วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความลับของไข่มุกแห่งคลีโอพัตรา

พระนางคลีโอพัตรา ที่ 7.

คลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) คือราชินีผู้โด่งดังที่แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลน่าจะรู้จักกันดีทุกคน สตรีผู้นี้คือนางพญาองค์สุดท้ายแห่งอียิปต์โบราณ ก่อนที่อาณาจักรอันเกรียงไกรนี้จะกลายเป็นเพียงแค่แคว้นหนึ่งของจักรวรรดิโรมันในช่วงประมาณ 30 ปีก่อนคริสตกาล นางมิใช่คนอียิปต์ ทว่าเป็นชาวกรีก มีสตรีใช้ชื่อคลีโอพัตราก่อนหน้านางถึงหกคน แต่ก็ไม่มีใครที่โด่งดังเท่าพระนางคลีโอพัตราที่ 7 อีกแล้ว (ในเรื่องนี้จะขอเรียกสั้นๆว่าพระนางคลีโอพัตรานะครับ)

เรื่องเล่าและตำนานเกี่ยวกับสตรีผู้นี้ปรากฏให้เห็นมากมาย นางเชี่ยวชาญหลายภาษา อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดและมีรูปโฉมงดงามจนสามารถตรึงใจจอมทัพโรมันทั้งจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) และมาร์ค แอนโทนี (Mark Antony) ได้อยู่หมัด ประวัติของพระนางถูกกล่าวถึงและเล่าขานต่อเนื่องยาวนาน

แต่ถึงอย่างนั้น ตำนานและประวัติของพระนางคลีโอพัตราก็ไม่ได้ชัดเจนไปหมดทุกเรื่องหรอกครับ ปริศนาที่โดดเด่นที่สุดก็คือเรื่องการสิ้นพระชนม์และสถานที่ฝังศพหรือสุสานของนาง แต่ในครั้งนี้เราจะมาโฟกัสกันที่ตำนานซึ่งเป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับ “ความฟุ่มเฟือย” เกี่ยวกับกระยาหารมื้อที่แพงที่สุดของนาง ซึ่งส่วนประกอบสำคัญในมื้ออาหารราคาสูงลิบนี้ก็คือ “ไข่มุก” ครับ!!

ในสมัยของคลีโอพัตรา ไข่มุกเป็นเครื่องประดับราคาแพง โดยเฉพาะไข่มุกที่นางสวมใส่เอาไว้ยิ่งแพงหนักเข้าไปอีก ว่ากันว่ามันมีมูลค่าถึงสามสิบล้านดอลลาร์เลยทีเดียวครับ!!

ว่าแต่ความลับแห่งไข่มุกของคลีโอพัตราอยู่ตรงไหนกัน มันอยู่ในตำนานที่เกี่ยวกับความฟุ่มเฟือยในมื้ออาหารของพระนางนี่ล่ะครับ ตำนานเรื่องนี้จดบันทึกเอาไว้โดย “พลินีผู้ชรา” (Pliny the Elder) ในเอกสารที่มีชื่อว่า “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ” (Natural History) เมื่อปี ค.ศ.77 ซึ่งก็คือมันถูกจดจารเอาไว้หลังจากที่คลีโอพัตราสิ้นพระชนม์ไปได้หนึ่งร้อยกว่าปีแล้วครับ

เรื่องที่พลินีได้บันทึกเอาไว้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคลีโอพัตราได้ท้าพนันกับมาร์ค แอนโทนี ว่า นางสามารถเสิร์ฟอาหารหนึ่งมื้อที่มีมูลค่าสูงถึงสิบล้านเซสเทิร์ส (Sesterces) ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับทองคำน้ำหนักถึง 800 กิโลกรัม!! แน่นอนครับว่า แอนโทนีจินตนาการไม่ออกเลยว่านางจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ก็เลยรับพนันไปอย่างว่าง่าย เพราะคิดในใจว่ายังไงตัวเองก็ชนะแน่ๆ

วันรุ่งขึ้น คลีโอพัตราจัดอาหารชุดใหญ่ไฟกะพริบมาตามที่ตัวเองท้าพนันไว้ แต่เมื่อแอนโทนีได้เห็นก็หัวเราะลั่น เพราะถึงแม้ว่าอาหารเหล่านี้จะดูแล้วหรูหรา ราคาแพง แต่มูลค่าของมันก็ไม่มีทางถึงสิบล้านเซสเทิร์สเป็นแน่ คลีโอพัตราจึงบอกว่าดีใจตอนนี้ยังเร็วไป หลังจากนั้นนางก็ได้สั่งให้คนรับใช้นำเอาอาหารชุดถัดไปเข้ามา ซึ่งเมื่อดูแล้วมันแทบจะไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย เพราะว่ามันเป็นเพียงแค่แก้วหนึ่งใบที่ใส่น้ำส้มสายชู (Vinegar) เอาไว้เท่านั้นเอง

