วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.ชงปม-ให้อภัย เสนอ6ข้อปรองดอง

'บิ๊กตู่' เซ็ง-คนโทรด่า

ถึงคิวเพื่อไทยร่วมวงถกปรองดอง “วิโรจน์” นำทีม “หญิงหน่อย-ภูมิธรรม-โภคิน-ชัยเกษม-ชูศักดิ์” ชงข้อเสนอ “บิ๊กช้าง”ย้ำยึดหลักนิติธรรมเลิกย่ำยีเหยื่อความขัดแย้ง ขอผู้ถูกกระทำเลิกผูกใจเจ็บให้อภัยฝ่ายตรงข้าม ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่ามีส่วนจุดไฟ ดันข้อเสนอร่างโรดแม็ปจะไม่มีการแก้แค้นกัน “โภคิน” ขอคู่ขัดแย้งเลิกราเลิกใช้วาทกรรมสร้างเกลียดชัง “บิ๊กตู่” สุดเซ็ง ม.44 ถูกถากถางใช้เปรอะ บ่นเป็นนายกฯมา 3 ปีสายตาพัง ครวญถูกโทร.ด่าฟรีไม่ตอบโต้ “เสี่ยอ้วน” ตอบรับนั่ง กก.ยกเครื่องพรรคการเมือง กกต.ปัดทำตามใบสั่งรัฐบาล “มีชัย” ให้รอดูยังไม่ติเรือทั้งโกลน สปท.การเมืองแอบอุ้ม กปปส.พ้นคดีแพ่ง ผู้ว่าการ สตง.จี้สรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินฯ “เรืองไกร” บอก กก.วินิจฉัยภาษีทำถูกแล้ว

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในแนวทางการสร้างความปรองดอง จากพรรค การเมืองดำเนินมาต่อเนื่อง ล่าสุดเป็นคิวพรรคเพื่อไทยเข้าหารือกับ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

ถึงคิวเพื่อไทยถกปรองดอง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 มี.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เชิญตัวแทนพรรคเพื่อไทยเข้าให้ข้อคิดเห็นเสนอแนวทางสร้างความปรองดอง โดยมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติศิริ อดีต รมว.ยุติธรรม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย นายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย เข้าพูดคุย

เห็นพ้องทุกพรรคให้อภัยกัน

จากนั้น พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงว่า ทุกพรรคสร้างสรรค์มุ่งเสนอทางออกให้ประเทศ พร้อมเอาใจช่วยให้การปรองดองครั้งนี้สัมฤทธิผล อนุกรรมการฯเปิดกว้างรับฟังทุกความคิดเห็น และทำความเข้าใจไปพร้อมกันเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ทุกพรรคมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของสังคม ควรหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกัน ต้องทำด้วยความจริงใจ จริงจัง ไม่มีอคติ ไม่อยากให้เสียโอกาส และเห็นว่าทุกฝ่ายควรทบทวนตนเองว่ามีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่ผ่านมาอย่างไร ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกที่คั่งค้างต้องใช้เวลา แต่ทุกฝ่ายต้องก้าวเดินออกไปร่วมกัน ทั้งภาคการเมือง ราชการ กองทัพ กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ และกลุ่มทุน รวมถึงภาคสังคม ทุกมิติต้องปฏิรูปตัวเอง ไม่อยากให้รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆเพราะจะทำให้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสนอเรื่องการอภัยโทษ เพียงแต่บอกว่าทุกฝ่ายต้องให้อภัยกัน

ย้ำยึดหลักนิติธรรมเลิกย่ำยีเหยื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอพรรคเพื่อไทยที่นำเข้าหารือกับคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ได้เสนอหลักการและแนวทางการปรองดอง ดังนี้ 1.ความจริงใจของรัฐบาลและ คสช. รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องเข้าใจและมีองค์ความรู้ที่ถูกต้องต่อความหมายและกระบวนการปรองดอง เป็นกลาง เป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำและสั่งการของฝ่ายใด และปราศจากอคติของบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐ 2.องค์กรรัฐทุกองค์กร ต้องยึดหลักนิติธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ อีกสิ่งที่ละเลยไม่ได้คือการให้อภัย ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องเลิกคิดและหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องไม่ย่ำยีผู้ที่เป็นเหยื่อความขัดแย้งอีก ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเหยื่อของความขัดแย้ง ต้องปรับจิตใจตนเอง โดยยอมรับการให้อภัยต่อผู้ที่กระทำต่อตน โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรมที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ คือ การนำการให้อภัยไปสู่การปฏิบัติต่อไป

