วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ตัดพ้อสื่อ น่ารังเกียจ หาว่าจะขึ้นแวต แจงแค่อธิบายระบบภาษี

นายกฯแจงแค่อธิบายระบบภาษี เปล่าขอขึ้นแวตอีก 1% สับสื่อตีความไปไกล จ้องเขียนแต่สิ่งที่เป็นปัญหา สร้างความขัดแย้ง มุ่งพาดหัวหวือหวาขายข่าว ยันเจตนายังคงเดิมทำให้ชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง แต่ทุกคนต้องแอ็กทีฟปรับตัว อย่าถ่วงรั้งกันเอง “บิ๊กป้อม” สำทับนายกฯไม่มีแนวคิดขึ้นแวต ย้ำรัฐถังไม่แตก ตูดไม่ขาด “สมคิด” ฟันธงไม่เหมาะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนี้ แต่ยอมรับเป็นห่วงเรื่องรายได้ ฝ่ายการเมืองได้ทีขี่แพะไล่ พท.ชี้ขึ้นแวตซ้ำเติมประชาชน สินค้าขึ้นกระฉูดแน่ เสี้ยมให้ลองใช้ “ดร.ซุป” มาบริหารทีม ศก.แทน ปชป.เย้ยไปตัดงบซื้อเรือดำน้ำ-ดูงานต่างประเทศดีกว่า จี้สำนึก สนช.-สปท.ให้รับเงินเดือนทางเดียว จะประหยัดได้บานเบอะ เวทีปรองดองรัฐบาลพรรคเล็ก สะท้อนต้นตอปัญหา กลุ่มคนเล็กๆห้ำหั่นกระสันอำนาจ ลากประชาชนละเลงขัดแย้ง

เป็นประเด็นฮือฮาระคนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาทันทีเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาพูดถึงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต)อีก 1% จากเดิมที่จัดเก็บอยู่ 7% ในทำนองโยนหินถามทาง

นายกฯ แจงแค่อธิบายระบบภาษี

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงาน SMEs Revolution : เส้นทางสายโอกาสเอสเอ็มอี 4.0 ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับกรณีที่ระบุถึงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อีก 1% ว่า “เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ผมพูดอธิบายเกี่ยวกับระบบภาษี และเรื่องต่างๆ เพราะมีประชาชนเรียกร้อง ขอโน่นขอนี่ ผมเองอยากจะให้ ก็อธิบายไปแต่กลับกลายเป็นว่าผมต้องการจะขึ้นภาษี ไม่เข้าใจหรืออย่างไร สื่อวันนี้เสนออะไรก็ได้ที่เป็นความขัดแย้ง ที่จะเป็นปัญหา พูดและเขียนกันเข้าไป เขียนพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งกันเข้าไป ข้างในเนื้อข่าวไม่มีอะไร เขียนเหมือนที่ผมพูด แต่ข้างหน้าขอให้ได้เขียน เพื่อให้คนซื้อหนังสือพิมพ์ น่ารังเกียจนะผมจะบอกให้ แต่ก็คงไม่ใช่ทุกคน พวกที่ดีๆกับผมก็มีทุกคนก็พูดว่ารักผม อยากช่วยผม แต่ที่เขียนมาแบบนี้อยากถามว่าช่วยอะไร อย่างนี้เรียกว่าช่วยหรือ”