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คลีโอพัตราได้ถอดตุ้มหูไข่มุกที่ประดับอยู่ที่หูทั้งสองข้างของนางออกและหย่อนไข่มุกเม็ดหนึ่งลงไปใน

แก้วบรรจุน้ำส้มสายชูใบนั้น พลินีบันทึกเอาไว้ว่า ไข่มุกนี้ “ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลก” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจาก “ราชันแห่งตะวันออก” คลีโอพัตรารอจนไข่มุกที่หย่อนลงไปละลายและจัดการ “ดื่ม” มันเข้าไป เพียงเท่านี้ แอนโทนีก็อ้าปากค้าง เพราะว่าเขาพ่ายแพ้ราบคาบ แหล่งข้อมูลบางแหล่งเสนอว่า ไข่มุกทั้งสองเม็ดนั้นมีมูลค่าสูงถึงหกสิบล้านเซสเทิร์ส!!

นักอียิปต์วิทยาและนักประวัติศาสตร์ต่างก็สงสัยว่า เรื่องไข่มุกของคลีโอพัตรานี้มันจะเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นางจะเคยกินไข่มุกราคาหกสิบล้านเซสเทิร์สจริงๆหรือ เราลองมาไขความลับของไข่มุกแห่งคลีโอพัตรากันดีกว่าครับ

ถึงแม้ว่าพลินีผู้ชราจะบันทึกเรื่องนี้ในปี ค.ศ.77 หรือร้อยกว่าปีหลังจากที่คลีโอพัตราสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่า ตำนานเรื่องนี้จะเป็นที่ยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขาเมื่อราวหลายร้อยปีก่อน มีการนำไปวาดเป็นภาพที่มีชื่อว่า “งานเลี้ยงของคลีโอพัตรา” (The Banquet of Cleopatra) โดยศิลปินชาวอิตาเลียนนามว่า โจวันนี บัตติสตา ตีเอโปโล (Giovanni Battista Tiepolo) เมื่อปี ค.ศ.1744 นอกจากนั้น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็ยังมีการนำเอาตำนานเรื่องนี้ไปวาดเป็นการ์ตูนในหนังสือพิมพ์อีกหลายต่อหลายครั้ง

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นักวิชาการก็เริ่มที่จะตั้งคำถามกับตำนานเรื่องนี้ว่ามันจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ และคำถามที่นักวิชาการในสมัยนั้นตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์หาความจริงก็คือ “ไข่มุกละลายในน้ำส้มสายชูได้จริงหรือ” เพราะถ้ามันละลายไม่ได้ ก็หมายความว่าเรื่องเล่าของพลินีจะเป็นตำนานเก๊ไปในทันทีบรรดานักวิชาการชั้นแนวหน้าในสมัยนั้นต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไข่มุกมันละลายในน้ำส้มสายชูไม่ได้ร้อก (เสียงสูง) มันไม่มีน้ำส้มสายชูไหนที่จะมาละลายไข่มุกได้ นอกจากนั้น เอกสารที่เพิ่งเขียนขึ้นในช่วงปี ค.ศ.2000 ก็กล่าวไว้ว่า “ไม่มีกรดน้ำส้มใดที่สามารถละลายไข่มุกได้” เช่นกัน

นั่นหมายความว่า พลินีโกหกเราเช่นนั้นหรือ เปล่าเลยครับ ถ้าสรุปแบบนี้ก็ดูเหมือนว่าจะง่ายไปหน่อย เพราะในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่นักวิชาการชั้นแนวหน้าในอดีตกล่าวไปข้างต้นนั้น “ผิดมหันต์” เลยครับ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้เก่งวิชาเคมีสักเท่าใดนัก เพราะทุกวันนี้เราทราบดีแล้วครับว่าน้ำส้มสายชูนั้นสามารถละลายไข่มุกได้อย่างแน่นอน ความจริงก็คือ ถ้าเราหย่อนไข่มุกลงไปในน้ำส้มสายชู ไข่มุกจะละลาย เพียงแค่ว่ามันจะละลาย “ช้ามาก” อาจจะใช้เวลาเป็นวันหรือสองวันเพื่อให้มันละลายอย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่า ถ้าเราย้อนกลับไปดูที่บันทึกของพลินีอีกครั้ง มันจึงค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากสักหน่อยที่คลีโอพัตราจะปลดไข่มุกเม็ดเป้งจากหูมาหย่อนลงไปในแก้วน้ำส้มสายชู คนๆๆสักพักให้ไข่มุกละลายแล้วก็ดื่มเข้าไป แน่นอนว่าด้วยเวลาเพียงแค่นั้นไข่มุกไม่มีทางละลายหรอกครับ แต่นักวิชาการก็เสนอว่าเราสามารถ “เร่ง” ให้ไข่มุกละลายในน้ำส้มสายชูเร็วขึ้นได้ด้วยการให้ความร้อนกับน้ำส้มสายชู ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ไข่มุกก็จะละลายอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือพลินีไม่ได้พูดถึงการให้ความร้อนกับน้ำส้มสายชูในแก้วใบนั้นเลยแม้แต่น้อย

