วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รับรองมาตรฐานโลก คณะพาณิชย์ฯ มธ.

รับรองมาตรฐานโลก คณะพาณิชย์ฯ มธ.

  • Share:

รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีได้รับการรับรองจาก Association to Advance Collegiate Schools of Business หรือ (AACSB)

องค์กรนี้เป็นค่ายใหญ่ของฝั่งอเมริกา ทำหน้าที่ในการรับรองมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจทั่วโลก

และยังได้การรับรองมาตรฐานจากยุโรปอีกรางวัลหนึ่ง คือ EQUIS (European Quality Improvement System) ซึ่งมีมหาวิทยาลัยระดับแถวหน้าของโลกเป็นสมาชิกไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจึงเป็นคณะเดียว มหาวิทยาลัยเดียวที่สอนตรี โท เอก ในประเทศไทย

มาตรฐานเดียวกันนี้ ในอาเซียนมี 4 มหาวิทยาลัย 3 แห่ง อยู่ในสิงคโปร์

รศ.ดร.พิภพบอกว่า การได้รับรองมาตรฐานจาก AACSB เป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ ที่ก้าวทันสู่มาตรฐานระดับสากล และจะพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คณะของเราแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

ความสำเร็จครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการสนับสนุนจาก ศ.ดร.ศิริลักษณ์ โรจนกิจอำนวย อดีตคณบดีและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงบุคลากรของคณะพาณิชย์ฯทั้งหมด ตั้งแต่คณะทำงาน กรรมการบริหาร ผู้บริหารโครงการที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ รวมถึงศิษย์เก่า และนักศึกษาทุกคน

การให้ความสำคัญในเรื่องนี้ สอดรับกับทิศทางที่จะมุ่งไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World Class University)

รศ.ดร.พิภพบอกว่า ตั้งเป้าบัณฑิตที่จบ เทรนเขาออกไปเป็นประชาคมโลก หรือผู้ประกอบการระดับโลก ทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก ประกอบธุรกิจที่ไหนก็ได้ในโลกเท่าที่เด็กจะไปถึงได้

หลักการคือ หนึ่งสอนทักษะมากกว่าความรู้, สองเน้นให้มีภาษาที่สาม การมีภาษาที่สามเป็นหัวใจสำคัญ

และอีกเรื่องคือต้องการให้มหาวิทยาลัยหรือคณะเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตคุณภาพ เด็กจบแล้วต้องทำงานได้เร็ว การทำงานได้เร็วไม่ได้แปลว่า ต้องไปสอนระบบในที่ทำงาน แต่ทำให้เขาเข้าใจธุรกิจจริง

เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป “เด็กปีหนึ่งเข้ามา เราจะพาไปดูงาน ที่ธุรกิจจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เด็กทุกคนจะต้องผ่านการฝึกงานเต็มเวลาหนึ่งเทอม ก่อนจบออกไปทำงาน เราจะมีพันธมิตรที่เป็นบริษัทต่างๆ เข้ามาช่วยในวิชาต่างๆ ตั้งเป้าไว้ว่าไม่น้อยกว่า 25% ของทั้งหลักสูตร”

รศ.ดร.พิภพอธิบายว่า สิ่งที่ทำคือเดินหน้าเซ็นเอ็มโอยู ตอนนี้ เจรจาไปแล้วประมาณกว่า 10 บริษัท ตั้งเป้าไว้ 80 พันธมิตร เพื่อให้ทัน 80 ปีของคณะพาณิชย์ฯ

บริษัทเหล่านี้เข้ามา หนึ่งจัดทีมช่วยสอน เด็กก็จะรู้ของจริงตลอดเวลา สองไปฝึกงานเต็มเวลา เราทำมาเกือบ 10 ปีแล้ว

แต่ปีนี้จะเป็นปีแรกที่ส่งนักศึกษาไปฝึกงานต่างประเทศ มีที่ฝึกงานต่างประเทศขั้นต่ำ 50 ที่ โดยเน้นในกลุ่ม CLMVT ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย เป็นตลาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