ฉะสื่อเขียนเลยเถิดทำเข้าใจผิด

“แล้วคำพูดที่ว่าไปเอื้อประโยชน์ให้นายทุน พูดกันอยู่แค่นี้แทนที่จะพูดให้คนเหล่านี้พัฒนาตัวเองภายใต้กรอบที่รัฐบาลกำหนด ว่าจะต้องอะไรกันบ้างไม่ใช่สอนเพียงว่าให้ขอทุนอย่างเดียว แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาให้ ขอบคุณสื่อมวลชนเพราะท่านสำคัญที่สุด เป็นพวกผมทั้งนั้นช่วยผม แต่บางทีก็ช่วยให้หนักกว่าเดิม บางทีก็เหมือนจะดีเพราะเริ่ม 5 วันแรกก็ดี เริ่มมีความเข้าใจ ผมก็ปลื้มใจว่า เอ้อ... น้องๆเราน่ารัก แต่พออีก 2 วันเอาอีกแล้ว เท่ากับ 2 วันลบ 5 วันที่ดีหมดเลย ผมก็กลัวเหมือนกัน คิดกันสิ วันนี้ช่อง 11 ปรับปรุงขึ้นมากแล้ว ก็ขอให้เข้าไปดูกันบ้าง ช่องนี้มีทุกอย่างทั้งวิธีการ การประกอบการ ข้าราชการเป็นอย่างไร อยู่ในช่อง 11 ช่องปฏิรูปไปดูช่องละครอะไรเสียเยอะ แล้วจะรู้เรื่องการปฏิรูปกันไหม เปิดดูกันหน่อยนะครับ” นายกฯกล่าว

ย้ำทำให้ชาติมั่นคงประชาชนมั่งคั่ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วยว่า สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนคือเราต้องเติบโตไปพร้อมกันและนำประเทศชาติไปสู่ความเข้มแข็ง เศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ใน 20 ปีข้างหน้าหลายคนอาจตายไปเยอะ แต่เราก็ต้องเดินหน้าไป เคยมีใครหรือไม่ที่เขียนแบบนี้ ตีกรอบขึ้นมาว่าจะเดินไปอย่างไร มีกิจกรรมหลักกิจกรรมรองแล้วเราก็เดินตามกรอบ ผลสัมฤทธิ์คือประชาชนต้องมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่าเอาอะไรมาพันกันไปหมดเดี๋ยวก็ทุจริต คิดแต่จะทุจริต รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ทุจริตก็ขอให้ไปฟ้องและดำเนินการกันมา รัฐบาลคิดไปข้างหน้า ข้างหลังมีหน่วยงานอื่นดูอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะตั้งหน่วยงานกันมาทำไม แล้วจะให้นายกฯสั่งคนเดียวทุกเรื่อง นายกฯก็ตายพอดี

เตือนต้องปรับตัวห้ามหยุดนิ่ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราต้องพัฒนาการเรียนรู้ หยุดนิ่งไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันคิดว่าจะเดินหน้าประเทศอย่างไร เราทำมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 ต้องเดินหน้าประเทศด้วยยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน คือ ความมั่นคงทางด้านทหาร เศรษฐกิจ สังคมประชาชนต้องมีส่วนร่วม เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาภายในความสมดุลและสิ่งแวดล้อม ทุกคนต้องคำนึงส่วนรวม ไม่ใช่คิดแต่เรื่องส่วนตัว เลือกเอาว่าจะเป็นเหมือนเต่าที่เดินไปข้างหน้าแล้วงับหางตัวเองตลอดทาง หรือเป็นกระต่ายที่นอนหลับตลอดทาง สิ่งที่จะทำให้เราทันกับสถานการณ์โลกคือต้องปรับตัวเอง