ทุกฝ่ายต้องยอมรับมีส่วนจุดไฟ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า 3.ต้องค้นหาสาเหตุ ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากบางพวกบางกลุ่ม แต่แทบทุกฝ่ายล้วนเข้าไปมีส่วนไม่มากก็น้อย ทุกคนต้องรับฟังยอมรับในความผิดพลาด และให้อภัยซึ่งกันและกัน ลบความคิดอคติออกให้หมด ทั้งนี้ ควรเริ่มจากรายงาน หรือผลการศึกษาที่องค์กรต่างๆจัดทำขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 4.การกำหนดคู่ขัดแย้งต้องพิจารณาให้รอบด้าน คือ ด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ระหว่างชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจำนวนไม่กี่ตระกูล และชนชั้นล่างจำนวนมหาศาล ด้านประเด็นอำนาจ ด้านการพิจารณาอย่างแคบเพื่อโทษบางกลุ่มบางพวก โดยมุ่งไปที่สองพรรคการเมืองใหญ่ กลุ่มอิทธิพลใหญ่ คือ กลุ่มเสื้อเหลือง กับกลุ่ม กปปส. และกลุ่มคนเสื้อแดง

ดันร่างโรดแม็ปไม่มีการแก้แค้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า 5.ควรพิจารณาเป็นขั้นตอน ดังนี้ พิจารณาและยอมรับในสาเหตุร่วมกัน สถาปนาหลักนิติธรรมที่แท้จริงขึ้นในกฎหมาย และบังคับใช้อย่างเคร่งครัด นำเอากระบวนการยุติธรรมเพื่อการสมานฉันท์มาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ชดเชยค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เยียวยาผู้ได้รับความอยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรม รณรงค์ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายถูกกระทำให้อภัยผู้กระทำ ไม่มีการแก้แค้น กำหนดแผนและขั้นตอน (โรดแม็ป) ร่วมกัน ต้องหามาตรการเสริมเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต เช่น การตรวจสอบ ปฏิรูปศาลและองค์กรอิสระ ส่งเสริมและควบคุมให้สื่อทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่ยุยงสร้างความเกลียดชัง ไม่ใช้การรัฐประหารแก้ไขปัญหา 6.ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม คือ ควรจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มาจากทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ร่วมเสนอความคิดเห็นอย่างเสรี และผลสรุปแนวทางการสร้างความปรองดอง ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างเท่าเทียม ผูกพันกับหลักประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่เป็นสากล ไม่ใช่เกิดจากการบังคับด้วยอำนาจ

“โภคิน” ขอคู่ขัดแย้งเลิกรากัน

นายโภคิน พลกุล กล่าวภายหลังการหารือว่า การปรองดองต้องอยู่ภายใต้บริบทประชาธิปไตย และเป็นกระบวนการที่ไม่ได้จบเพียงวันเดียว พรรคย้ำว่าต้องมีหลักนิติธรรม และต้องยึดหลักให้อภัยต่อกัน โดยเฉพาะผู้เป็นเหยื่อต้องให้อภัยกับผู้กระทำ ส่วนคนกระทำต้องพูดคำว่าขอโทษ เช่น กรณีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 ที่ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 5 ปี สุดท้ายศาลยุติธรรมตัดสินว่าไม่ผิด พวกเราก็ให้อภัย ทุกฝ่ายต้องเลิกใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังต่อกัน กลุ่มการเมืองควรหยุดคำพูดที่ใช้อารมณ์ และต้องกำชับแนวร่วมไม่ให้สร้างวาทกรรมเกลียดชัง ขอย้ำว่าข้อเสนอของพรรคไม่ได้พูดถึงการนิรโทษกรรม เมื่อถามว่า ได้หารือกับนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ นายโภคินตอบว่า ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น แต่เราสอบถามความคิดเห็นจากหลายท่าน และศึกษาเพิ่มเติมจากงานวิชาการ

