่ฝุ่นควันในภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ก็เกิดทุกปี

โดยผลพวงจากสภาพภัยแล้งต้องส่งผลกระทบต่อ

พืชผลทางการเกษตร และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ แบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

และนั่นก็หนีไม่พ้นการต้องใช้งบประมาณมหาศาล

ในการแก้ปัญหาจัดการบริหารน้ำ กู้สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควัน รวมไปถึงการช่วยเหลือเกษตรกร ชาวบ้าน ในการประทังชีวิตประจำวัน

ตามเนื้องาน กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือ กระทรวงมหาดไทยกับ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ที่มีหน่วยงาน กรม กอง รับผิดชอบ ภารกิจสู้กับพิบัติภัยแล้ง ดังนั้นคนที่มีบทบาทสำคัญก็คือ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริ-กัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์

ที่สำคัญตามสภาพการณ์ปัญหาที่เปิดช่องให้ใช้ “งบฉุกเฉิน”

เอื้อให้เร่งใช้งบฯเก่า เบิกงบฯค้างท่อ ตั้งงบฯใหม่ ทำได้หมดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

จุดนี้แหละที่ต้องคุมเกมกันให้ดี

ในสถานการณ์ที่มาถึงทางแยกอันตราย

ทางหนึ่งก็เป็นความจำเป็นของรัฐบาลทหาร คสช.ต้องปั่นเนื้องาน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน แสดงฝีมือเชิงบริหารในการต่อเวลาอำนาจพิเศษต่อไปอย่างไร้แรงเสียดทาน

แต่อีกมุมหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องระวังไม่ให้เกิดการ “รั่วไหล” ในการใช้งบประมาณ ที่จะกลายเป็นปมทุจริตมาซ้ำอาการแกว่งของเรือแป๊ะ

ในสถานการณ์ที่สังคมจับจ้องการซิกแซ็กใช้งบประมาณแผ่นดิน

โซเชียลมีเดียเข้ามาทำหน้าที่แทนองค์กรอิสระ และสภาที่อยู่ในกรอบใต้อำนาจพิเศษ

ตามรูปการณ์อย่างที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องออกอาการหงุดหงิดกับคำถามโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ

ปมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดดประชุม ทำงานไม่คุ้มเงินเดือนก็ยังอึมครึม ยังมีเรื่องใหม่ที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ของบฯหลายร้อยล้านในการต่ออายุการทำงานออกไป

ชักจะมีเครื่องหมายคำถาม เกี่ยวกับการคิดค่าบริหารอำนาจพิเศษของทหาร

ยิ่งล่าสุด แค่มีข่าว “นายกฯลุงตู่” ขอขึ้นแวตอีก 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเป็นเรื่องเป็นราว

ขืนมีปมฉาว ปล่อยให้มีการโกงงบประมาณสู้ภัยแล้ง เหลือบหากินกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน

มันก็เท่ากับย้ำ “จุดตาย” รัฐบาลทหารเท่านั้นเอง.


“ทีมการเมือง”

11 มี.ค. 2560 12:12 11 มี.ค. 2560 12:18 ไทยรัฐ