โวยมีพวกเตะตัดขาถ่วงรั้งกันเอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “การเดินไปข้างหน้าจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการทำความเข้าใจ อย่าบิดเบือน ผมเห็นในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง บอกว่ารัฐบาลไม่ดูแลเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง เขียนว่ารัฐบาลมีกองทุนเพียง 2 หมื่นล้านบาทจะพออะไร ผมถามว่าเขียนอย่างนี้เขียนไปทำอะไร ผมพูดแล้วก็มีอารมณ์ เบรกไม่อยู่ อาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ก็เตือนให้ผมใจเย็น วันนี้เรา ต้องการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ถ้ายังยืนอยู่ที่เดิมไม่มีการพัฒนา ทุกอย่างก็ไปไม่ได้ เป้าหมายคือเราต้องเพิ่มขีดความสามารถของประเทศทุกด้านให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้เกิดรายได้ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ลดกับดักรายได้ปานกลาง วันนี้รัฐบาลทำทุกอย่างแต่ความร่วมมือ ความเข้าใจ คือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ก็มีหลายคนที่ยังดูถูกประเทศในการจะเป็นศูนย์กลาง และพัฒนาในด้านต่างๆได้อย่างไร ทั้งที่ชาวนา ชาวไร่ ยังมีรายได้น้อยอยู่ ก็ไม่ทราบว่าจะพูดกันไปทำไม ทำลายศักยภาพของตัวเอง ขอร้องว่าอย่าเอาโอกาสเป็นวิกฤติและทำวิกฤติให้เป็นวิกฤติมากกว่าเดิม วันนี้ผมจำเป็นต้องดุเดือด เพราะทุกอย่างต้องขับเคลื่อน ทั้งที่ผมเองเป็นคนเรียบร้อย นุ่มนวล ไม่มีใครชมก็ต้องชมตัวเอง”

ติงเอสเอ็มอีขาดจิตวิญญาณต่อยอด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการจำนวนมาก เพื่อพัฒนาเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งเงินสนับสนุน 2 หมื่นล้านและเงินกองทุนฟื้นฟูอีก 2 พันล้านบาท ผู้ประกอบการของไทยจะต้องพัฒนาตัวเอง จะได้ไม่ต้องเอาเอสเอ็มอีของต่างประเทศเข้ามา และไม่จำเป็นเปิดเอสเอ็มอีรายใหม่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยยังขาดจิตวิญญาณในการประกอบธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีด้านเกษตร เพราะทุกคนติดกับดัก การรับจ้าง คิดแต่การขายไม่คิดต่อว่าสามารถนำวัตถุดิบไปใช้ประโยชน์แปรรูปอะไรได้อีก เราต้องใช้ศิลปะ วัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศให้ได้ ส่วนปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลพยายามเร่งผลิตคนให้ตรงกับความ ต้องการ โดยแรงงานส่วนใหญ่จบปริญญาตรี แต่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด รัฐบาลจึงสนับสนุนให้เรียนอาชีวะให้มากขึ้น เรียนจบมีงานทำแน่นอน เรื่องการกระตุ้นสถาบันการเงินให้กลับมาช่วยเรา เดิมเรากู้จากธนาคารพาณิชย์แล้วกลายเป็นหนี้เสีย ดังนั้นต้องทำงบฯ 2 หมื่นล้านให้ดี เพื่อจะทำให้ธนาคารพาณิชย์กล้ากลับมา เท่าที่พูดคุยกันเขาก็อยากกลับมาช่วยเรา แต่ขอดูตรงนี้ก่อนว่าสอบผ่านไหม ต้องฝากกระทรวงมหาดไทยฝากดูในส่วนนี้ การผลักดันเอสเอ็มอีก็เหมือนเติมน้ำเกลือแร่ให้นักเตะฟุตบอล ต้องพัฒนาความรู้ไม่ใช่เอาเงินไปใช้จนหมดแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย

ห่วงสังคมก้มหน้านักเรียนไม่สนครู

“วันนี้ผมก็ไม่สบายใจที่นักเรียน นักศึกษา ไม่ค่อยสนใจฟังครูสอน มัวแต่สนใจโทรศัพท์ ก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์ ไม่ถามอะไร ผลสอบออกมาคะแนนต่ำ ก็ต้องช่วยกันพัฒนาตัวเอง วันนี้เอสเอ็มอี 1.0-4.0 หลายคนสงสัยว่าจะไปได้ไหม สื่อบางสื่อไม่เข้าใจก็ดูถูกประเทศไทยว่าจะเป็น 4.0 ได้อย่างไร ยังมีเรื่องพระ ซึ่งมันคนละเรื่องกันหมด มันเขียนเก่งจริงๆ เอาเรื่องที่มีปัญหากับเรื่องดีๆที่จะเดินไปข้างหน้ามาตีกัน แล้วประชาชนทั้งประเทศจะเข้าใจอะไรพูดทุกวันๆ มา 3 ปีเต็มๆ ปีละ 52 ครั้งทุกวันศุกร์ 150 กว่าครั้งแล้ว แต่ท่านเขียนคำเดียวเขียนหน้ากระดาษเดียว ที่คิดแทบตายทำกันคนละเท่าไหร่ ท่านเขียนจั่วหน้าอันเดียวไปหมด ขอร้องเถอะ” นายกฯ กล่าว