“เสี่ยหนู” ปัดชงนิรโทษเชยไปแล้ว

อีกด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวตอบโต้นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวหาว่าเล่นการเมืองเกี้ยเซียะกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า พรรคภูมิใจไทยเคยสนับสนุนหลักการนิรโทษกรรมเมื่อ 5 ปีที่แล้วจริง แต่ปัจจุบันสถานะคดีของแต่ละฝ่ายไม่เท่ากันแล้ว บางฝ่ายต้องคำพิพากษาไปแล้ว บางฝ่ายยังไม่ได้ขึ้นศาล การนิรโทษกรรมทำไม่ได้แล้ว ตั้งแต่ได้รับเชิญไปประชุมกับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่กระทรวงกลาโหม ไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆกับสื่อมวลชนเลย และตนไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆหลังประชุมเสร็จ มีแต่นายวัชระที่ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยว่า หนุนการนิรโทษกรรม เลยเป็นประเด็นขึ้นมา

“วัชระ” ตอแยแฉเกมเกี้ยเซียะ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยอมรับโดยดีว่า นายอนุทิน พา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้า คมช. นั่งเครื่องบินส่วนตัวไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่เมืองนอกจริง เมื่อ พล.อ.สนธิกลับมาก็เปลี่ยนไปจนเกิดวลีว่า “บิ๊กบังเปลี่ยนไป” การพาหัวหน้าคณะรัฐประหารไปพบนายทักษิณลับๆโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ ไม่เห็นว่าสร้างความปรองดองตรงไหน นอกจากสามคน คือ “บิ๊กบัง-เสี่ยหนู-ทักษิณ” ได้ปรองดองกันจริง แล้วมาผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ที่นำมาบอกก็เพื่อให้ประชาชนตาสว่างว่าการเมืองข้างบนเขาเกี้ยเซียะกันแล้ว มีแต่มายาดราม่าสร้างภาพไปวันๆกันทั้งนั้น

“บิ๊กตู่” ฟุ้งอีกห้าปีมีรัฐบาลดิจิทัล

ช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลสำหรับข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวปาฐกถาพิเศษ “รัฐบาลดิจิทัล กุญแจสู่ประเทศไทย 4.0” ว่า เราต้องร่วมมือกันทำเพื่ออนาคต ทุกวันนี้การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญ เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว การศึกษา การแพทย์ การลงทุน และการป้องกันภัยพิบัติ ฯลฯ หน่วยงานภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ยกระดับการทำงานภาครัฐให้บริการประชาชน ประกาศไว้แล้วจะเดินหน้าอีก 5 ปีให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล

สุดเซ็ง ม.44 ถูกถากถางใช้เปรอะ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้คนมักมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่จะสำเร็จ เมื่อไหร่มาตรา 44 จะใช้ได้ ทำให้ตนปวดฟันปวดหัว มีคนบอกว่าเคยชินกับการใช้มาตรา 44 ไม่ได้อยากจะใช้แต่จำเป็นก็ต้องใช้ ไม่เช่นนั้นไม่มีทางออก เมื่อกฎหมายปกติไม่ได้รับการยอมรับนับถือ หรือยังไม่มีกฎหมายก็ต้องออกมาตรา 44 บอกว่าใช้มาตรา 44 เยอะ เยอะตรงไหนใช้เพื่อบูรณาการ และที่ติดขัดในข้อกฎหมาย ส่วนในเรื่องความมั่นคงน้อยมาก เพราะมีกฎหมายอยู่ วันนี้คนไทยชอบโทษกฎหมายและเจ้าหน้าที่ แต่ไม่โทษตัวเอง มาตรา 44 จะใช้ได้หรือไม่อยู่ที่ผู้ปฏิบัติกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จะร่วมมือแก้ปัญหาอย่างไร ต้องมองความต้องการของประเทศใน 5-10 ปีข้างหน้า ทั้งคน แผนการ งบประมาณ ทั้งหมดต้องช่วยกันทำงานควบคู่กับการลดความขัดแย้ง วันนี้พูดเรื่องดิจิทัล แต่ไม่บังอาจบอกว่ารู้มากกว่าเพราะเป็นแค่คนในยุคเบบี้บูมเมอร์ แค่ใช้ แค่รู้ พูดได้ก็เก่ง คนไทยมีความพร้อมทุกอย่างฉลาดทุกคน อยู่ที่ว่าจะฉลาดดีหรือไม่ดีเท่านั้น