รศ.ดร.พิภพบอกว่า ที่ผ่านมาในอดีตนักศึกษาของคณะออกไปฝึกงานแล้วเด็กเก่งกว่าสตาฟฟ์เด็กเก่งกว่าที่รับเข้ามาใหม่ เพราะหนึ่งเราให้ประมาณหกหน่วยกิต สองเด็กตั้งใจเต็มที่ ทุ่มเทเต็มเวลา การเจรจากับบริษัทที่รับเด็กฝึกงานว่า เวลารับเด็กอย่ารับคนสองคน ให้รับสามคนห้าคน ให้เด็กไปทำงานเป็นทีมต่อโปรเจกต์ของบริษัท

ฉะนั้นทุกปีบริษัทแพลนได้ว่าจะมีเด็กเข้ามากี่คน มีโปรเจกต์อะไร เด็กมีเวลาสี่ห้าเดือนทำโปรเจกต์เสร็จ บริษัทจะได้เด็กคุณภาพมาใช้ทุกปี แต่ถ้าให้เด็กไปถ่ายเอกสาร ชงกาแฟ เราเอาเด็กกลับและจะไม่ส่งไปบริษัทนั้นอีก หลักการนี้เรากับบริษัทเข้าใจตรงกัน เดินสายเจรจาเซ็นเอ็มโอยูกับซีอีโอเบอร์หนึ่งของบริษัทเท่านั้น

อีกโปรเจกต์ที่กระตุ้นเด็กให้ตื่นตัวเรื่องธุรกิจ เรียกว่า Luncheon with the CEO

“เราขอให้บริษัทที่ไปเซ็นสัญญาด้วย ส่งโจทย์มาหนึ่งโจทย์ ให้เด็ก ตอบเป็นคลิปไม่เกิน 3 นาที บริษัทเลือกคลิปโดนใจ เชิญไปกินข้าวกับซีอีโอแค่ปีละครั้ง เรามี 80 บริษัท ทำทั้งปีก็ไม่หมด เรื่องใหญ่คือเด็กได้แรงบันดาลใจทานข้าวกับเบอร์หนึ่งขององค์กร ได้เรียนรู้อะไรจากเขา”

โปรเจกต์ที่เราทำทั้งหมด หนึ่งเด็กได้ไปเรียนรู้งานเต็มเวลา การเรียนรู้ที่ทำให้เด็กเน้นหลักปฏิบัติมากที่สุด หลักการคือ เด็กต้องเรียนรู้จากของจริง หนึ่งก็ออกไปทำโปรเจกต์ข้างนอก สองมีเคส หมายถึง case study กรณีศึกษาของธุรกิจ
ซึ่งเป็นเรื่องราวทางธุรกิจ เป็นตัวอย่างของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กต้องมานั่งตัดสินใจว่าถ้าเขาอยู่ในกรณีนี้ สถานการณ์นี้ เขาจะต้องทำยังไง เคสแบบนี้ต้องไปเอาเรื่องธุรกิจจริงต่างๆมาเขียน

โปรเจกต์สำคัญอีกอันคือ เราสอนเด็กทำธุรกิจ เรื่องใหญ่ที่สุด ต้องปลูกฝังว่าไม่ใช่คิดทำกำไร แต่ต้องทำให้ธุรกิจ ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น สังคมดีขึ้น หนึ่งในวิชาที่เราบังคับจึงเป็นวิชาที่เด็กต้องเอาความรู้ทางธุรกิจออกไปช่วยธุรกิจชุมชนตามต่างจังหวัด ให้เขามีการจัดการที่ดีขึ้น

ปีที่ผ่านมา รศ.ดร.พิภพไปร่วมกับสมาคมเพื่อนชุมชนที่ระยอง ยกทีมเด็กไปช่วยเขาวิเคราะห์ ยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยได้ อย. ก็ได้ อย. ของที่ขาดทุนก็เปลี่ยนเป็นกำไร