ปลื้มบลูมเบิร์กตีข่าวไทยสุขสุด

จากนั้นช่วงค่ำ เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า คงได้รับทราบข่าวดีของประเทศ ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยแพร่ผลการจัดอันดับ ตามดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปี 2560 ว่าประเทศไทยมีระดับความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลกหรือมีความสุขที่สุดในโลก ขอชื่นชมหน่วยงานทุกฝ่ายของรัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งเครือข่ายประชารัฐร่วมกันสร้างความสุข รวมถึงรักษาอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำมาเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องกัน ทุกๆ มาตรการของรัฐบาลและ คสช. ทำอยู่ในช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้เห็นผ่านตัวชี้วัดต่างๆ

ย้ำหลัก ศก.พอเพียงล้ำค่าดีต่อใจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นความสุขที่ยั่งยืนคือ ความพออยู่ พอกิน และมีชีวิตที่สงบสันติ การไม่รู้จักพอย่อมนำไปสู่การแสวงหาที่ไม่มีวันสิ้นสุด แม้จะมั่งมีศรีสุข ร่ำรวยทรัพย์สินกว่าคนอื่นๆ แต่ก็ยังไม่หยุดทุจริต ไม่หยุดเอารัด เอาเปรียบ จะไม่รู้จักความสุขถาวร ตรงข้ามกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงสอนคนไทย รู้จักความพอประมาณ เดินบนทางสายกลาง มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ไม่ยอมแพ้ต่อกระแส ทุนนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม จนหาความสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้ แม้แต่การขายสิทธิ ขายเสียง มุ่งหวังเงินทองเล็กน้อย แต่ไม่มองอนาคตของตนเอง ของลูกหลาน และผลได้ผลเสียของประเทศในระยะยาว เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการใช้ความรู้คู่คุณธรรม เป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ถือว่าเป็นนโยบายหลัก และรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ สำหรับผู้ที่อยากเข้าสู่การเป็นรัฐบาล จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองบ้าง ลองคิดใหม่ๆ ดูบ้าง อย่าคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ประชาชนเป็นผู้พิจารณา

39 อรหันต์–ป.ย.ป.วางยุทธศาสตร์ชาติ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ทั้ง 39 ท่าน ที่เสียสละ และเห็นแก่อนาคตของประเทศชาติร่วมกัน ทำในสิ่งที่ยาก เริ่มจากการหารือสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และสำรวจประเทศของเราว่าควรจะเดินหน้าไปอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อจัดทำความเห็นและข้อเสนอในลำดับต่อๆ ไปตามนโยบายที่เรามีอยู่ นอกจากการปฏิรูปประเทศแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการ ป.ย.ป. มีความเห็นที่ตรงกัน ถึงความสำคัญและจำเป็น ที่ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ชาติให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นของยุทธศาสตร์ชาติ ระยะยาว 20 ปี หากประเทศไทยไม่มียุทธศาสตร์ชาติให้เป็นเครื่องประกันความไว้เนื้อเชื่อใจแก่นักลงทุนแล้ว ประเทศก็อาจจะสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