บ่นนั่งนายกฯมา 3 ปีสายตาพัง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยู่มา 3 ปี ทั้งฟัง ทั้งอ่าน จนตาเริ่มเจ็บต้องใส่แว่นบ่อยขึ้น หากเราใช้ดิจิทัลได้จะช่วยลดเรื่องเอกสารได้เยอะ บางทีนั่งอ่านตาแทบแฉะเรื่องนิดเดียวมาเป็นปึก แต่การปฏิบัติข้างล่างข้าราชการเก่งอยู่แล้ว ต้องสร้างคนที่มีหลักคิดไม่ใช่คิดฉลาดก็ได้ คิดดีก็ได้ คิดโกงก็ได้ ต้องคิดวิเคราะห์มีหลักคิดที่ดีถูกต้อง มีบุคคลในมูลนิธิ 2 คนแต่ไม่อยากเอ่ยชื่อเพราะอาจเกิดปัญหา ฟ้องร้องตนเป็นพันคดี ขี้เกียจพูดวันนี้ทะเลาะกับคนมาพอแล้ว ไม่เคยอยากทะเลาะกับใคร วันนี้คนใช้เฟซบุ๊กบ้านเรามี 44 ล้านคน มีทั้งดีและไม่ดี มีคนใช้โทรศัพท์หลายเครื่อง “บางเบอร์มันโทร.มาด่าผมลูกเดียวเลย แต่อยากว่าอะไรก็ว่าไป ผมก็รับมา วันนี้ความเป็นส่วนตัวถูกละเมิดเยอะ แต่เขาบอกเป็นคนของประชาชน เป็นนายกฯของประชาชนต้องยอมรับการด่าของใครก็ได้ ให้มีเหตุผลหน่อยจะมาด่าอะไรผม ถ้าเล่นเขียนมาผมก็สู้ท่านไม่ได้ อธิบายท่านไม่ได้ ผมไม่สู้ใครอยู่แล้ว”

งดเอกเซอร์ไซส์หวั่นฮีทสโตรก

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการนำข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ออกกำลังกายทุกวันพุธว่า วันนี้สภาพอากาศร้อนมากโดยเฉพาะช่วงบ่ายร้อนสุดๆ จึงหารือและเพื่อลดความเสี่ยงจึงขอให้ชะลอการออกกำลังกายไว้ก่อน แต่ไม่ได้บังคับสำหรับผู้ที่แข็งแรง ถ้าจะออกกำลังกายก็ไม่ว่ากัน

กกต.ปัดใบสั่งรัฐบาลตั้ง กก.ปฏิรูป

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว รักษาการรองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธาน มีกรรมการจากตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และการออกคำสั่งของ กกต.ไม่ใช่เพราะมีคำสั่งจากรัฐบาล แต่เป็นข้อเสนอด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปพรรคการเมืองและการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล สำหรับตัวแทนพรรคที่เข้าร่วมเป็นการเข้าร่วมในนามส่วนตัว ดังนั้น การตัดสินใจของบุคคลดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องอะไรกับมติพรรค

“ภูมิธรรม” ตอบรับเข้าร่วมแล้ว

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ตอบรับเป็นคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว และ กกต.ประสานมาอยากให้เข้าไปร่วม เพื่อช่วยดูว่าจะทำให้การพัฒนาพรรคการเมืองทำได้อย่างไรบ้าง แต่แจ้งไปแล้วไม่แน่ใจว่าจะมีเวลา แต่นายเอนกและ กกต.แจ้งว่า จะได้เป็นเวทีคุยกันระหว่างพรรคหลักๆและ กกต. จะใช้เวลาไม่มากนักจึงรับปาก