ยกตัวอย่าง ข้าวไรซ์เบอร์รี่แทนที่จะขายเป็นกิโลๆ เด็กก็เอามาแปรรูป เป็นสแน็กบาร์ (snack bar) ของว่างที่เป็นแท่ง ชื่อไรซ์มี แท่งละ 20 บาท ปรากฏว่าขายดี นายกรัฐมนตรีไปเจอที่ระยองก็เอามาออกงานที่คลองผดุงกรุงเกษม คนมารุมซื้อรับออเดอร์ไป 30,000 ชิ้น รับออเดอร์ตั้งแต่สิงหาคมจนถึงตอนนี้ยังส่งไม่หมด

“ปีนี้เราทำเสร็จ ทางระยองประเมินว่าชุมชนที่เราไปช่วยชีวิตดีขึ้นมาก ขอให้ช่วยต่ออีกปี เขาบอกว่าทำแล้วคุ้มค่า เรากำลังไปเซ็นเอ็มโอยู”

รศ.ดร.พิภพบอกว่า หลักใหญ่ที่สอนเด็กคือต้องให้เขามีเป้า มีกระบวนการทำงาน เมื่อเจอปัญหาที่ไม่เคยเจอ เขาก็ทำจนสำเร็จ เชื่อว่า เด็กทุกคนว่ามีศักยภาพ หน้าที่มหาวิทยาลัยคือผลักดันเขาให้เต็มที่ ทำให้เขาไปไกลที่สุดเท่าที่เขาไปได้ ถึงเวลาเด็กก็กลับมาบอกว่าขอบคุณ

“เราเน้นชุมชนขาหนึ่ง เน้นอินเตอร์ขาหนึ่ง อีกขาหนึ่งเน้นเรื่องนวัตกรรม เด็กต้องคิดโจทย์ที่เป็นนวัตกรรม เพื่อตอบปัญหาชีวิตและสังคมเสมอ”

ทุกๆปีเด็กจะคิดเรื่องนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สังคมต่างๆนานา เราจัดเป็นงานใหญ่ ปีที่ผ่านมาไปพรีเซนต์ที่หอศิลป์ เด็กสนุกสนานกับการทำโปรเจกต์พวกนี้มาก ทำให้เขาได้คิดอะไรที่ล้ำไปกว่าคนอื่น

แม้แต่มหาวิทยาลัยในสวิตเซอร์แลนด์ ก็ติดต่อขอให้เป็นโค้ชในการร่วมจัดกับเขา ชื่อ SwissInnovation Challenge Thailand 2017 ในอาเซียนจัดมาแล้ว 4 ประเทศ ในประเทศไทยมีที่เดียวเป็นคนจัด

เราจะคัดจาก 100 ไอเดีย ให้เหลือ 25 ในกระบวนการคัดให้ส่งเข้ามาที่เว็บไซต์ SwissInnovation Challenge Thailand ใครผ่านรอบแรก เราจะมีโค้ชไปให้คำปรึกษาในการเดินหน้า คัดเป็นรอบๆ จนเหลือรอบสุดท้ายประมาณ 3 ทีม รางวัลสูงสุด 500,000 บาท 3 ทีมจะถูกส่งไปแข่งในระดับโลกที่สวิตเซอร์แลนด์

ตอนนี้ขยายเวลารับสมัครไปถึง 15 มีนาคม

รศ.ดร.พิภพบอกว่า เรื่องอินโนเวชั่น เรื่องสังคม เรื่องแพคติเคิล 3 เรื่องนี้ เรียกว่า Innovative Practical และ Connected เป็น 3 หัวใจของธรรมศาสตร์ บิสซิเนส สคูล

“เราไม่พูดเรื่องอินเตอร์ เพราะโดยธรรมชาติเราต้องอินเตอร์โดยอัตโนมัติ ทั้ง 3 หัวใจหลักต้องมีความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล เพราะฉะนั้น innovative, practical, connected อัตโนมัติอยู่ ในระดับนานาชาติเสมอ อันนี่คือสิ่งที่เราทำ” รศ.ดร.พิภพทิ้งท้าย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้