ร.10 รับสั่งให้ช่วยประชาชนสู้ภัยแล้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน หลายพื้นที่ยังมีความเสี่ยงต่อการประสบปัญหาภัยแล้ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ ที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเป็นอย่างมาก ได้มีรับสั่งให้รัฐบาลช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลได้น้อมนำพระกระแสรับสั่งใส่เกล้าใส่กระหม่อม และได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้เตรียมการในหลายๆ ด้าน โดยหนึ่งในสิ่งที่รัฐเร่งดำเนินการคือเรื่องฝนหลวง เพื่อชดเชยปริมาณน้ำในพื้นที่ต่างๆ ให้เพียงพอ ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะนอกเขตชลประทานควรจัดหาและเตรียมพร้อมภาชนะกักเก็บน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้อุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า ส่วนภาคเกษตรขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำ วางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ งดทำนาปรังในช่วงฤดูแล้ง ขอให้ลองเพาะปลูกพืชอายุสั้น หรือทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย ส่วนภาคอุตสาหกรรมควรจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เรามีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดปีอย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้งนี้

“บิ๊กป้อม” ป้องนายกฯไม่คิดขึ้นแวต

ที่ลานอเนกประสงค์ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุว่าจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% ว่า เข้าใจกันผิดแล้วท่านนายกฯเพียงเปรียบเทียบว่าถ้าขึ้นภาษีอีก 1% รายได้ประเทศชาติจะเข้ามาประมาณแสนกว่าล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวจะสามารถดำเนินการตามที่ประชาชนเรียกร้องเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ ขอย้ำว่าท่านนายกฯไม่ได้คิดจะขึ้นภาษี เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า คุณก็โยนกันเองต่างหาก อย่าไปตื่นเต้น เห็นเฟซบุ๊กออกทุกๆ 10 นาทีโจมตีท่าน ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรเลย ท่านยกตัวอย่างว่าหากขึ้นภาษีได้ 1% จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เพื่อนำกลับมาสู่ประชาชน ไม่ได้เอามาไว้ให่้รัฐบาล ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ถังแตก ตูดขาดอะไรทั้งสิ้น ขอให้ไปถามกระทรวงพาณิชย์ มีการส่งออกนำมากมาย

“สมคิด” ชี้ไม่เหมาะขึ้นแวตตอนนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากอัตรา 7% ขึ้นไปอีก 1% เป็น 8% อย่างแน่นอน เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเริ่มฟื้นตัว ที่ผ่านมารัฐบาลได้เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจกำลังไปได้ดีแล้ว แต่พอมีข่าวว่ารัฐบาลจะขึ้นแวตก็เลยทำให้สะดุดแย่ไปกันหมด สำหรับการจัดเก็บภาษีแวตเป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากคนจนและคนรวยอย่างเท่าเทียมกัน หากรัฐบาลจะขึ้นภาษีแวตก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้วย แต่ยังไม่ใช่ในจังหวะเวลานี้เพราะเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัว การขึ้นภาษีจะกระชากให้เศรษฐกิจชะลอไปอีก เหมือนกรณีนโยบายธนู 3 ดอก ของนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 8% ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหัวทิ่มมา 3 ปีแล้ว

แอ่นอกยอมรับกังวลเรื่องรายได้

“ข่าวเรื่องขึ้นภาษีแวตไม่ได้ส่งผลดี สถานการณ์กำลังดีๆ อยู่ๆก็มีข่าวนี้โผล่มา ผมว่าเราต้องเป็นคนหูหนัก อย่าไปเชื่อข่าว โดยเฉพาะที่บอกต่อๆกันในโซเชียลมีเดีย อย่าไปฟังเสียงคนอื่น คอยดูปาก รมว.คลังคนเดียว ตอนนี้เรากำลังช่วยกันทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า จึงขอความร่วมมืออย่าเล่นแต่ข่าวร้ายๆ โดยยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งให้ขึ้นภาษีแวต แต่หากถามว่ารัฐบาลมีความกังวลเรื่องรายได้หรือไม่ ตอบได้ว่ามี เพราะในสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนชรา จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า รัฐบาลไม่ได้ถังแตก เพราะหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ยังอยู่ที่ 44% ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐฯ ที่มีระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 100%” นายสมคิดกล่าว

