วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่มีผู้ร้าย (สักคน) ในเรือนจำ

เทศนาของพระอาจารย์พรหม พระฝรั่งสมภารวัดพุทธ ในเมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย ปริญญาตรีจากเคมบริดจ์ ศิษย์หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง ทุกเรื่องให้แง่คิดแหลมคม สะดุดใจ

เรื่องที่ 13 ในหนังสือชวนม่วนชื่น 2 “ไม่มีใครเป็นอาชญากร”

พระอาจารย์เล่าว่า รับโทรศัพท์จากผู้คุมนักโทษเรือนจำท้องถิ่น...ขอนิมนต์ให้ไปเทศน์ในเรือนจำอีกสักครั้ง

เรือนจำนั้น ในสมัยที่พระอาจารย์ไม่มีงานมาก เคยไปเทศน์หลายครั้ง แต่เวลานี้พระอาจารย์มีงานยุ่งมากๆจึงรับปากไปว่าจะส่งพระรูปอื่นไปแทน

“ไม่ได้ครับ” ผู้คุมว่า “พวกเราอยากให้หลวงพ่อมาเทศน์”

เรา...ของผู้คุม มีความหมายครอบคลุมไปถึงบรรดานักโทษที่เคยฟังพระอาจารย์เทศน์แล้ว และผู้คุมก็หวังว่านักโทษรุ่นใหม่เมื่อได้ฟังแล้ว ก็จะชอบด้วย

“ทำไมต้องเป็นอาตมา” พระอาจารย์ถาม

“ผมทำงานในเรือนจำมาเกือบทั้งชีวิต” ผู้คุมตอบ “ผมสังเกตเห็นบางอย่าง นักโทษทุกคนที่เข้าฟังเทศน์ของหลวงพ่อ พ้นคุกไปแล้ว ไม่เคยกลับมาเข้าคุกอีก”

คำกล่าวนี้ เป็นคำชื่นชมที่มีค่ามากที่สุดครั้งหนึ่งที่พระอาจารย์เคยได้รับ ทำให้ย้อนมาคิดตอนไปเทศน์ในเรือนจำต่างๆนั้น ได้ทำอะไรแตกต่างไปจากผู้อื่น

ได้ข้อสรุป เหตุที่ท่านแตกต่าง เพราะทุกเรือนจำที่ท่านเข้าไป ท่านไม่เคยเห็นผู้ร้าย หรืออาชญากรเลยสักคนเดียว

“อาตมาเห็นคนมากมาย ที่เคยฆ่าคน แต่ไม่เคยเห็นอาชญากร เคยเห็นคนมากมายที่เป็นขโมย แต่ไม่เคยเห็นโจร เคยเห็นคนที่เคยล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่เคยเห็นผู้ร้ายจิตวิตถาร”

การให้คำนิยามคนบางคนจากการกระทำเลวร้ายแค่เพียงครั้งหรือสองครั้ง หรือแม้แต่หลายครั้ง พระอาจารย์บอกว่า เป็นเรื่องไร้เหตุผล เพราะนั่นเป็นการปฏิเสธความดีอื่นๆอีกมากมายที่คนเหล่านั้นเคยทำ

“อาตมารับรู้ถึงการกระทำ (ความดี) เหล่านั้น” พระอาจารย์ว่า

เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้ยังมีคุณค่ามากกว่าการกระทำผิดกฎหมาย นี่เองเป็นเหตุผลให้พระอาจารย์พรหมเข้าไปเทศน์ในคุกทุกครั้ง ท่านไม่เคยเห็นผู้ร้าย

การที่มีผู้มองเห็นความดีด้านอื่นๆของพวกเขา ยอมรับพวกเขา แม้พวกเขาจะยอมรับอาชญากรรมที่เคยทำ เขาก็เริ่มให้ความเคารพตัวเอง

เมื่อออกจากคุกไป ความเคารพตัวเองทำให้เขาไม่หวนกลับมาเข้าคุกอีก

ใครเคยอ่านเทศนาเรื่องก้อนอิฐสองก้อน (ชวนม่วนชื่น เล่ม 1) ก้อนอิฐที่เรียงไว้บิดเบนสองก้อน ในกำแพงอิฐที่เรียงอิฐไว้ถึงพันก้อน...แล้วก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

ผมตั้งใจเอาเรื่องนี้มาเล่า เพราะนึกถึงคดีวัดพระธรรมกาย...พระห่มผ้าเหลืองถือศีล สอนคนให้ภาวนาทำสมาธิ...ในวัดใหญ่...อำนาจรัฐ ยังเห็นท่านเป็นผู้ร้าย

ออกหมายเรียก ออกหมายจับ การเอาพระเข้าคุกโดยมูลฐานความผิดทางกฎหมายทางโลก...ญาติโยมที่ไม่ศรัทธาธรรมกายอย่างผม เห็นเป็นเรื่อง “เกินเลย”

รัฐบาลจัดคุกไว้ขังผู้ร้าย อบรมออกไปเป็นพลเมืองดี แต่ส่วนใหญ่ออกจากคุก เพิ่มดีกรีความเป็นผู้ร้าย ก่อเรื่องร้ายๆมากกว่าตอนเข้าคุก ความล้มเหลวนี้มาจากการมองคนในคุกเป็นคนร้าย

และความล้มเหลวเดียวนี้คงจะยิ่งทวีคูณ เมื่อรัฐมองเห็นพระในวัดที่มีญาติโยมนับถือเป็นล้านๆ...เป็นผู้ร้าย...น่าเสียดาย น่าใจหายเสียจริงๆ.

กิเลน ประลองเชิง

10 มี.ค. 2560 14:43 ไทยรัฐ