“มีชัย” ยังไม่ขอติเรือทั้งโกลน

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงคำสั่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองฯ ของ กกต. ว่า กกต.คงคิดว่าเหมาะสมจึงตั้งขึ้นมา ตนคนนอกคงไปวิจารณ์ไม่ได้ จากนี้ขึ้นกับว่ากรรมการชุดนี้ทำแล้วได้ผลอะไรบ้าง คอยดูกันไปก่อน การปฏิรูปการเมืองต้องมีหลายด้าน พรรคการเมืองเป็นส่วนสำคัญ เวลาทำอะไรต้องทำหลายด้าน อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน ส่วนข้อสงสัยเรื่องการใช้เงินจากกองทุนพัฒนาการเมืองนั้น คงไม่น่าจะใช้งบมาก เป็นเพียงวิธีการปฏิรูป มีแค่เบี้ยประชุมเท่านั้น เมื่อถามว่ากรรมการปฏิรูปชุดนี้จะซ้ำซ้อนกับรัฐบาลหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ขณะนี้การปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ยังไม่เริ่ม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้รัฐบาลต้องเดินไปตามกฎหมาย แผน และขั้นตอน กรรมการชุดนี้เหมือนทำเสริม ถ้าผลออกมาดีรัฐบาลอาจดึงมาใช้ได้ แต่ต้องคอยชำเลืองมองให้สอดคล้องกับรัฐบาล หากติดขัดอะไรก็หารือกัน เหมือนมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ทุกคนต้องมาบอกว่าทำแล้วดีไม่ดีกับเขายังไง

สปท.ส่ออุ้ม กปปส.พ้นคดีแพ่ง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า หลักการสำคัญในรายงานการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความ ปรองดองทางการเมือง คือ การให้โอกาสแก่ผู้ต้องคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2547-2557 โดยใช้กระบวนการฝ่ายบริหารดำเนินการร่วมกับกระบวนการพิจารณาของศาล ซึ่งจะให้รัฐบาลและ ป.ย.ป.ตั้งคณะกรรมการฝ่ายที่ 3 ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง พิจารณารายละเอียดบุคคลที่ถูกกล่าวหา และโดนดำเนินคดีทางการเมือง แต่ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรมแน่นอน

สำหรับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการชุมนุม และถูกหน่วยงานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการเจรจาไกล่เกลี่ยตามกระบวนการ ยืนยันไม่ได้เอื้อให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่ถูกหน่วยงานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการชุมนุมที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่าแม้ฝ่ายรัฐจะชนะคดี แต่บุคคลคงไม่มีทรัพย์สินใดให้ชดใช้ บางคนอาจถูกฟ้องล้มละลายโดยรัฐไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ข้อเสนอดังกล่าวต้องการปลดล็อกปัญหาการเมือง

กกต.เอาอีกตั้งอนุพีอาร์พรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียน พรรคการเมือง มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง มีนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน และมีตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายกมล บันไดเพชร สมาชิกพรรคเพื่อไทย น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการ ร่วมเป็นกรรมการ มีหน้าที่กำหนดแนวทาง รูปแบบ วิธีการ เนื้อหา หรือเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทของพรรคการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตั้งกรรมการทั้ง 2 คณะของ กกต. ถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปพรรคการเมืองของ กรธ.หรือไม่ เพราะหลักการใหม่ของกฎหมาย ต้องการให้ กกต.ทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคการเมืองอย่างเข้มข้นไม่ใช่ให้ทำงานร่วมกัน อย่างที่ กกต.ดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะกับการต้องสูญเสียงบประมาณไปประชาสัมพันธ์ให้กับพรรคการเมือง

“ปึ้ง” ท้าทายบทพิสูจน์ถอดถอน

อีกเรื่องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณี สนช.เริ่มกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ว่า ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ขอให้ทำด้วยความยุติธรรม ถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย เพราะระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง มีความชัดเจนอยู่แล้ว การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงว่าทำกันตรงไปตรงมา ไม่มีใบสั่ง ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน และไม่ลำเอียง อยากเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในบ้านเมืองเราพอมีหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ คงได้พิสูจน์กันและหากความเป็นธรรม ความยุติธรรมยังคงมีหลงเหลืออยู่ คำว่าเลือกปฏิบัติจะได้หมดไปเสียที