โฆษก คสช.ซัดจ้องถล่มรัฐถังแตก

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด เป็นเพียงการยกตัวอย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่ารายได้หลักของรัฐมาจากการจัดเก็บภาษี ที่มีทั้งภาษีบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีอื่นๆ ตัวเลขรายได้ 100,000 ล้านบาท ถ้าจะให้เพิ่มมาได้เทียบดูแล้วอาจมีมูลค่าถึง 1% ของรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ซึ่งเดิมรัฐจัดเก็บไว้ที่ 7% สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันอยู่แล้ว ความจริงตั้งแต่ต้นปี 57 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีปัญหาทุกประเทศได้รับผลกระทบ แต่จากตัวเลขทางสถิติประเทศเรากระทบในภาพรวมน้อยกว่าประเทศอื่นๆ และล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มบุคคลพยายามทำลายความน่าเชื่อถือ โดยบิดเบือนว่ารัฐบาลถังแตก ดังนั้นอยากขอให้สังคมใช้วิจารณญาณ บริโภคข่าวสารด้วยความรู้เท่าทันกลุ่มบุคคลที่ต้องการทำให้สังคมเกิดความสับสน

พท.โซ้ยซ้ำเติม ปชช.เดือดร้อนหนัก

น.ส.วิสารดี เตชะธีระวัฒน์ อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ระบุถึงการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1 เปอร์เซ็นต์นั้น อยากให้รัฐบาลพิจารณาให้ดีเพราะสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก การเพิ่มภาษีจะเป็นการเพิ่มภาระมากขึ้น สินค้าจะมีราคาสูงขึ้น และอาจทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในตอนนี้ ทั้งนี้ ควรคำนึงว่าที่ผ่านมาการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐมีประสิทธิภาพเพียงใด รัฐบาลใช้เงินอย่างมากแต่เศรษฐกิจกลับขยายตัวน้อยมาก อีกทั้งมีข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตจำนวนมาก รวมถึงการใช้จ่ายในการซื้อ อาวุธยุโธปกรณ์ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชน หากรัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ก็ควรจะเชิญนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป.เข้ามาบริหารเศรษฐกิจแทนทีมเศรษฐกิจปัจจุบัน เพราะนายศุภชัยตั้งใจเชียร์รัฐบาล เชียร์กระทั่งยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงอยากเห็นว่านายศุภชัยจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หรือไม่ในภาวะการเมืองปัจจุบัน

ปชป.ให้ไปตัดงบเรือดำน้ำ-ดูงาน

ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไม่ได้ตูดขาดแล้วจะขึ้นภาษีแวตอีก 1% ทำไม ขอคัดค้านเรื่องนี้เพราะผู้ประกอบการจะขึ้นราคาสินค้าทันที พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนทั้งประเทศ แต่ควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ตัดงบซื้อเรือดำน้ำ จะประหยัดได้ 13,500 ล้านบาท ตัดงบศึกษาดูงานท่องเที่ยวของทุกกระทรวงรวมกันคาดว่าประหยัดได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท หรืองบกระทรวงกลาโหมที่พุ่งพรวดขึ้น 100,000 ล้านบาท เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็มีงบประมาณเพิ่มให้รัฐบาล 133,500 ล้านบาทแล้ว แทนที่ท่านจะเรียกร้องให้ประชาชนเสียสละ ควรไปเรียกร้องให้แม่น้ำ 5 สายเสียสละเป็นตัวอย่างก่อน เช่น สนช. สปท. ที่กินเงินเดือนซ้ำซ้อนกัน 2-3 ทาง ให้รับเงินเดือนเพียงที่เดียว