ถ้าไม่มีการให้ความร้อน ก็มีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ครับ นั่นก็คือการ “บดไข่มุก” ให้แตกเสียก่อนแล้วค่อยหย่อนลงไปในแก้ว ด้วยวิธีนี้เผลอๆแค่ไม่กี่นาทีไข่มุกก็ละลายอย่างสมบูรณ์แล้วครับ แต่เอกสารประวัติศาสตร์ธรรมชาติของพลินี ก็ไม่ได้กล่าวว่าคลีโอพัตรานำเอาไข่มุกมาบดก่อนแต่อย่างใด ซึ่งหากมองอีกมุม บางทีอาจจะมีการให้ความร้อนหรือการบดไข่มุกเกิดขึ้นจริงๆก็ได้ เพียงแค่พลินีอาจจะไม่ได้เขียนมันเอาไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอนก็เท่านั้นเอง

อีกประเด็นที่นักวิชาการนำมาวิเคราะห์ก็คือ ความเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะเป็นเพียงแค่ “เรื่องเล่า” ต่อๆกันมาเท่านั้น มันอาจจะไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยก็เป็นได้ เพราะว่างานเขียนชิ้นนี้เขียนขึ้นหลังจากนางสิ้นพระชนม์ไปเป็นร้อยปีแล้ว พลินีย่อมไม่ได้เห็นเรื่องนี้ด้วยตาตัวเองแน่ๆ เขาอาจจะฟังมา หรือไม่ก็อาจจะดัดแปลงมาจากตำนานประจำท้องถิ่นก็เป็นไปได้ คำถามคือแล้วถ้าพลินีเลียนแบบเรื่องนี้มาจากเอกสารชิ้นอื่น มันจะมีชิ้นไหนที่เป็นไปได้บ้างล่ะ?

คลีโอพัตราไม่ใช่บุคคลแรกที่เอาไข่มุกมาละลายในน้ำส้ม สายชูแล้วดื่ม ตำนานแรกสุดของเมนูสุดประหลาดนี้ปรากฏในเอกสารโบราณชื่อ “เรื่องเสียดสี” (Satires) ที่เขียนขึ้นโดยกวีชาวโรมันนามว่า โฮเรซ (Horace) เมื่อประมาณ 33 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งถือว่าร่วมสมัยกับยุคของคลีโอพัตราด้วยเช่นกัน โฮเรซเล่าถึงเรื่องราวของบุตรชาย แห่งอีสป (Aesop) ซึ่งไปนำไข่มุกที่ประดับอยู่ที่หูของสตรีสาวนามว่า เมเทลลา (Metella) มาละลายในน้ำส้มสายชูก่อนที่จะลิ้มรสไข่มุกแสนแพงนี้เข้าไป โฮเรซบันทึกเอาไว้ว่ามูลค่าของไข่มุกนั้นสูงถึงหนึ่งล้านเซสเทิร์สเลยทีเดียวครับ

นั่นหมายความว่า ตำนานของคลีโอพัตราเป็นเพียงแค่เวอร์ชั่นที่สองของการลิ้มรสเมนูไข่มุกในน้ำส้มสายชูเท่านั้น แต่ราคามันเพิ่มจากหนึ่งล้านเซสเทิร์สมาถึงสิบเท่าตัวเลยทีเดียว และในสมัยของจักรพรรดิวิปริตคาลิกูลา (Caligula) ที่ปกครองโรมันอยู่ในช่วงปี ค.ศ.37 ถึง ค.ศ.41 ก็มีตำนานเล่าว่าพระองค์เคยลิ้มรสเมนูนี้เช่นกันครับ

เมนูนี้ปรากฏในตำนานเรื่อง “สิบสองซีซาร์” (Twelve Caesars) ที่เขียนขึ้นโดยซูเอโตนิอุส (Suetonius) ประมาณปี ค.ศ.121 ที่เล่าถึง ความฟุ่มเฟือยของคาลิกูลาโดยกล่าวว่าพระองค์ “อาบน้ำในอ่างน้ำร้อนและน้ำเย็นที่ผสมน้ำมันหอมอย่างดีและดื่มไข่มุกราคาแพงที่ละลายในน้ำส้มสายชู” นั่นหมายความว่า เมนูนี้ถือเป็นเมนูยอดฮิตประจำตำนานท้องถิ่นแถบนี้เลยก็ว่าได้