ผู้ว่าการ สตง.จี้เรียกเก็บภาษี “หุ้นชิน”

ส่วนการดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ให้แก่บริษัท เทมาเสก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) นั้น นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ชัดเจนว่านายทักษิณเป็นผู้ขายหุ้นมีภาระภาษีที่ต้องจ่าย ณ ขณะนั้นกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ระยะเวลาล่วงเลยมาเมื่อรวมค่าปรับแล้วเป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท หากยึดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 19 อายุความการเรียกเก็บภาษีอาจมี 10 ปีก็ให้ยึดแนวทางตามมาตรา 3 อัฏฐ ที่สามารถขยายเวลาดำเนินการได้และยังมีช่องทางตามประมวลรัษฎากรมาตรา 61 ที่ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญ ซึ่ง สตง.ได้แจ้งไปยังกรมสรรพากรแล้วเมื่อวันที่ 7 มี.ค. แต่กรมสรรพากรมีความเห็นแย้งว่าไม่สามารถขยายเวลาได้ ดังนั้นต้องเร่งดำเนินการเพราะอายุความใกล้หมด หากไม่ดำเนินการอาจต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 154 และ 157 ซึ่งเราต้องแจ้ง ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป

“เรืองไกร” ชี้ไม่ต้องจ่ายภาษี

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรมสรรพากรและคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ออกมาอธิบายถูกต้องแล้วเพราะมาตรา 3 อัฏฐ ใช้กรณีที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี เมื่อไม่เคยประเมินภาษีในกรณีนี้มาก่อนภายใน 5 ปี การจะขยายอายุความเป็น 10 ปี จึงทำไม่ได้ ที่กรมสรรพากรและคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรยืนยันว่าไม่สามารถเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณได้ จึงชอบแล้ว และไม่น่าจะมีความผิดตาม ป.อาญามาตรา 154 หรือ มาตรา 157 เพราะเป็นการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี ในทางกลับกันหากพิจารณากรณีบิดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขายที่ดินโดยบริษัทผู้ซื้ออาจออกภาษีให้ เรื่องนี้กรมสรรพากรต้องรีบประเมินโดยเร็วตามที่ตนร้องเรียนไปแล้ว หากไม่ทำอาจโดนโทษ ป.อาญา มาตรา 154 หรือมาตรา 157 ได้ ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ชี้แจงกรณีนี้ จึงขอให้นายกฯนำแบบการเสียภาษีให้กรมสรรพากรออกมาแสดงด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าได้ยื่นแบบเสียภาษีให้บิดาถูกต้องครบถ้วน

“เกียรติ” ตั้งแง่สรรพากรมัวทำอะไรอยู่

นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรมสรรพากรมีเวลาถึง 5 ปีที่จะออกหมายเรียกเก็บภาษี แต่ทำไมไม่ดำเนินการ ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้หมดอายุความจริงต้องถามกรมสรรพากรว่าเกิดอะไรขึ้น และสังคมควรได้รับทราบทำไมไม่ดำเนินการอย่างไรเลย และในช่วงเวลานั้นมีใครเป็นอธิบดีกรมสรรพากรบ้าง ที่ไม่ยอมทำหน้าที่ ส่วนจะขยายอายุการออกหมายเรียกเก็บภาษีออกไปหรือไม่ ตนไม่ติดใจ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพราะที่ผ่านมามีหลายคดีที่เป็นตัวอย่างในเรื่องการหมดอายุความอยู่แล้ว

แนะใช้ ม.44 ปมภาษีหุ้นชินคอร์ป

นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ขอเสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 จัดการเรียกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือผู้เกี่ยวข้อง มายื่นแบบเสียภาษีดังกล่าวภายในเดือน มี.ค. ส่วนกรมสรรพากรที่ไม่ได้ออกหมายเรียก เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปไล่เบี้ยว่าเป็นความรับผิดชอบของใคร ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อาญามาตรา 157 เชื่อว่าหาตัวได้ไม่ยาก