จี้ปรับทีม ศก.เก่งแต่นั่งคิดเลข

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลคิดทบทวนให้รอบคอบว่าคุ้มกันหรือไม่ หากรัฐบาลปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจริง ชาวบ้านคนหาเช้ากินค่ำจะเดือดร้อนมาก ผู้ประกอบการร้านค้าจะผลักภาระให้ชาวบ้านเต็มๆ หากจะปรับแก้ก็ควรหาทีมเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพและของจริงมากกว่าทีมสร้างภาพที่ดูแต่ตัวเลขในตลาดหลักทรัพย์กับจีดีพี แต่ไม่ลงมาดูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านว่าทุกข์ยากอย่างไร อย่าเพิ่มทุกข์ให้ชาวบ้านอีกเลย

พรรคเล็กสะท้อนปฐมเหตุขัดแย้ง

ส่วนความคืบหน้ากระบวนการแสวงหาความปรองดองของรัฐบาล วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงว่า ระหว่างวันที่ 9-10 มี.ค. พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคถิ่นกาขาว พรรคเพื่ออนาคต และพรรคร่วมพัฒนาชาติไทย เข้าร่วมเสนอแนวทางปรองดอง ทุกพรรคมองการปรองดองต้องใช้เวลา จำเป็นที่ทุกฝ่ายไม่ใช่แค่พรรคการเมืองต้องเปิดใจกว้าง ไม่มีอคติ ทำใจเป็นธรรม สำหรับความขัดแย้งนั้นทุกพรรคมองว่ามีมานานทุกสมัย มาจากการแย่งชิงผลประโยชน์อำนาจคนกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้กลไกอำนาจตามรัฐธรรมนูญอย่างไม่ซื่อตรง แสวงหาประโยชน์จากภาษีของประชาชนจนทำให้เกิดการทุจริต ดึงประชาชนให้มาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม ต้องสร้างความเสมอภาคและทำกฎหมายให้มีอำนาจเหนือการเมือง

นปช.-กปปส.ให้ความเห็นกลาง มี.ค.

ด้าน พล.อ.ต.รังสรรค์ เยาวรัตน์ ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สัปดาห์หน้า วันที่ 13 มี.ค. เชิญพรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรครักษ์ธรรม พรรคเสรีนิยม วันที่ 14 มี.ค. พรรคคนไทย พรรคเพื่อสหกรณ์ไทย พรรคเมืองไทยของเรา พรรคอนาคตไทย และกลุ่มการเมือง วันที่ 15 มี.ค. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วันที่ 17 มี.ค. กลุ่มคณะ กรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เข้าร่วมเสนอแนวทางปรองดอง รวม 46 พรรค 2 กลุ่มการเมือง หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น จะเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นภาคประชาสังคมต่อไป ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือ ถ้าต้องการแสดงความเห็นอื่น อนุกรรมการเปิดกว้างให้ถึงเดือน เม.ย. ตามกรอบเวลา 3 เดือน

“เทือก” เรียกแขกไลฟ์สดโชว์กึ๋น

เมื่อเวลา 15.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.)ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กระบุตอนหนึ่งว่า กปปส. ได้ตอบรับที่จะไปแสดงความเห็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ ที่กระทรวงกลาโหมในวันที่ 17 มี.ค. โดยจะนำเสนอประเด็นต่างๆที่จะไปพูดว่าจะพูดอะไร แสดงความคิดเห็นแทนพี่น้องประชาชนอย่างไร เพื่อให้พี่น้องได้รับรู้และรับทราบว่าเราจะไปให้ความเห็นเรื่องอะไรบ้าง ติดตามได้ในเฟซบุ๊กของตน เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.เวลา 15.00 น. และรีรันอีกครั้งในเวลา 19.00 น.

“อุดม-วีรวิทย์” นั่งตุลาการศาล ปค.

