วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายและอุปสรรคในการจัดบริการ สาธารณะด้านสาธารณสุข (ตอน 2)

โดย หมอดื้อ

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา ที่ปรึกษาสำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กมธ.สาธารณสุข สนช. สรุปประเด็นสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายไว้ดังนี้

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสำนักงานเลขาธิการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังกำหนดให้หน่วยบริการ (โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆที่รับรักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ต้องรักษาหรือให้บริการผู้ป่วยเฉพาะประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่คณะกรรมการฯกำหนดเท่านั้น และบุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะแพทย์ ถูกจำกัดการทำหน้าที่ในการรักษาผู้ป่วยเช่นเดียวกัน

ถ้าผู้ป่วยมี “ความจำเป็น” ในด้านสุขภาพที่ต้องรับการรักษานอกเหนือจากที่คณะกรรมการฯประกาศกำหนด แพทย์ก็ไม่สามารถให้การรักษาได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่จำเป็นต่อชีวิตและสุขภาพ ซึ่งเห็นได้ชัดจากงานวิจัยของ TDRI ว่า ผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยในโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ 5 โรคของผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นเลวร้ายกว่าผลการรักษาผู้ป่วยในโรคเดียวกันในกลุ่มอายุเดียวกันในระบบสวัสดิการข้าราชการ

เนื่องจากข้อจำกัดของยาและวิธีการรักษาตามข้อกำหนดของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นสาเหตุสำคัญอีกด้วย และในมาตรา 18 (6) คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ยังมีอำนาจหน้าที่ในการออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงินและการรักษาเงินกองทุน รวมทั้งการจัดหาผลประโยชน์ตามมาตรา 40 ซึ่งหลังจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แล้ว รัฐบาลไม่ได้จ่ายงบประมาณในการรักษาผู้ป่วย (ตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ตรวจวินิจฉัย รักษาความเจ็บป่วยและฟื้นฟูสุขภาพ) ให้แก่โรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุข ที่มีภารกิจรับผิดชอบในการรักษาผู้ป่วยมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยของไทย แต่รัฐบาลได้จ่ายเงินจำนวนนี้ ซึ่งเรียกว่า “เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ สปสช.ส่งต่องบประมาณนี้ให้แก่โรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยที่มีสิทธิใน “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือที่เรียกว่าผู้ป่วยที่มีสิทธิในระบบ 30 บาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินให้แก่ “หน่วยบริการ” ซึ่งก็คือโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่จะต้องรับรักษาผู้ป่วยดังกล่าวมาแล้วแต่คณะกรรมการฯซึ่งมี สปสช.เป็นหน่วยธุรการในการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้จัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐบาลจ่ายมาให้ สปสช.ส่งให้โรงพยาบาลอย่างตรงไปตรงมา แต่ สปสช.กลับ “ถือเอาอำนาจในการมีเงินอยู่ในมือ” ดำเนินการบริหารจัดการและออกระเบียบข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ในการจ่ายเงินให้โรงพยาบาลต้องทำตาม ซึ่งมีผลให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่ต้องรับเงินจาก สปสช.ได้รับเงินไม่เพียงพอในการให้บริการสาธารณสุข มีผลให้โรงพยาบาลประสบปัญหาการขาดทุนมากมายหลายร้อยโรงพยาบาล และในหลายกรณีที่ระเบียบ กฎเกณฑ์และข้อบังคับของ สปสช.นั้นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในการบริหารงานและการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 11/2558 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจในการเป็นหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2557 ออกคำสั่งที่ 37/2559 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 เรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (1)

ซึ่งความย่อของคำสั่งนี้ สรุปได้ว่า การใช้จ่ายเงินของหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการมีเหตุขัดข้องและบางอย่างไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการและประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยบริการ หัวหน้า คสช.จึงออกคำสั่งนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสามารถประกาศกำหนด (โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง) หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับเงิน การจ่ายเงิน การรักษาเงิน และรายการของค่าใช้จ่ายตามข้อ 2และข้อ 3

ซึ่งค่าใช้จ่ายตามข้อ 2 และข้อ 3 นี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯดังกล่าวนี้ได้รายงานว่า การใช้จ่ายบางอย่าง เป็นการจ่ายเงินที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ และได้ให้ความเห็นว่า ถ้ารัฐบาลต้องการให้จ่ายเงินได้เช่นนั้น ก็ควรจะมีการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

เพื่อให้สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่ (ในขณะที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2559 นี้ ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสั่งจ่ายเงินได้ตามเดิม (โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)

และยังให้ถือว่าการจ่ายเงินตามข้อ 2 และข้อ 3 ที่ผ่านมาแล้วนี้ไม่เป็นความผิด ถ้าเป็นการจ่ายไปโดยสุจริต ซึ่งน่าจะมีความหมายว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องทำหน้าที่ตรวจสอบว่า การจ่ายเงินที่ผ่านมาในกรณีค่าใช้จ่ายตามข้อ 2 และข้อ 3 ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2559 นี้ ให้ถือว่า การจ่ายเงินและการรับเงินตามข้อ 2 และข้อ 3 จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วโดยสุจริตตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 จนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 (ซึ่งเป็นวันที่ประกาศหัวหน้า คสช.ที่ 37/2559 นี้มีผลใช้บังคับ) ให้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามคำสั่งนี้

ด้วยจะเห็นได้ว่าในคำสั่งนี้กล่าวถึงว่าถ้าได้ใช้จ่ายเงินไปโดยสุจริต ก็ให้ถือว่าถูกต้องตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2559 นี้.

หมอดื้อ

11 มี.ค. 2560 12:09 11 มี.ค. 2560 12:10 ไทยรัฐ