ชี้ปัญหาเรื้อรังออกเอกสารสิทธิ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.กล่าวเปิดสัมมนา “ร่างมาตรการป้องกันการทุจริตเพื่อแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยมิชอบ” ว่า ปัญหาการออกเอกสารสิทธิที่ดินเป็นปัญหามายาวนาน แต่กลไกแก้ปัญหาหลายเรื่องใช้เวลานาน เพราะติดข้อกฎหมาย และการออกเอกสารสิทธิออกโดยรัฐ ซึ่งเป็นการกระทำผิดตั้งแต่ต้น ทำให้ผู้ถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิหลายรายได้รับผลกระทบเพราะไม่ได้ทำผิด แต่กลายเป็นเหยื่อและยังกระทบไปถึงการลงทุนทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย จึงต้องมีมาตรการแก้ปัญหา เพื่อสกัดกั้นการทุจริตการออกเอกสารสิทธิที่ดิน

แฉผลตอบแทนล่อใจสูงยั่วทุจริต

นายสุจิตร จันทร์สว่าง ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกล่าวว่า เหตุผลที่มีขบวนการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบจำนวนมาก เป็นเพราะมีผลตอบแทนสูง เช่น ที่ดินหาดป่าตอง หาดฟรีดอม ราคาสูงกว่าไร่ละ 100 ล้านบาท ข้าราชการหวังตำแหน่งจึงสนองนโยบายนักการเมือง แสวงหาประโยชน์ด้วยการโยกย้ายไปพื้นที่มีที่ดินราคาแพง และยังถูกผู้มีอิทธิพลมีบารมีกดดัน ด้วยความหวาดกลัวจึงต้องสนองความต้องการ ขณะเดียวกันการออกโฉนดตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ปี 2537 ที่เจ้าหน้าที่อุทยานขาดความรอบคอบ กระบวนการเพิกถอนต้องใช้เวลานาน จึงขอเสนอควรให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ป.ป.ช. และอัยการ มีส่วนร่วมตรวจสอบด้วย

มะงุมมะงาหราไขสินบนโรลส์รอยซ์

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีสินบนโรลส์รอยซ์ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า การประชุม ป.ป.ช.วันที่ 9 มี.ค. ที่ประชุม ป.ป.ช.จะพิจารณาว่า จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีสินบนโรลส์รอยซ์หรือไม่ เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ว่าจะใช้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ 9 คนเป็นองค์คณะไต่สวนเพราะเป็นคดีสำคัญระดับชาติ ขณะนี้พอทราบตัวผู้เกี่ยวข้องการจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ในช่วงการจัดซื้อจัดจ้างระยะที่ 3 ระหว่างปี 2547-2548 แล้ว เป็นช่วงที่ ป.ป.ช.ยังมีอำนาจพิจารณาไต่สวนคดี ส่วนระยะที่ 1 ปี 2534-2535 และระยะที่ 2 ปี 2535-2540 หมดอายุความไปแล้ว แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังมีอำนาจพิจารณาฟ้องแพ่งอยู่

ตั้ง “ออมสิน” นั่งบอร์ดพลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2560 เรื่องแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ระบุว่า โดยที่ได้มีประกาศพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ 15 ธ.ค.2559 มีผลให้กรรมการบางรายพ้นจากตำแหน่ง สมควรแต่งตั้งทดแทนให้การปฏิบัติหน้าที่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่อง หัวหน้า คสช. จึงแต่งตั้งนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการใน กพช. ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 7 มี.ค.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

ถึงคิวเพื่อไทยร่วมวงถกปรองดอง “วิโรจน์” นำทีม “หญิงหน่อย-ภูมิธรรม-โภคิน-ชัยเกษม-ชูศักดิ์” ชงข้อเสนอ “บิ๊กช้าง”ย้ำยึดหลักนิติธรรมเลิกย่ำยีเหยื่อความขัดแย้ง 9 มี.ค. 2560 07:39 ไทยรัฐ