จะเห็นได้ว่าตำนานแรกสุดที่โฮเรซได้บันทึกเอาไว้เมื่อ 33 ปีก่อนคริสตกาลนั้นได้เปิดประเด็นในการประกาศความฟุ่มเฟือยด้วยการกินไข่มุกราคาหนึ่งล้านเซสเทิร์สที่ละลายในน้ำส้มสายชู และหลังจากนั้นตำนานอีกสองสายที่ตามมาทีหลังล้วนเขียนขึ้นโดยนักเขียนที่ไม่ได้ร่วมสมัยกับบุคคลในเรื่องของตนทั้งสิ้น พลินีเขียนถึงคลีโอพัตราที่สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้าถึงร้อยกว่าปี ซูเอโตนิอุสเขียนถึงคาลิกูลาที่สิ้นพระชนม์ก่อนหน้านั้น 80 ปี นั่นจึงทำให้นักวิชาการส่วนหนึ่งเสนอว่า บางทีเมนูแสนแพงนี้อาจจะเป็นเพียงแค่การนำเอาตำนานประจำท้องถิ่นมาเสริมแต่งดัดแปลงเพื่อแสดงให้เห็นถึง “ความฟุ่มเฟือย” ของคนดังในอดีตทั้งๆที่บุคคลทั้งสองอาจจะไม่เคยลิ้มรสไข่มุกในน้ำส้มสายชูมาก่อนเลยก็เป็นได้

แต่ถ้ามองในมุมที่มันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงแล้วล่ะก็ คำถามที่สำคัญก็คือคนโบราณเหล่านี้จะกินไข่มุกไปเพื่ออะไรกัน? คำตอบที่ดูกำปั้นทุบดินที่สุดก็คือ “เพื่อแสดงถึงความฟุ่มเฟือย” ยังไงล่ะ ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ เพียงแต่มันควรจะมีเหตุผลที่จับต้องได้มากกว่านี้

ถ้าลองจินตนาการว่า เรากินอาหารบุฟเฟ่ต์เติมได้ไม่อั้นจนอิ่มตื้อ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาก็คือกรดในกระเพาะอาหาร ในทุกวันนี้เรามียาลดกรดขายกันหลายยี่ห้อ แต่ในอดีตย่อมไม่มียาเหล่านี้ให้ซื้อเป็นแน่ พวกเขาจึงต้องมีสิ่งที่จะช่วยบรรเทาอาการกรดเกินหลังจากรับประทานมื้อหนัก ซึ่งหนึ่งในสารจากธรรมชาติที่ช่วยในเรื่องนี้ได้ก็คือปูนที่ได้จากการเผาเปลือกหอย (Shell lime) นั่นเองครับ

คนโบราณในยุคนั้นทราบดีว่าปูนเหล่านี้จะสามารถช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นจึงกินมันตบท้ายอาหารมื้อใหญ่ นั่นจึงทำให้ตำนานประจำท้องถิ่นเรื่องนี้สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที หมายความว่า บุตรชายแห่งอีสปก็ดี คลีโอพัตราก็ดี หรือแม้แต่คาลิกูลาเองก็ดี ล้วนทราบว่าปูนจากเปลือกหอยเป็นยาลดกรดในกระเพาะอย่างดี เพียงแค่ว่ามันคงจะดู “ธรรมดา” เกินไปสักหน่อย ดังนั้นก็เลยเปลี่ยนจากเปลือกหอยพื้นๆมาเป็น “ไข่มุก” เม็ดเป้ง เพื่อให้มันดูหรูหราราคาแพงและสมฐานะมากยิ่งขึ้นยังไงล่ะครับ

ตอนนี้เราทราบดีแล้วว่า เมนูไข่มุกในน้ำส้ม สายชูไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำนานเก๊ที่โฮเรซ พลินีผู้ชราและซูเอโตนิอุสปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาหลอกเราแน่ๆ แต่สำหรับคำถามที่ว่าคนดังในอดีต รวมทั้งพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ผู้เลอโฉมจะเคยลิ้มรสไข่มุกราคาหกสิบล้านเซสเทิร์สจริงหรือไม่นั้น เราคงทำได้เพียงแค่ทิ้งปริศนานี้ไว้ให้นักประวัติศาสตร์เป็นผู้ขบคิดหาคำตอบกันต่อไปครับ.


โดย : สืบ สิบสาม
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

11 มี.ค. 2560 11:55