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุมพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ โดยก่อนการลงมติ พล.อ.อู้ด เบื้องบน ประธานคณะ กมธ.เพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อฯ ได้รายงานผลการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งเเบบเปิดเผยและประชุมลับ ผู้ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วย นายอุดม รัฐอมฤต กรธ. นายวีรวิทย์ วีวัฒนวานิช ผอ.หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต พล.ท.ดิเรกพล วัฒนะโชติ อดีตกรรมการตุลาการศาลปกครอง และนายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อดีตนักวิชาการ สุดท้ายที่ประชุมมีมติเลือกนายอุดม ด้วยคะแนน 195 คะแนน นายวีรวิทย์ 159 คะแนน เป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ

เห็นชอบสัญญาคุ้มครองคนถูกอุ้มหาย

ต่อมาที่ประชุม สนช.ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมพิจารณาอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยสาระสำคัญของอนุสัญญาดังกล่าว คือ การกำหนดการบังคับให้หายสาบสูญ หมายถึง การจับกุม คุมขัง ลักพาตัว หรือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในรูปแบบอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคล หรือกลุ่มบุคคลซึ่งกระทำโดยได้รับการอนุญาต การสนับสนุนหรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพ หรือการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวตกอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย โดยที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ 205 คะแนนเห็นชอบกับอนุสัญญาดังกล่าว และส่งให้ ครม.ดำเนินการต่อไป

ผู้ปกครองร้อง สนช.ชะลอเกมสู่กีฬา

นางศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเตอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย พร้อมด้วยกลุ่มนักศึกษาจากเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย เครือข่ายผู้ปกครอง และเครือข่ายครอบครัวกว่า 20 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สนช.เพื่อขอให้ชะลอการผลักดันเกมอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของการ กีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ขอให้เตรียมการให้รอบด้านก่อน เนื่องจากปัจจุบันพบไทยยังมีปัญหาการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างมาก ทั้งการเสพติดเกม เสพติดอินเตอร์เน็ต การล่อลวง การเข้าถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมายที่เป็นอันตราย หากผลักดันเป็นกีฬากลายเป็นการซ้ำเติมได้

เค้นเส้นทางการเงินหาคนรับสินบน

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนผู้เกี่ยวข้อง 26 ราย กรณีสินบนโรลส์รอยซ์ว่า จากการตรวจสอบขั้นตอนการจัดซื้อเครื่องบินและเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ช่วงปี 2547-2548 พบว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้บริษัท โรลส์รอยซ์เข้าทำสัญญากับทางการบินไทย ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องการทราบว่า ผู้จ่ายสินบนและผู้รับสินบนคือใคร จึงต้องตรวจสอบขั้นตอนการจัดซื้อตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนจัดซื้อว่า ใช้อำนาจหน้าที่ในการทุจริต และมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ช่วยบริษัทโรลส์-รอยซ์ได้เป็นคู่สัญญากับทางการบินไทย และหากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบความชัดเจนเรื่องเส้นทางการเงินว่ามีการจ่ายเงินให้ใคร ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเรื่องการรับสินบนอีกข้อหา หลังจากนี้จะรอให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาชี้แจงว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการจัดซื้ออย่างไร ป.ป.ช.จะพิจารณาว่าใครบ้างต้องรับผิดหรือไม่รับผิด ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่แต่ละคนจะชี้แจง ส่วนระยะเวลาการไต่สวนคงระบุ ชัดเจนไม่ได้ แต่เป็นนโยบาย ป.ป.ช.อยู่แล้วว่าต้องเร็วที่สุด ถ้ามีปัญหาอุปสรรคให้รีบนำเสนอที่ประชุม ป.ป.ช.ทันที ยืนยันว่าข้อมูลที่ได้จากการบินไทยครบถ้วน ถูกต้อง

นายกฯแจงแค่อธิบายระบบภาษี เปล่าขอขึ้นแวตอีก 1% สับสื่อตีความไปไกล จ้องเขียนแต่สิ่งที่เป็นปัญหา สร้างความขัดแย้ง มุ่งพาดหัวหวือหวาขายข่าว ยันเจตนายังคงเดิมทำให้ชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง... 11 มี.ค. 2560 05:30 ไทยรัฐ